Monthly Archives: January 2015

Preposition คือ อะไร มีวิธีการใช้อย่างไร

Preposition เป็นคำซึ่งใช้วางข้างหน้าคำนาม (noun) หรือ คำเสมอนาม (noun equivalent) เพื่อแสดงว่า นามคำนั้นมีความสัมพันธ์กับคำอื่นๆ อย่างไร เช่น

The book is on the table.
on เป็น preposition แสดงคววนสัมพันธ์ระหว่างคำนาม 2 คำ คือ book และ table

Preposition อาจเป็นคำเดียวโดดๆ เช่น in, on, at, after, down, since, with, under, etc. หรืออาจเป็นกลุ่มคำ (group preposition) เช่น

1. He will come instead of me.
เขาจะมาแทนฉัน

2. The teacher stood in front of the class.
ครูยืนอยู่หน้าชั้น

3. He said that for the sake of peace and quiet.
เขาพูดเรื่องนั้นเพื่อเห็นแก่สันติสุขและความสงบเงียบ

4. What did he say with regard to my proposals ?
เขาพูดอะไรเกี่ยวกับข้อเสนอของผม

5. Dang sat at the back of the room.
แดงนั่งอยู่หลังห้อง

คำ preposition หรือ group preposition รวมกับคำนามที่ตามหลัง อาจใช้เพื่อแสดงสถานที่ (place), เวลา (time), ลักษณะ (manner) หรือแสดงความมุ่งหมาย (purpose) เช่น

1. I look through the window.        Place
ผมมองออกไปทางหน้าต่าง

2. I shall go there on Friday.          Time
ผมจะไปที่นั่นในวันศุกร์

3. He spoke in a loud voice.            Manner
เขาพูดด้วยเสียงอันดัง

4. A hammer is used for knocking in nails.     Purpose
ฆ้อนใช้สำหรับตอกตะปู

ในประโยคทั้ง 4 ข้างบนนี้ คำ through, on, in และ for เป็นคำ preposition กลุ่มคำทั้งหมด ที่พิมพ์ตัวหนาเป็นกลุ่มคำที่ทำหน้าที่ adverb

ประโยคต่อไปนี้ แสดงการใช้คำๆ เดียวกันเป็น preposition และ adverb

Preposition Adverb
1. The boy came down the tree.เด็กคนนั้นลงมาจากต้นไม้ The tree blew down in the wind.ต้นไม้นั้นถูกลมพัด
2. He put the coat on the table. เขาวางเสื้อลงบนโต๊ะ He put his coat on.เขาสวมเสื้อ
3. Dang came before four o’clock.แดงมาก่อนเวลาสี่โมง I have explained that point before.ผมได้อธิบายตอนนั้นมาก่อนแล้ว
4. Ladda is in the garden.ลัดดาอยู่ในสวน I opened the door, and the cat walked in.ผมเปิดประตูและแมวตัวนั้นเดินเข้ามา

Adverbial Particle
1. He put the coat on the table.
เขาวางเสื้อตัวนั้นลงบนโต๊ะ

2. He put the coat on.
เขาสวมเสื้อตัวนั้น

ความหมาย put on ใน 2 ประโยคนี้ต่างกัน put on ในประโยคหลังมีความหมายว่า สวม ต่างจาก put on ในประโยคแรกซึ่งแปลว่า วางลงบน (ซึ่งจะต้องมีคำนามบอกต่อไปว่าบนอะไร)

มีคำกริยาหลายคำที่ใช้กับคำ adverb (ซึ่งมีรูปเดียวกับ preposition) แล้วทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เช่น

put on, take off, come in, give up, etc.

verb ซึ่งมี adverb ตามหลังเช่นนี้ เรียกว่า phrasal verb หรือ two-word verb คำ adverb ซึ่งตามหลังกริยาบางคำเช่นนี้เรียกว่า adverbial particle (adverbial particle ตามตัวอย่างข้างบน คือ on, off, in, up)

adverbial particle จึงได้แก่ adverb บางคำซึ่งเมื่อต่อท้ายคำกริยาบางคำแล้วจะมีความหมายเฉพาะของมันเอง อาจจะมีความหมายคงเดิม เช่น take away ( = เอาไป) หรืออาจจะมีความหมายเป็นอื่นไปก็ได้ เช่น give up (=ล้มเลิก)

คำ adverb ซึ่งใช้เป็น adverbial particle นี้ โดยปกติมีรูปเช่นเดียวกับ preposition คำที่พบมากที่สุดได้แก่คำต่อไปนี้

up           in          on        over        through         by
down     out        off        away       round             back

ตำแหน่งของ adverbial particle
1. ถ้าประโยคไม่มี direct object ให้วาง adverbial particle ไว้ท้าย verb นั้น เช่น
1. Come in.
2. Do not give up whatever happens.
อย่ายอมแพ้ ( = อย่าล้มเลิก) ไม่ว่าอะไรจะบังเกิดขึ้นก็ตาม

2. ถ้าประโยคนั้นมี direct object ซึ่งเป็น personal pronoun ให้วาง adverbial particle ไว้หลังคำ personal pronoun นั้น

1. I cannot take it off.
ผมเอามันออกมาไม่ได้

2. Do this or I’ll throw you out.
ทำนะ มิฉะนั้นฉันจะโยนแกออกไปข้างนอก

3. They sent her back.
พวกเขาส่งหล่อนกลับ

3. ประโยคที่มี direct object และ object นั้นไม่ใช่ personal pronoun อาจวางตำแหน่งของ adverbial ได้ 2 อย่าง คือ (1) ในภาษาเขียน วางไว้ติดกับ verb (2) ในภาพาพูดวางไว้หลัง object

1. He put his coat on.    ภาษาพูด
= He put on his coat.     ภาษาเขียน

2. He switched the radio on.     ภาษาพูด
= He switched on the radio.      ภาษาเขียน

3. Turn the light off.        ภาษาพูด
= Turn off the light.         ภาษาเขียน

แต่ถ้าหากว่าเป็น direct object ยาวๆ แล้ว นิยมวาง adverbial particle ไว้ติดกับ verb มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน เช่น

object สั้น : He gave his books away.
object ยาว : He gave away every book that he possessed.

4. adverbial particle อาจวางไว้หน้าประโยคได้ ถ้าประโยคนั้นเป็นประโยคอุทาน ซึ่งมีวิธีใช้ดังนี้

(1) ถ้าประธานของประโยคเป็น personal pronoun วางกริยาไว้หลังประธานตามปกติ

1. Off they went !     (= They went off.)
2. Away it flew !       ( = It flew away.)
3. Out It comes !      ( = It comes out.)

(2) ถ้าประธานของประโยคเป็น noun หรือ pronoun อื่น (ซึ่งไม่ใช่ personal pronoun) วางกริยา ไว้หน้าประธาน

1. Off went Dang !                (= Dang went off.)
2. Away flew my hat !        ( = My hat flew away.)
3. In came the others !      ( = The others came in.)

(3) อาจใช้ adverbial particle ขึ้นหน้าประโยคอุทาน โดยไม่มี verb เช่น
1. Out with it !
เอาออกมา (เลิกเสียทีเถอะ, ออกเสียทีเถอะ)

2. Down with the grammarians !
ขอให้พวกนักไวยากรณ์จงพินาศ,
(= เจ้าพวกนักไวยากรณืทั้งหลายจงอย่าได้รุ่งเรืองเลย)

3. Away with them !
เอาไปให้พ้น
(= Take them away.)

4. Off with their heads !
จงตัดหัวเขาเสีย

ตำแหน่งของคำ preposition ท้ายประโยค
ในประโยคคำถาม นิยมวาง preposition ไว้ท้ายประโยค เช่น

Who(m) did you write to ?      คุณเขียนถึงใคร
What are you laughing at ?     คุณกำลังหัวเราะอะไร
Which class are you in ?          คุณอยู่ชั้นอะไร

แต่ถ้าเป็นข้อความที่เป็นมาตรฐาน (formal) เช่นข้อความในหนังสือสำคัญๆ นักภาษามีความเห็นว่าควรวาง preposition ไว้ข้างหน้า เช่น

At what are you looking ? คุณกำลังดูอะไร
(= What are you looking at ?)

I have a book in which I write my notes.
( = I have a book which I write my notes in.)
ผมมีสมุดเล่มหนึ่งสำหรับจดบันทึก

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วๆ ไป ปัจจุบันนี้ ทั้งคนอังกฤษและอเมริกันนิยมวาง preposition ไว้ท้ายประโยคเสมอ

ในกรณีต่อไปนี้จะต้องวาง preposition ไว้ท้ายประโยคเสมอ ไม่ว่าจะใช้ในกรณีใด

(1) ในประโยค adjective clause ซึ่งนำหน้าด้วย that หรือในประโยคที่มี what นำหน้า ให้วาง preposition ไว้ท้ายประโยคเสมอ

1. This is the kind of life that he is used to.
นี่เป็นวิถีชีวิตชนิดที่เขาเคยชิน

2. It is the thing that I have dreamed of and worked for.
นั่นเป็นสิ่งที่ผมฝันหาและทำงานเพื่อมัน

3. This is what I was looking for.
นี่คือสิ่งซึ่งผมตั้งตารอ

4. That is not what he is used to.
นั่นมิใช่สิ่งที่เขาเคยชิน

(2) ในประโยค passive voice จะต้องวาง preposition ไว้ท้ายประโยคเสมอ

1. Everything he said was laughed at.
ทุกสิ่งที่เขาพูดได้ถูกหัวเราะเยาะ

2. He is a man whose word is relied on.
เขาเป็นคนที่เชื่อถือคำพูดได้

3. That is a subject that mustn’t be spoken about.
นั่นเป็นเรื่องที่จะต้องไม่พูดถึง

อนึ่ง มีกลุ่มคำบางกลุ่มซึ่งจะต้องพูดอย่างนั้นเป็นประจำ จะโยกย้ายไปที่อื่นไม่ได้เด็ดขาด เช่น

1. I don’t know on whose authority you say that.
ผมไม่ทราบว่าคุณพูดเช่นนั้นโดยอาศัยอำนาจของผู้ใด

2. He doesn’t say by what reasoning he arrived at that conclusion.
เขามิได้แจ้งให้ทราบว่า เขาสรุปเรื่องนั้นโดยใช้เหตุผลอะไร

ที่มา:เลิศ  เกษรคำ

หน้าปกรายงานภาษาอังกฤษ แบบเป็นทางการ

สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องทำรายงานเป็นภาษาอังกฤษนั้น นอกจากเนื้อหาของรายงานที่สำคัญแล้ว หน้าปกรายงานซึ่งเป็นหน้าด่านแรกของรูปเล่ม ก็มีความสำคัญเช่นกัน

หน้าปกรายงานที่อยู่ในแบบแผนทางการอย่างถูกต้อง ย่อมมีรายละเอียดครบถ้วน น่าหยิบจับมาอ่าน กว่า หน้าปกที่มีรายละเอียดไม่ชัดเจน

องค์ประกอบของหน้าปกรายงานภาษาอังกฤษ

หน้าปกรายงานทั่วไป

1. Title of Project  :หัวข้อรายงาน

2. Your name : ชื่อของคุณ (กรณี

3. Course Number, Course Title, Type of Report : เลขหลักสูตร , ชื่อหลักสูตร และ ชนิดของรายงาน

4. Date : วันที่จัดทำ

ตัวอย่างหน้าปกรายงาน

อย่างไรก็ตาม หน้าปกรายงานตามตัวอย่างข้างต้น เป็นเพียงหน้าปกทั่ว ๆ ไป ซึ่งปกรายงานแต่ละฉบับยังมีความแตกต่างกันจาก ประเภทรายงาน , ผู้จัดทำรายงาน (หากเป็นรายงานกลุ่ม จะต้องระบุชื่อกลุ่ม  ชื่อสมาชิกในกลุ่ม)

ในรายงานบางประเภท อาจต้องระบุว่าเป็นรายงานเพื่ออะไร และ ส่งใคร ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผู้รับรายงานว่าต้องการให้มีหัวข้อใดบ้างอยู่บนหน้าปก

องค์ประกอบปกรายงานการทดลอง (Lab Report)

The name of the experiment : ชื่อการทดลอง
Your name : ชื่อของคุณ
Names of the other members of your lab group : ชื่อสมาชกท่านอื่น ๆ ในกลุ่ม
The date the experiment was performed : วันที่ทำการทดลอง
The course number, Course Title, and lab instructor’s name : รหัสวิชา ,ชื่อวิชา และ ชื่ออาจารย์ผู้สอนในห้องปฏิบัติการ

 

การใช้ there is และ there are ในภาษาอังกฤษ

ในภาษาอังกฤษ ทั้ง There is และ There are ต่างก็ใช้ในความหมายว่า “มี” ทั้งคู่ แต่มีวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันไปตามกลักไวยากรณ์ (Grammar) ดังต่อไปนี้

There is ใช้กับคำนาม เอกพจน์ (singular) และ คำนามนับไม่ได้  – คำนามเอกพจน์ คือ คำนามที่มีจำนวนเดียว เช่น หนังสือ 1 เล่ม ,โต๊ะ 1 ตัว , คนหนึ่งคน เป็นต้น

There are ใช้กับ พหูพจน์ (plural) – คำนามพหูพจน์ คือ คำนามที่มีจำนวนมากกว่า 1 ขึ้นไป เช่น หนังสือหลายเล่ม , โต๊ะสองตัว , คนสามคน เป็นต้น

 

หลักการใช้ there is และ there are

ประโยคบอกเล่า

There is a book on the desk. มีหนังสือหนึ่งเล่มวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ
There are many books on the desk. มีหนังสือหลายเล่มวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ

There is a cockroach in the bath. มีแมลงสาปหนึ่งตัวในห้องน้ำ
There are three cockroaches in the bath. มีแมลงสาปสามตัวในห้องน้ำ

รูปย่อของ There is คือ There’s

รูปย่อของ There are ไม่มี

 

ประโยคปฏิเสธ

เติมคำว่า not ข้างหลัง There is หรือ There are ประโยคบอกเล่าก็จะเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธ เช่น

There is not a book on the desk. ไม่มีหนังสือหนึ่งเล่มวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ

There are not six elephants in the zoo. ไม่มีช้างหกตัวในสวนสัตว์

 

There is not เขียนแบบย่อได้เป็น There isn’t

There are not เขียนแบบย่อได้เป็น There aren’t

 

กรณีที่ต้องการชี้เฉพาะว่าไม่มีสิ่งนั้นอยู่เลย (เป็น 0) ให้ใช้ There aren’t any เช่น

There aren’t any people at the school. ไม่มีใครเลยที่โรงเรียน
There aren’t any books in my room. ไม่มีหนังสือสักเล่มในห้องของฉัน

 

ประโยคคำถาม

กรณีประโยคบอกเล่าที่ขึ้นต้นด้วย There is ให้สลับ is มาอยู่ข้างหน้า

กรณีประโยคบอกเล่าที่ขึ้นต้นด้วย There are ให้สลับ are มาอยู่ข้างหน้า

เช่น

 Is there a dog in your home? มีหมาตัวหนึ่งอยู่ในบ้านของคุณใช่ไหม ?

ถ้ามีตอบว่า Yes, there is.

ถ้าไม่มีตอบว่า No, there isn’t.

 

Are there any dogs in the park? มีหมาอยู่ในสวนบ้างไหม ?

ถ้ามีตอบว่า Yes, there are.

ถ้าไม่มีตอบว่า No, there aren’t

ลองกอง ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ?

ปีที่ผ่านมา ลองกอง ในประเทศไทย ราคาถูกมาก ๆ เหลือราคาเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท ปีนี้ก็รอลุ้นอยู่ว่าจะราคาถูกเหมือนเดิมอีกหรือไม่ เพราะโดยส่วนตัวชอบทานผลไม้ชนิดนี้อยู่แล้ว แต่ราคาที่ต่ำจนเกินไปก็อดสงสารชาวสวนไม่ได้ เอาเป็นว่าขอให้ราคาพอดีพอเหมาะก็แล้วกัน

มาเข้าเรื่องของคำว่า ลองกอง ภาษาอังกฤษ กันดีกว่า

ลองกอง มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Lansium parasiticum และเนื่องจากลองกองเป็นลางสาดพันธุ์หนึ่งจึงถูกเรียกรวมได้อีกด้วยว่า Langsat

ในประเทศไทยนั้นเราใช้คำว่าลองกอง ซึ่งมาจากภาษายาวีว่า ดอกอง คำว่าลองกองในไทยสามารถเขียนทับศัพท์ได้เลยว่า Longkong ซึ่งแม้จะเป็นภาษาถิ่น แต่ฝรั่งบางคนก็รู้จัก หากไม่รู้จักเราก็อธิบายได้ว่า คือ Langsat นั่นเอง

lanzones หรือ  Lansones ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของ ลองกอง ในภาษาอังกฤษ เป็นคำในภาษาตากาล็อคของทางฟิลิปปินส์

ในประเทศมาเลเซีย และ อินโดนีเซีย เรียกลองกองว่า Duku ซึ่งคำนี้จัดได้ว่าเป็นอีกชื่อที่ใช้เรียกลองกองอย่างแพร่หลายในภาษาอังกฤษ

ไม่เป็นไร ภาษาอังกฤษ พูดอย่างไร ?

เมื่อใครสักคนขอโทษคุณโดยกล่าวคำว่า I’m sorry และคุณมีความประสงค์ที่จะตอบกลับไปว่า ไม่เป็นไร เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้อีกฝ่ายไม่ต้องกังวลกับเรื่องที่ทำผิดจนกระทั่งต้องขอโทษคุณ สามารถพูดได้ดังนี้

พูดว่า ไม่เป็นไร ในภาษาอังกฤษ

- It’s ok

- It’s alright

- Don’t worry

- no problem

- Thanks  I’m okay

- chill out เป็นคำแสลง ความหมายคือ ทำใจให้สบาย

- Calm down แปลว่า ใจเย็น ๆ (ไม่ต้องกังวล)

- Relax

- Chillax เป็นคำแสลงใหม่ ที่เพิ่งใช้กัน ผสมระหว่างคำว่า chill และ relax มีความหมายว่า ใจเย็น ๆ ทำใจให้สบาย

 

มีหลายคำมากที่ใช้ตอบคำขอโทษในความหมายว่า ไม่เป็นไร เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งคุณสามารถเลือกนำไปใช้ได้ตามต้องการ (สำหรับคำแสลงอาจจะต้องพูดกันในกลุ่มเฉพาะ) แต่หากคุณไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรแล้วละก็ จะเลือก ยิ้มไว้ก่อนก็ได้นะ เพราะเป็นภาษาท่าทางที่บอกว่า ไม่เป็นไร ได้เช่นกัน

ปล. นอกจากคำว่าไม่เป็นไร จะใช้ตอบกลับคำขอโทษได้แล้ว ยังใช้ตอบกลับคำขอบคุณด้วยก็ได้ เมื่อมีคนขอบคุณเรา เราก็สามารถที่จะบอกไปได้เช่นกันว่า “ไม่เป็นไร”

ให้กำลังใจ ภาษาอังกฤษ

ช่วงชีวิตของทุกคนต้องมีทั้งความสุขและทุกข์ การได้รับกำลังใจจากคนที่เรารัก เป็นสิ่งที่จะช่วยปลอบประโลมจิตใจ สร้างพลังให้กลับมาต่อสู้กับอุปสรรคได้

เมื่อเราได้รับกำลังใจจากผู้อื่นแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้เช่นกันเมื่อมีโอกาส คือ การเป็นผู้ให้  เรามาดูกันว่าการพูดให้กำลังใจ ในภาษาอังกฤษ มีตัวอย่างปรระโยคการพูดเช่นไรบ้าง

ประโยคและคำพูดให้กำลังใจ ในภาษาอังกฤษ

I am always here if you need me for anything.
“ฉันอยู่ที่นี่เสมอ ถ้าคุณต้องการฉัน” ในเวลาที่ใครสักคนไม่สบายใจ การบอกว่าเราอยู่เคียงข้างเขา พร้อมที่จะช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ ย่อมทำให้ผู้นั้นไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

 

You Matter
เป็นสองคำสั้น ๆ ที่ช่วยให้สร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี ประโยคนี้มีความหมายว่า  คุณสำคัญต่อฉัน

 

I can’t really understand what you are feeling, but I can offer my compassion.

แม้ว่าฉันไม่อาจเข้าใจถึงสิ่งที่คุณรู้สึก แต่ฉันเห็นใจคุณ

 

I care about you.

ฉันเป็นห่วงเธอ

 

I love you.

ฉันรักคุณ  เป็นประโยคง่าย ๆ ที่ช่วยให้กำลังใจคนรักได้อย่างมาก แต่คุณจะต้องแน่ใจว่าคุณรู้สึกรักผู้ที่คุณบอกจริง ๆ ไม่ใช่แสเสร้งให้เขาสบายใจเท่านั้น

 

We’ll get through this together

เราจะผ่านไปด้วยกัน เป็นคำพูดเพื่อบอกให้ผู้ฟังทราบว่า ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น ก็จะไม่ทอดทิ้งกัน

 

How can I help you?

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

 

I believe in you.

ฉันเชื่อในตัวคุณ   ช่วงเวลาที่ใครคนหนึ่งไม่มั่นใจ กังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น หากมีใครสักคนเชื่อมั่นในตัวเขา จะทำให้รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมาก

 

ลองนำตัวอย่างประโยคให้กำลังใจภาษาอังกฤษเหล่านี้ไปใช้กัน แม้กำลังใจอาจจะไม่ได้มีค่าเป็นเงินทอง แต่สำหรับคนที่ท้อแท้หมดหวังแล้ว ในเวลานั้นเงินทองก็ไม่ได้สำคัญมากไปกว่า ความจริงใจที่ได้รับจากคนที่รัก