Monthly Archives: December 2014

บทสนทนาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการปลูกผัก

ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์เกี่ยวกับการเพาะปลูกอยู่หลายคน ลองอ่านและจดจำรูปประโยคกันดูนะ

Mother : Shall we have a vegetable garden this year?
แม่ : ปีนี้เราจะทำสวนผักกันไหม?

Noy : Yes, It’s fun to garden. I like to water vegetables.
หน่อย : ทำซีครับทำสวนสนุกดี ผมชอบรดนํ้าผัก

Father : Yes, it’s fun to garden, but it’s hard work too.
พ่อ : ใช่, การทำสวนสนุกดีดอก แต่มันก็เป็นงานหนักเหมือนกัน

Nid : Let’s grow corn like we did last year, father. I like corns.
How good an ear of corn tastes when it’s cooked and eaten soon after it’s picked!
นิด : ขอให้เราปลูกข้าวโพดเหมือนปีที่แล้วนะคะพ่อ นิดชอบข้าวโพด ฝักข้าวโพดเก็บใหม่ๆ เอามาทำอะไรๆ กินทันทีอร่อยเสียนี่กระไร

Noy : Let’s grow tomatoes too. I like them very much.
หน่อย : ขอให้เราปลูกมะเขือเทศด้วย ผมชอบมะเขือเทศมาก

Father : I’m afraid we couldn’t grow corn this year. Our mango trees are grown up, and we wouldn’t have enough room for growing corn.
พ่อ : พ่อกลัวว่าเราจะปลูกข้าวโพดไม่ได้ในปีนี้ ต้นมะม่วงของเราก็โตขึ้น และเราจะไม่มีที่พอปลูกข้าวโพด

Nid : But we have enough room under the trees, don’t we?
นิด : แต่เราก็มีที่พอที่ใต้ต้นไม้ไม่ใช่หรือคะ?

Mother : There would’t be enough sunshine for the corn, Nid.
แม่ : แต่ต้นข้าวโพดจะไม่ได้รับแสงแดดพอนะนิด

Nid : Shall we grow cabbage in our garden too?
นิด : เราจะปลูกกะหลํ่าปลีในสวนของเราบ้างได้ไหมคะ?

Mother : Yes, and what else?
แม่ : ได้, แล้วอะไรอีกล่ะ?

Farther : Onions would be nice too. They don’t need too much caring for.
พ่อ : ต้นหอมก็จะดีเหมือนกัน มันไม่จำเป็นต้องทะนุบำรุงมากนัก

Mother : Yes. And you have to take good care of tomatoes and cabbages.  Many kinds of insects like to eat them.
แม่ : ค่ะ, และเราต้องดูแลมะเขือเทศและกะหล่ำปลีอย่างดีมีแมลงหลายชนิดชอบกินมัน

Noy : I think Nid and I could take care of them.
หน่อย : ผมคิดว่านิดกับผมสามารถดูแลมันได้

ที่มา:ประมวล  ดิคคินสัน

กริยาแท้ กริยาไม่แท้ ภาษาอังกฤษ และกริยาพิเศษ (anomalous verb) 24 รูป

ได้กล่าวมาแล้วว่า คำกริยา (verb) ในภาษาอังกฤษมี 2 พวกใหญ่ๆ คือเป็น กริยาแท้ (finite) และกริยา ไม่แท้ (non-finite)

กริยาไม่แท้ คือ กริยาซึ่งมีรูปจากคำกริยา แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกริยาจริงๆ ได้แก่

1. Infinitive (กริยาซึ่งมี  to นำหน้า เช่น to go)
2. Present Participle (กริยาซึ่งเติม ing เช่น going)
3. Past Participle (กริยาช่องที่สาม เช่น gone)

กริยาแท้
ได้แก่กริยาซึ่งทำหน้าที่เป็นกริยาจริงๆ ในประโยค ซึ่งต้องเปลี่ยนรูปร่างไปตามประธาน, ตาม tense เช่น กริยาแท้ของ verb to be คือ am, is, are, was, were (รูปของ verb to be เมื่อเป็นกริยาไม่แท้คือ be, being, been)

กริยาแท้ (กริยาซึ่งทำหน้าที่กริยาจริงๆ) ยังมีชื่อเรียกต่างๆ กันไปอีก ซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ ได้คือ
(1) กริยาช่วย (auxiliary verb หรือ helping verb) ได้แก่ส่วนของกริยาซึ่งทำหน้าที่ช่วยกริยาหลัก เพื่อแสดง tense หรือ mood ของกริยาหลัก กริยาพวกนี้ไม่มีคำแปลเป็นความหมายแสดงอาการของ ประธาน

(2) กริยาหลัก (principal verb) ได้แก่ส่วนของกริยา ซึ่งทำหน้าที่เป็นกริยาของประโยคด้วยตัวมันเอง เป็นคำที่มีความหมายบอกอาการหรือสภาพของประธาน เช่น

1. They are reading.    (are เป็น auxiliary verb แสดง tense)
They are boys.        (are เป็น principal verb)

2. They have gone.        (have เป็น auxiliary verb แสดง tense)
They have good pens.     (have เป็น principal verb)

Defective Verb
มีกริยาอีกพวกหนึ่งเรียกกันว่า Defective Verb กริยา defective ได้แก่กริยาซึ่งมีรูปไม่ครบ เช่น must มีรูปเดียว ไม่มีรูปที่เป็น past และไม่มีรูป past participle นอกจากนี้ก็มี will, shall, can, may, ought ซึ่งมีรูปไม่ครบเช่นเดียวกัน (will มีรูป past เป็น would แต่ไม่มีรูปเป็น past participle)

Anomalous Verb
คำว่า anomalous มีความหมายว่า ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎ (deviating from the rule) ไม่ปกติ (not regular) พิเศษ (special) และด้วยเหตุนี้ เราจึงเรียกกริยาพวกนี้ว่า กริยาพิเศษ (นิยมเรียกในภาษาอังกฤษว่า anomalous verb หรือ special verb)

เหตุที่เราเรียกว่า กริยาพิเศษ ก็เพราะกริยาพวกนี้มีวิธีใช้เป็นพิเศษ คืออาจทำหน้าที่เป็น auxiliary verb หรืออาจทำหน้าที่เป็น principal verb ก็ได้ และแม้เมื่อกริยาพวกนี้ทำหน้าที่เป็น principal verb ก็ยังมีวิธีการที่แตกต่างจากกริยาอื่นอยู่อีก

รูปของกริยาพิเศษ (anomalous verb) ได้แก่


จะเห็นว่าเมื่อ anomalous verb เป็น finite (กริยาแท้) มีรูปรวมกัน 24 รูป และเรียกชื่อกริยาทั้ง 24 รูป นั้นว่า Anomalous Finite ซึ่งมีรูปที่ใช้กันดังต่อไปนี้

รูปบอกเล่า

รูปปฏิเสธย่อ

เมื่อย่อต่อท้าย pronoun

1. am I’am
2. is isn’t he’s, she’s, it’s
3. are aren’t you’re, we’re, they’re
4. were weren’t
5. was wasn’t
6. have haven’t I’ve, you’ve, they’ve, we’ve
7. has hasn’t he’s, she’s, it’s
8. had hadn’t I’d, we’d, you’d, he’d, she’d, they’d
9. do don’t
10. does doesn’t
11. did didn’t
12. shall shan’t I’ll, we’ll
13. should shouldn’t I’d, we’d, you’d
14. will won’t you’ll, he’ll, she’ll, it’ll, they’ll
15. would wouldn’t I’d, we’d, you’d
16. can can’t (cannot)
17. could couldn’t
18. may mayn’t
19. might mightn’t
20. must mustn’t
21. ought oughtn’t
22. need needn’t
23. dare daren’t
24. used (usedn’t*)

*usedn’t ไม่นิยมใช้กันแล้ว

ที่มา:เลิศ  เกษรคำ

จดหมายขอแต่งงาน ภาษาอังกฤษ

การขอผู้หญิงแต่งงานทำได้หลายรูปแบบ สำหรับคนที่เขินอาย หรือ ไม่สะดวกที่จะกล่าวต่อหน้า อาจจะเลือกใช้วิธีเขีนนจดหมาย หรือ อีเมล์ เพื่อสร้างความประหลาดใจให้อีกฝ่าย

ต่อไปนี้ คือ ตัวอย่างการเขียนจดหมายขอแต่งงานเป็นภาษาอังกฤษ ที่ฝ่ายชายส่งถึงคนรัก

My dearest Love,

We have been in love long enough to know each other very well. I now feel that it is time for us to marry and settle down to family life. You know, I am in a position to look after you and to provide you with the necessities and modest comforts of life. Do you think you can go against the wishes of your family and marry me, if it is necessary? I know you have always been afraid of your family, but you are now old enough to know your rights and desires. Your fears, my love, will only increase my doubts that you will ever marry me.

If you are not certain about your parents’ opinion of me, let me speak to them. Perhaps they know about our love and have no objection to accepting me as their son-in-law. You must allow me to have a word with them.

Please let me know your thoughts on the matter. You have no idea how I long to bring you home as my wife.

With love and kisses to you,

Yours always,
Hwang

ที่มา:MILON  NANDY

รูปแบบของการเขียนจดหมายและอีเมล์ ภาษาอังกฤษ

รูปแบบของการเขียนจดหมายโดยทั่วๆ ไปนั้น สามารถแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 แบบ คือ
1. แบบเป็นทางการ (Formal Letter)
2. แบบไม่เป็นทางการ (Informal Letter)

จดหมายที่เขียนเป็นแบบทางการก็คือ แบบที่ใช้เขียนติดต่อในหน่วยงานราชการ บริษัท หรือ ห้างร้าน และถ้าเป็นการติดต่อทางธุรกิจเราเรียกเป็นภาอังกฤษว่า “business Correspondence” เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นที่แน่นอนเลยว่า จดหมายประเภทนี้จะต้องเขียนให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนที่ระบุไว้ เช่น การขึ้นต้นหรือลงท้ายจดหมายเป็นต้น  ซึ่งต้องเคร่งครัดเป็นกรณีพิเศษ  เพราะถ้าเป็นทางธุรกิจก็อาจทำให้เสียลูกค้า หรือไม่ก็ธุรกิจเสียหายไปเลย อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษธุรกิจนั้น ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากหนังสือ “การโต้ตอบจดหมายธุรกิจ” ซึ่งเขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกันกับที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้

ในทางตรงกันข้าม จดหมายที่เขียนแบบไม่เป็นทางการ หรือ “Informal Letter” จะไม่ค่อยเคร่งครัดเท่าไรนัก เพียงแต่วางรูปแบบหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Layout” ให้ถูกต้องและเขียนคำขึ้นต้นและลงท้ายให้เหมาะสมกับฐานะผู้รับ พร้อมทั้งใช้ภาษาที่สุภาพก็ดูจะเป็นการเพียงพอแล้ว และตัวอย่างจดหมายประเภทนี้ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป เช่น จดหมายที่เขียนถึงญาติ คนรัก หรือเพื่อนๆ เป็นต้น

ดังนั้นตัวอย่างจดหมายที่จะนำมาแสดงต่อไปนี้จึงจัดอยู่ในประเภทหลังนี้ และผู้เขียนเองก็จำเป็นต้องศึกษาการใช้คำขึ้นต้นและลงท้ายให้เหมาะสมเช่นกันเพื่อความไพเราะของจดหมายด้วย อาจกล่าวได้ว่าจดหมายรักเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องเป็นการแสดงออกจากความบริสุทธิ์ใจเท่านั้นจึงจะไพเราะและหวานซึ้งประทับใจผู้รับ และพึงจำไว้เสมอว่าการที่ผู้รับจะรู้ว่าจดหมายที่เขาอ่านอยู่นั้นมาจากการเสแสร้งหรือจากส่วนลึกของความรู้สึกที่มีต่อเขานั้นไม่ยากเลย ตัวผู้เขียนเองก็ไม่ใช่นักเขียนจดหมายรักมืออาชีพ แต่อาศัยที่มีประสบการณ์ในการแปลจดหมายประเภทนี้มานานพอสมควร จึงได้ความคิดขึ้นมาว่า ถ้าเราจะเขียนจดหมายในลักษณะนี้ไว้เป็นรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน ก็จะเป็นประโยชน์มิใช่น้อย

นอกจากนี้ ยังจะเป็นการช่วยประหยัดโดยไม่ต้องไปจ้างเขาแปลอยู่บ่อยๆ และก็เป็นไปได้ที่ว่าตัวเองรู้สึกอายคนแปล เลยไม่กล้าแสดงออกความในใจของตนได้เต็มที่ ทำให้รู้สึกอึดอัดและขวยเขิน ซ้ำร้ายถ้าตัวผู้แปลเองไม่ระวังในการใช้คำศัพท์และสำนวนก็เป็นการเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดกันได้ง่าย ผู้เขียนได้ตระหนักถึงข้อนี้เป็นหลัก และเพื่อเป็นการช่วยให้ท่านผู้อ่านสามารถเขียนจดหมายรักภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง ผู้เขียนจึงได้เขียนขึ้นโดยใช้ภาษาง่ายๆ และเป็นแบบไทยๆ มิได้แปลจากตำราของต่างประเทศเพราะสภาพการณ์ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน และก็มิได้ลอกเลียนจากผู้ใดทั้งสิ้น ตัวผู้เขียนเองก็ใช่ว่าจะเก่งภาษาอังกฤษนัก แต่อาศัยที่ใจรักจึงกล้าเขียนขึ้นมา และก็ขอวิงวอนท่านผู้รู้ได้ช่วยชี้แนะด้วยเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ตัวผู้เขียนเองและท่านผู้อ่านอีกด้วย

อย่างไรก็ตามก็ยังคงเน้นหนักไปในทางวิชาการมากกว่าอย่างอื่น กล่าวคือต้องการสอนให้ผู้อ่านสามารถเขียนจดหมายรักภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเองเป็นประการสำคัญ ดังนั้นจึงมิได้มีเจตนาที่จะทำลายภาพพจน์ที่ดีของประเทศ หรือส่งเสริมให้คนไทยหันมาประกอบอาชีพขายบริการกันมากขึ้นก็หาไม่แต่ประการใด และเรื่องราวต่างๆ ในจดหมายแต่ละฉบับก็เขียนขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวอย่างประกอบในการอธิบายเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้ดูสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น เพราะถ้าเป็นการติดต่อระหว่างคนไทยด้วยกันเองแล้ว ก็คงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเขียนจดหมายเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ

กฎเกณฑ์บางอย่างที่ควรทราบ
(Some rules you should know)
1. การขึ้นต้นจดหมาย
(Salutation)

การขึ้นต้นจดหมายก็เหมือนกับการทักทายปราศรัยกันโดยทั่วๆ ไป และก็เหมือนกับการพูดทางโทรศัพท์ ซึ่งเรานิยมทักทายกันว่า “Hello!” ในภาษาอังกฤษนั่นเอง และถ้าเป็นการพบปะกันธรรมดา เราก็จะทักทายกันว่า “Good morning!” หรือ “Good afternoon!” หรือไม่ก็ “Hi! How are you?” เป็นต้น แต่ว่าในการเขียนจดหมายนั้น มีวิธีการทักทายอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจดหมายรักก็มีวิธีการทักทายกันในลักษณะ ดังต่อไปนี้

My Dearest Peter,
Peter, Darling,
My Darling,
My Sweet Heart,
My Honey,
My Dearest James,
etc…

2. การลงท้ายจดหมาย
(Complimentary close)

การลงท้ายจดหมาย ก็คือการสั่งลากันนั่นเอง และเหมือนกับการกล่าวคำอำลาในภาษาพูด ซึ่งเราจะกล่าวว่า “OK! Bye-bye” หรือ “Good-bye” หรือไม่ก็ “See you!” หรือ “Bye for now” เป็นต้น แต่ว่าในจดหมายรักเราจะลงท้ายในลักษณะนี้

Love,
Lots of love,
All my love,
Love and kisses,
Yours lovingly,
Yours always,
Yours only,
Only yours,
Always yours,
Forever yours,
etc.

รูปแบบจดหมายแบบง่ายๆ
(Specimen)

PROVERB
(ภาษิต)
Get married with the one who loves you.
(จงแต่งงานกับคนที่เขารักคุณ)

Love me little, but love me long.
(โปรดรักฉันแต่น้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ)

Love comes with pity.
(ความรักมักจะมาพร้อมกับความสงสาร)

Love often turns to hate.
(ความรักมักกลายเป็นความชัง)

When in love everything is sweet.
(ยามมีความรักทุกสิ่งก็ดูหวานไปหมด)

Beautiful flowers are soon picked.
(ดอกไม้งามมักจะถูกเด็ดเร็ว)

A loveless marriage is dangerous.
(การแต่งงานโดยไม่ได้รักกันมาก่อนเป็นสิ่งอันตราย)

The more I see you, the more I love you.
(ยิ่งฉันได้เห็นคุณมากเพียงใด ฉันก็ยิ่งรักคุณมากเพียงนั้น)

Still water runs deep.
(น้ำนิ่งไหลลึก)

More beautiful, more dangerous.
(ยิ่งสวยก็ยิ่งอันตราย)

Love and pity are twins.
(ความรักและความสงสารเป็นของคู่กัน)

Out of sight, out of mind.
(พอพ้นสายตาเข้าหน่อยก็ลืม)

From seeing comes love.
(จากการได้เห็นจึงตามมาด้วยความรัก)

Soon ripe, soon rotten.
(รักง่ายมักจะหน่ายเร็ว)

ที่มา:ลำดวน  จาดใจดี

การเขียนอีเมล์เพื่อขอยืมเงินแฟน เป็นภาษาอังกฤษ

สำหรับผู้ที่มีแฟนเป็นชาวต่างชาติที่ต้องกลับไปทำงานต่างประเทศ ระหว่างที่คุณอยู่เมืองไทย อาจจะมีเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน ซึ่งเมื่อหันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้แล้ว หนทางที่เหลืออยู่คงจะต้องยืมเงินจากแฟน แม้ว่าจะไม่อยากทำแต่ก็ไม่มีทางเลือก

คุณสามารถที่จะเขียนอีเมล์ขอยืมเงินได้ ดังนี้

Before sending you this email, I thought it over again and again.
I don’t know if it will be appropriate to ask for your help, but we are going to marry next year and you plan to settle down in Thailand. My parents said that after our marriage both of us should stay with them as they are very old now. As you know, I’m the only child in the family. Father even said you should run certain business in Thailand and he would help you at the beginning.

At present, we’re in financial difficulty because our house was damaged by a heavy storm. We have spent a lot of money repairing it extensively. I hope our request will not trouble you too much. When our finances improve, my parents will repay you, if you wish. But everything depends on your generous help.

When will you be free to travel to Thailand again? We’re waiting for you. I myself think of you so much that I can’t express it in this letter. Even though you have left Thailand for almost a year now, everything still remains fresh in my memory. You’re the first and last man to whom I decided to give heart and soul and will stay with you till the last minute of my life.

Let me end now. Hope to hear from you very soon.

Yours only,

 

คำแปล

ก่อนที่จะส่งอีเมล์ฉบับนี้มาถึงคุณ ฉันคิดแล้วคิดอีกและไม่รู้ว่าเป็นการสมควรหรือไม่ที่ขอให้คุณช่วย แต่เราก็กำลังจะแต่งงานกันปีหน้าและคุณก็วางแผนที่จะอยู่ในเมืองไทยด้วย พ่อแม่ของฉันพูดว่า หลังจากที่เราทั้งสองแต่งงานกันแล้วควรจะไปอยู่กับท่านเพราะว่าตอนนี้ท่านแก่มากแล้ว คุณก็รู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นลูกสาวคนเดียวในครอบครัว คุณพ่อยังพูดเลยว่าคุณควรทำธุรกิจในประเทศไทยและท่าน จะช่วยในช่วงเริ่มแรกนี้

ตอนนี้พวกเรากำลังมีปัญหาเรื่องเงินเพราะว่าบ้านถูกทำลายโดยพายุใหญ่ เราต้องใช้เงินซ่อมแซมกันอย่างมากมาย ฉันหวังว่าคำขอร้องนี้จะไม่ทำให้คุณเดือดร้อนมากนัก เมื่อการเงินดีขึ้นพ่อแม่ของฉัน จะใช้คืนให้ถ้าคุณปรารถนาเช่นนั้น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับความกรุณาของคุณ

เมื่อไรคุณจะว่างมาเที่ยวเมืองไทยอีก พวกเรากำลังรอคุณอยู่ ฉันเองคิดถึงคุณมากจนไม่สามารถจะแสดงออกในจดหมายฉบับนี้ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณจะจากเมืองไทยไปเกือบหนึ่งปีแล้วก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมในความทรงจำของฉัน คุณเป็นผู้ชายคนแรกและคนสุดท้ายที่ฉันมอบทั้งหัวใจและวิญญาณให้ และฉันจะอยู่กับคุณตลอดไปตราบเท่านาทีสุดท้ายของชีวิตฉัน

ตอนนี้จบก่อนนะ หวังว่าคงจะได้รับข่าวจากคุณเร็วๆ นี้

คุณคนเดียวเท่านั้น
……………………….

คำศัพท์
again and again (adv.)    (อะเกน แอนด์ อะเกน) – ครั้งแล้วครั้งเล่า
appropriate (adj.)    (แอ็พโรพริอิท) – เหมาะสม
financial (adj.)    (ไฟแนนเชี่ยล]) – แห่งการเงิน
difficulty (n.)    (ดิฟฟิคัลทิ) – ความยุ่งยาก
damage (v.)    (แด็มเมจ) – ทำความเสียหาย
repair (v.)    (ริแพ) – ซ่อมแซม
extensively (adv.)    (เอ็คซเท็นซิฟลิ) – อย่างกว้างขวาง
generous (adj.)     (เจ็นนิรัส) – เผื่อแผ่
hope (v.)    (โฮพ) – หวัง
request (v.)    (ริแคว็สท) – ขอร้อง
trouble (v.)    (ทรับบึล) – รบกวน
depend on (v.)    (ดิเพนด ออน) – ขึ้นอยู่กับ
heart (n.)    (ฮาท) – หัวใจ
soul (n.)    (โซล) – วิญญาณ

สำนวน
1. คำว่า “At present,”
แปลว่า “ขณะนี้, บัดนี้” เป็นคำกริยาวิเศษณ์ หรืออาจจะใช้ว่า “Presently” ก็ได้เหมือนกัน และนิยมวางไว้ต้นประโยค

2. ประโยคที่บอกว่า “..everything still remains fresh in my memory.”
แปลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของฉันได้ดี” คำว่า “fresh” เป็น กริยาวิเศษณ์ ขยายคำกริยา ว่า “remain”

ที่มา:ลำดวน  จาดใจดี

จดหมายภาษาอังกฤษ อวยพรวันเกิดพร้อมของขวัญ

ตัวอย่างจดหมายแนบภาษาอังกฤษที่ส่งไปพร้อมกับของขวัญ

ในจดหมาย Angela ได้ส่งถึง Norah โดยอวยพรวันเกิดที่จะถึงในสัปดาห์หน้า และพูดถึงของขวัญซึ่งเป็นหนังสือที่ส่งมาให้ด้วย

Dear Norah,

You will be celebrating your next birthday on Friday, next week, so – many happy returns of the day! I am sending you a book entitled “Letters on Love, Marriage, Divorce and Death” by Milon Nandy to celebrate the event. Though it is a very humble gift, I am sure you will treasure it, for it is such an interesting and useful book.

I wish I could think of a better gift. It comes to you with all my love. I hope you have at least some of the pleasure in receiving it that I have in giving it.

With best wishes,

From your friend,
Angela

ตัวอย่างอีเมล์ภาษาอังกฤษ รับทราบการบริจาคเงิน Acknowledgement of the donation

สำหรับผู้ที่ทำงาน หรือ เกี่ยวข้องกับการจัดหาทุนเพื่อการกุศล เมื่อมีชาวต่างชาติบริจาคเงินเข้ามา คุณสามารถบอกให้เขารับทราบทางอีเมล์ได้ด้วยรูปแบบดังต่อไปนี้

ในตัวอย่างเป็นการส่งอีเมล์ของเลขานุการหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งส่งถึงผู้บริจาคเงิน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าได้รับเงินแล้ว และขอบคุณที่บริจาค

Dear Sir,

We acknowledge your cheque for $100, in response to our appeal for funds to alleviate the sufferings of the recent flood victims.

Your kind donation is indeed a concrete expression of your sympathy for the unfortunate ones for which we thank you most sincerely.

Yours faithfully,
Edward Horatio
(Secretary)

อีเมล์ภาษาอังกฤษ ขอบคุณคนรักที่ให้ของขวัญวันเกิด

วันนี้เราขอนำตัวอย่างรูปแบบการเขียนอีเมล์ขอบคุณคนรักสำหรับของขวัญวันเกิดที่ส่งมาให้

Dear John,

You are sweet to think of such a delightful present. It was quite unexpected and all the more appreciated for that. Thank you, not only for giving me something I shall always cherish, but also for giving so much thought choosing it.

Ever yours,
Susan.

 

ถึง จอห์น

คุณน่ารักมากที่คิดถึงของขวัญที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ มันเป็นของที่คาดไม่ถึงและน่ายินดีอย่างมาก ขอบคุณ ,ไม่เฉพาะสำหรับการให้ของขวัญกับฉันซึ่งฉันจะดูแลมันอย่างดี แต่ขอบคุณด้วยกับความตั้งใจให้ของขวัญกับฉัน

ฉันเป็นของคุณเสมอ

ซูซาน

 

ปล. คำลงท้ายว่า Ever yours, ใช้สำหรับคนรักเท่านั้น หากคุณส่งอีเมล์ขอบคุณถึงผู้อื่น ให้เปลี่ยนคำลงท้าย ไปใช้ที่เหมาะสม

อนุประโยค (Subordinate Clause) ภาษาอังกฤษ

อนุประโยค (Subordinate Clause) คือ กลุ่มคำ (a group of words) ที่มีกิริยาแท้ (Finite Verbs) แต่ไม่มีความหมายสมบูรณ์ในตนเอง
(Incomplete meaning)

เมื่อเป็นกลุ่มคำที่มีกิริยาแท้ (Finite Verb) จะต้องมีผู้แสดงกิริยาหรือประธาน (Subject) และถ้ากิริยาแท้นั้นเป็นสกรรมกิริยา (Transitive Verb) จะมีกรรม (Object) ตามและถ้ากิริยาแท้เป็น Verb to BE หรือกิริยาเทียบเท่า Verb to BE จะต้องมีส่วนสมบูรณ์ของประธาน (Subjective Complement) หรืออาจเป็น Objective Complement แล้วแต่กรณี แต่กลุ่มคำดังกล่าวนี้ไม่มีใจความสมบูรณ์ใน ตัวเอง (Incomplete meaning) จึงไม่สามารถอยู่โดยลำพังกลุ่มคำเดียวได้ จะต้องพึ่งพาอาศัย ส่วนประโยคใหญ่ หรือที่เรียกว่า “มุขยประโยค” (Main Clause) เสมอ ฉะนั้น ส่วนอนุประโยคนี้จะต้องมีตัวเชอม (Relative) เพื่อใช้เกี่ยวติดกับส่วนมุขยประโยคเสมอ แต่บางครั้ง ตัวเชื่อมอาจเป็นประธานของ Clause ก็ได้ จึงต่อด้วยตัวกิริยา (Verb) เลย ดังนั้น ถ้าจะเขียนเป็นสูตรอนุประโยค (Sub. Clause) จะได้ดังนี้
R + (S) + V + (O) หรือ (S.C) หรือ (O.C)

อนุประโยค (Subordinate Clause) แบ่งตามหน้าที่ (Function) ออกเป็น 3 ชนิด เช่นเดียวกับวลี (Phrase) คือ

(1) Noun Clause (2) Adjective Clause (3) Adverb Clause
แต่ก่อนที่จะศึกษา Clause ทั้ง 3 ชนิดโดยละเอียด ขอให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเชื่อม (Relative) สักเล็กน้อยเพราะถือเป็นตัวสำคัญในการบอก Clause ซึ่งสรุปได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆ ดังนี้

1. Question Words 2. Conjunctions

Question Words (คำที่ใช้สร้างคำถาม) นั้นเราได้ศึกษาไปบ้างแล้วในบทที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวที่ใช้สร้างคำถาม (Questions) แต่หน้าที่อีกอย่างหนึ่ง คือ ใช้ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม (Relative) Clause ได้อีก ซึ่งเราจะศึกษาได้จากการสร้าง Clause ทั้งหลาย

ส่วน Conjunctions (สันธาน) จะกล่าวถึงโดยสังเขปเพื่อใช้ทำความเข้าใจ กล่าวคือ Conjunctions นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. Co-ordinating Conj. (Conj. ที่ใช้เชื่อมประโยคต่างๆ ที่มีน้ำหนักทางความหมายเท่ากัน)
2. Subordinating Conj. (Conj. ที่ใช้เชื่อมประโยคที่มีน้ำหนักทางความหมายไม่เท่ากัน)

ฉะนั้น จะเห็นว่า Conj. ที่จะนำมาใช้เป็นตัวเชื่อม (Relative) ใน Clause ก็คือ Subordinating Conj. นั่นเอง ซึ่งแยกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. Sub. Conj. ใช้นำ Noun Clause
2. Sub. Conj. ใช้นำ Adverb Clause

Sub. Conj. ที่ใช้กันบ่อยๆ ที่สุดคือ that, when, where, while, before, after, till, until, it, unless, since, because, (at) though, as

Noun Clause คือ Clause ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม (Noun) ตัวเชื่อม (Relative) ของมันคือ Question Words ทุกคำ และ that, if, whether (or not) เช่น


ข้อสังเกต สำหรับ Question Words ทั้งหลายเมื่อใช้เป็นตัวเชื่อม (Relative) ของ Clause แล้ว ยังไม่ทอดทิ้งฐานหน้าเดิมของคำ จะเห็นว่า ถ้าใช้ Question Words  ซึ่งมีฐานหน้าที่จากคำสรรพนาม (Pronoun) จะใช้เป็นประธาน (Subject) หรือกรรม (Object) หรือส่วนสมบูรณ์ (Complement) ของ Clause ได้ แต่ถ้าใช้ Question Words
จะใช้เป็น Adverb เท่านั้น

ได้กล่าวแล้วว่า Noun Claues นั้น คือ Clause ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม (Noun) จึงทำหน้าที่ได้ดังต่อไปนี้

ข้อสังเกต

1. N.CI. ที่ตามหลัง “possible” จะต้องใช้ “may” หรือ “might” ใน Cl. เสมอ
2. N.CI. ที่ตามหลัง “impossible” จะต้องใช้ “should” ใน CI. เสมอ
3. N.CI. ที่ใช้ในลักษณะนี้จะใช้ “that” เป็น Relative
4. ความหมายของ N.CI. คือ สิ่งเดียวกันกับคำนาม (Nouns) ที่อยู่ข้างหน้า ในลักษณะเช่นนี้ขอให้สังเกตให้ดีเพราะอาจจะคิดสับสนไปหาเป็น Adj.Cl.”
5. “It” ที่ใช้ในตัวอย่าง 2 ประโยคสุดท้ายเป็น Impersonal Pronouns
ฉะนั้น จะเขียนประโยค 2 ประโยคนี้ได้อีกลักษณะหนึ่งซึ่งมีความหมายเดียวกันทุกอย่าง คือ

ข้อสังเกต
1. N.CI. ที่ใช้ในลักษณะเช่นนี้ใช้ “that” เป็น Relative เช่นกัน
2. นักไวยากรณ์บางท่านยังไม่เห็นด้วยว่าจะถือเป็น N.CI. เพราะตามหลักไวยากรณ์การวาง Clause นั้น อยู่หลังคำ Adj. เหล่านั้นถือว่า Clause .นั้นจะต้องขยายคำ Adj. นั้นจึงถือว่าเป็น Adv.CI. แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่า หลังคำ Adj. เหล่านั้น จะต้องมี Preposition ตามหลังอยู่เสมอ เช่น certain of, glad of, afraid of, confident of, sorry for, และ sure of

ฉะนั้น Clause ที่ตามมาข้างหลังจะต้องมีหน้าที่เป็น Prepositional Objects ซึ่งก็คือหน้าที่ของ Noun Clause นั่นเอง

อนึ่งตัวเชื่อม (Relative) ใน Noun Clause อาจละได้ในกรณีที่ตัวเชื่อมนั้นคือ “that” และใช้นำ Noun Clause ที่ทำหน้าที่กรรม (Object) ของ Main Clause หรือนำ Noun Clause ที่ตามหลัง Adjective เช่น
I knew that he did it หรือ I am afraid that you are right.
=I knew he did it.
= I am afraid you are right.

บางครั้งรูป N.CI. อาจเขียนยุบเป็น Infinitive Phrase ได้เมื่อประธานของ M.CI. และประธานของ N.CI. เป็นคนๆ เดียวกัน เช่น

I don’t know what I should do. = I don’t know what to do.

Adjective Clause คือ Clause ที่ทำหน้าที่เหมือนคุณศัพท์ Clause ชนิดนี้มีตัวเชื่อม (Relative) เฉพาะ เพราะคำนาม (Noun) ซึ่งถูก Clause ขยายเรียกว่า “Antecedent” นั้นเป็นตัวกำหนดตัวเชื่อมเอง ดังนี้:-

Antecedent

(คำนามที่ถูก CI. ขยาย)

 

Function of Relative

(หน้าที่ของตัวเชื่อมใน CI.)

Relative

(ตัวเชื่อมที่ต้องใช้)

 

 

คน S.ของ CI. Who, that
คน O ของ CI. Whom (that)
คน Prep. O Prep. Whom, (that)…prep.
คน Possessive (แสดงความเป็นเจ้าของ) whose
สัตว์,สิ่งของ S และ O ของ CI. Which, that
สัตว์,สิ่งของ Prep. O Prep. Which, (that)..prep.
สัตว์,สิ่งของ Possessive(แสดงความเป็นเจ้าของ) Of which

หมายเหตุ

1. Adjective Clause ในกรณีที่ตัวเชื่อมมีหน้าที่เป็นกรรมของบุพบทนั้น สามารถเขียนได้อีกอย่างหนึ่งโดยการวางคำถามตำแหน่งเดิม คือ The man whom I wrote the letter to is Mr. Brown.
2. ตัวเชื่อม (Relative) ทั้งหลายที่กล่าวในตาราง จะเห็นว่า “that” นั้นใช้แทน who, whom, which ได้ แต่ยังมีกฎเพิ่มเติมที่จะต้องใช้ “that” เป็นตัวเชื่อมอย่างเดียวเท่านั้นในกรณีต่อไปนี้:-
1. ในกรณี    M.Cl. มีการเปรียบเทียบขั้นสูงสุดอยู่(Superlative Degree) เช่น
She is the most beautiful girl that I have ever seen.

2. เมื่อ Antecedent เป็นคำเหล่านี้ all, any, none, nothing, (the) only Man is the only animal that can talk.

3. ใช้ตามหลัง Question Words “who, what”
Who am I that he should object? What is it that troubles you so much?

4. เมื่อ Ant. มี 2 คำ คำหนึ่งเป็นคน และอีกคำหนึ่งเป็นสัตว์ หรือสิ่งของ เช่น
The boy and his dog that broke into my house were caught this morning.

นอกจากตัวเชื่อม (Relative) ที่แสดงไว้ในตารางแล้ว ยังสามารถใช้ตัวเชื่อมต่อไปนี้
When ถ้า Ant.=Time หรือใช้ at which, on which แทน
When ถ้า Ant.=Place หรือใช้ in which แทน
Why ถ้า Ant.=Reason หรือใช้ for which แทน
How ถ้า Ant.=Method หรือใช้ by which
But = who (which)…..not

Adjective Clause โดยทั่วไปจะใช้ใน 2 ลักษณะ ดังนี้:-

(1) Defining Clause (2) Non-defining Clause

Defining Clause หมายถึง Clause ที่จำเป็นในการขยาย Antecedent อย่างยิ่ง ซึ่งจะเขียนติดกับ Antecedent เลยโดยไม่ต้องมีเครื่องหมายวรรคตอน (punctuation) คั่น

Non-defining Clause หมายถึง Clause ที่ไม่จำเป็นในการขยาย Antecedent นั้น และในภาษาเขียนจะใช้ comma (,), dash (-)
หรือ parenthesis ( () ) คั่น Clause เสมอ และในภาษาพูดจะหยุด (pause) หน้าเครื่องหมายเหล่านี้

การที่เราจะทราบว่า Adj. Cl. ที่ขยาย Antecedent นั้นจะเป็น Clause ชนิดใดให้สังเกต Antecedent เป็นหลัก ดังนี้

1. ถ้า Antecedent เป็น Common Noun (นามสามัญ) ซึ่งมีความหมายกว้างๆ ยังไม่ชัดเจน ฉะนั้น Adj. Cl. ที่ขยายนั้นถือว่าจำเป็นที่จะต้องให้รายละเอียด Antecedent ตัวนั้นจึงเป็น Defining Clause

2. ถ้า Antecedent เป็น Proper Noun (นามวิสามัญ) ซึ่งมีความหมายชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว เช่น ชื่อคน สัตว์ สถานที่ทั้งหลาย หรืออาจจะเป็น Common Noun ที่มีคำ Adj. ขยายอยู่ข้างหน้าและทำให้เกิดความหมายชี้เฉพาะขึ้น Clause ที่ขยาย Antecedent ประเภทนี้เป็น Non-defining Clause เช่น
Bernard Shaw, who wrote St.Joan, died in 1950.
The Golden Hind – in which Drake sailed round the world – was only a small ship.
That scientist (whose work is very important) has been made a knight.

ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Defining Clause และ Non-defining Clause ให้ดี เพราะถ้าใช้ผิดพลาดไปแล้วอาจก่อให้เกิดความเข้าใจสับสนได้ เช่น
All the books, which had pictures in them, were sent to the little girl. (= เด็กหญิงเล็ก ๆ นั้นได้รับหนังสือทุกเล่ม)

All the books which had pictures in them were sent the little girl. (=เด็กหญิงเล็กๆ ได้รับหนังสือที่มีภาพเท่านั้น)

He has a brother, who is an artist. (= เขามีพี่เพียงคนเดียวและพี่ของเขาเป็นศิลปิน)

He has a brother who is an artist. (= เขามีพี่หลายคนแต่คนหนึ่งเป็นศิลปิน)

อนึ่ง ตัวเชื่อม (Relative) ใน Adj. Cl. อาจละได้ในกรณีต่อไปนี้
1. เมื่อ Relative นั้นทำหน้าที่เป็นกรรม (Object) ภายใน Clause เช่น

2. ในกรณีที่ Adj. Cl. ถูกนำด้วย “there + BE” เช่น
The 9:15 is the fastest train that there is to Oxford. = The 9:15 is the fastest train there is to Oxford.

I asked for the best book that there was on the subject. = I asked for the best book there was on the subject.

Adverb Clause คือ Clause ที่ทำหน้าที่เหมือนกับ Adverb
ตัวเชื่อม (Relative) ที่ใช้ใน Adv. Cl. นั้นมีมากมาย มากกว่าที่ใช้ใน Clause ทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งจำแนกตามความหมายที่ใช้ไว้เป็น 9 กลุ่ม ดังนี้

ข้อสังเกต Adv. Cl. ที่แสดงความหมายบอกอาการกระทำที่ใช้กับ as if หรือ as though นั้น จะตามด้วยรูป “Past Subjunctive”

I learned a lot of French while I was in Paris.

She learned English before she came to England.
He kept on with his work until he had finished it.
The thief was arrested as he was leaving the bank.

4. แสดงความหมายเกี่ยวกับ “เหตุผล” (Cause & Reason): because, since, as, seeing that, now that เช่น
Since/as/seeing that/now that you won’t help me, I must do the job myself.

He sold the car because it was too small.

ข้อสังเกต
1. Adv. Cl. ที่นำด้วย “as, since, seeing that และ now that” จะต้องวางไว้หน้า Main Clause เสมอ แต่ถ้านำด้วย “because” จะวางไว้หลัง Main Clause

2. เพื่อใช้ในความหมายเน้น (Emphasis) จะถูกนำด้วย it is, it was แล้วตามด้วย “that” เช่น
It was (only) because the car was so small that he sold it.

5. แสดงความหมายขัดแย้งกัน (Concession)-, though, although, even though, even if, whenever, however, as, whether… or not, no matter whether…or not, for all that เช่น
Though (although) he tried hard, he was not successful.
For all that he tried hard, he was………………………….
Whether he tried hard or not, he was…………………….
Whenever he tried hard, he was………………………….
However hard he tried, he was…………………………..
Hard as he tried, he was

ข้อสังเกต Relative ที่แสดงความหมายขัดแย้ง (Concession) ทุกตัว ยกเว้น however และ as จะมีโครงสร้างของประโยคตามปกติ แต่ถ้าใช้ “however” และ “as” ในความหมายขัดแย้งจะต้องวางโครงสร้างตามตัวอย่างเท่านั้น มิฉะนั้นจะมีความหมายเป็นอย่างอื่น

6. แสดงความหมายการเปรียบเทียบ (Comparison): as..as, so….as, such (a)…..as และ than และ the more…. The more…. เช่น
This work is as easy as you think.
I can not run so fast as you used to do.
That question was not such an easy one as I thought.
I used to love you more than he does now.
The more you work, the more you earn.
The more you eat, the bigger you become.

ข้อสังเกต
1. as…as, so…as สามารถใส่คำ Adjective, Adverb ไว้ในช่องว่าง’
2. such (a)…as ต้องมี Adj.+N ในช่องว่าง
3. “as….as” มักใช้กับประโยคบอกเล่า ส่วน so…as มักใช้กับประโยคปฏิเสธ
4. “than” ใช้กับการเปรียบเทียบขั้นกว่า (Comparative Degree)
5. “more” เป็นสัญลักษณ์แสดงการเปรียบเทียบขั้นกว่า (Comparative Degree) เท่านั้น

7. แสดงความหมาย “เงื่อนไข” (Condition): if, unless (if…not), whether, as long as, supposing that, provided (that), on the condition that เช่น
I shall go if he asks me.
I shan’t go unless he asks me.

หมายเหตุ ให้ดูรายละเอียดในเรื่องประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentence หรือ IF Clause)

8 แสดงความหมายบอกวัตถุประสงค์ (Purpose)-, so that, in order that, lest (= for fear that, so that…not) เช่น
Some people eat so that they may live.
Others seem to live in order that they may eat.
I am telling you this lest you should make a mistake.

ข้อสังเกต Adv. Cl. ที่แสดง Purpose นี้จะใช้ may, might, shall หรือ should ใน Clause ด้วยเสมอ เพราะแสดงความหมาย “เพียงอาจจะเป็นเท่านั้น”

9. แสดงความหมายบอกผลลัพธ์ (Result): so that, so…that, such (a)…that เช่น
I received my wages yesterday so that I can pay what I owe you.

He ran so fast that I could not catch him.
It was such a warm day that I take off my jacket.

ข้อสังเกต Adv. Cl. ที่แสดง Result นั้น นำด้วย Relative (บางคำ) เป็นชุดเดียวกับแสดง Purpose แต่ภายใน Clause จะแสดงด้วย “can, could” หรือเป็นประโยคที่แสดงความแน่นอน (Certainty)

จากตัวอย่างของ Adv. Cl. ทั้ง 9 ชุดที่แสดงให้ดูนั้น จะเห็นว่ามีการเขียนได้ 2 แบบ คือ

1. Main Clause + Subordinate Clause
ซึ่งไม่ต้องใช้ Comma (,) คั่นเลย เพราะเชื่อมด้วย Relative แล้ว

2. Subordinate Clause , Main Clause
ในกรณีเช่นนี้จะมีความหมายเป็น (Emphasis) ขึ้น และต้องใช้ Comma (,) เชื่อมเสมอ

และในกรณีที่นำ Subordinate Clause วางไว้หน้า Main Clause (ในรูปแบบที่ 2) นี้ จะพบในงานเขียนทั่วไปว่ามิได้เขียนแสดงด้วยโครงสร้าง Clause ก็มี แต่จะแสดงโครงสร้างในรูปวลี (Phrase) ที่มี Relative นำ ซึ่งเรียกว่า “อนุประโยคย่อ” (Abbreviated Clause) จะทำได้ในกรณีต่อไปนี้

1. เป็น Adverb Clause ทีแสดง Concession เช่น
Though he was beaten, he was not disgraced. = Though beaten, he was not disgraced.

2. เป็น Adverb Clause แสดง Time ในกรณีที่นำด้วย Relative “when, while, till, until, whether…or” เช่น
While he was walking in the park, he sprained his foot. = While walking in the park, he sprained his foot.

Whether it is right or wrong, his opinion does not concern me = Whether (being) right or wrong, his opinion does not concern me.

3. เป็น Adverb Clause แสดง Condition เช่น
If you take this medicine regularly, you will be better. = If taking this medicine regularly, you will be better.

ข้อสังเกต
1. Adv. Cl. ที่แสดง Concession, Time และ Condition จะทำ Abbreviated Clause ได้นั้น จะต้องมีประธาน (Subject) ใน Subordinate Clause และประธาน (Subject) ใน Main Clause เป็นคนๆ เดียวกัน

2. รูป Clause ที่ยุบไปจะกลายเป็นรูป Phrase ชนิด Participial Phrase เสมอ

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์,  อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

พจน์ของคำนาม (The Number of Nouns) ภาษาอังกฤษ

ได้ชี้แจงให้ทราบแล้วว่าคำนามที่ใช้ในทางไวยากรณ์นั้น เราดูแต่เพียงว่านามใดเป็นนามนับได้ (Countable Noun) นามใดเป็นนามนับไม่ได้ (Uncountable Noun) เนื่องจากกระทบกับกิริยา (Verb) ในเรื่องของ “พจน์” (Number) ส่งแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

1. เอกพจน์ (Singular Number) หมายถึง “หนึ่ง” 2. พหูพจน์ (Plural Number) หมายถึง “มากกว่าหนึ่ง” และนามนับได้ (Countable Noun) เท่านั้นที่มีรูปเป็นพหูพจน์ (Rural Number) ได้

การสร้างรูปนามพหูพจน์ (Formation of the Plural Nouns)
การสร้างรูปนามพหูพจน์โดยทั่วไป ใช้ -S เติมท้ายที่นามเอกพจน์ (Singular Number) เช่น
book – books
day    - days
cat – cats
horse – horses
dog – dogs
judge – judges
bird – birds
mouth – mouths

แต่คำนามต่อไปนี้มีการสร้างรูปพหูพจน์ที่แปลกออกไป แต่ยังสรุปเป็นกฎได้ดังนี้
1) คำที่ลงท้ายด้วย -s, -sh, -ch, -x และ -z ให้เติม -es เช่น
glass – glasses
church – churches
brush – brushes
box    - boxes

2) คำที่ลงท้ายด้วย -o และ -o อยู่หลังพยัญชนะ ให้เติม -es เช่น
negro – negroes
hero – heroes
potato – potatoes
volcano – volcanoes

หมายเหตุ กลุ่มนี้มีคำยกเว้นอยู่หลายคำซึ่งแยกเป็น 2 กรณีดังนี้
1. คำที่ลงท้าย -o แต่ -o อยู่หลังสระ ให้เติม -s เช่น
cuckoo – cuckoos
curio – curios
cameo – cameos
studio – studios
bamboo – bamboos
radio – radios
portfolio – portfolios

2. คำที่รับมาจากภาษาอื่นๆ    เช่น
paino – painos
kilo – kilos
photo – photos
memento – mementos
dynamo -    dynamos
solo    - solos
magneto -    magnetos

3. คำที่ลงท้าย -y และ -y อยู่หลังพยัญชนะให้เปลี่ยน “v” เป็น แล้วเติม -es เช่น
laiy – ladies
army – armies
story – stories
fly    - flies

หมายเหตุ คำที่ลงท้าย – y แต่ – y อยู่หลังสระ (VowelI ให้เติม -s เช่น
valley – valleys
boy    - boys
donkey – donkeys
key    - keys

4) คำที่ลงท้ายด้วย -f หรือ -fe ให้เปลี่ยน -f หรือ -fe เป็น -V แล้วเติม -es เช่น
leaf – leaves
loaf    - loaves
wife – wives
half    - halves
thief – thieves

หมายเหตุ คำต่อไปนี้เป็นคำยกเว้น (Exception) ซึ่งให้เติม -s เท่านั้น คือ
roof     gulf     cliff     reef     proof   chief   hoof   turf   safe   dwarf   grief belief

แต่มีบางคำใช้ได้ 2 รูป คือ
scarfs หรือ scarves
staffs หรือ staves
wharfs หรือ wharves
hoofs หรือ hooves

รูปพหูพจน์นอกเหนือกฎ (Irregular Nouns)
1. มีคำนามอยู่ 8 สำ ใช้วิธีการเปลี่ยนรูปพหูพจน์โดยการเปลี่ยนเสียงสระ (Vowel) ภายในคำ เช่น
man    - men (และรูปผสมของ man คือ gentleman – gentlemen)
woman – women
louse – lice
tooth    - teehth
dormouse – dormice
foot    - feet
goose – geese
mouse  – mice

2. นามบางคำมีรูปเอกพจน์ และพหูพจน์ เป็นรูปเดียวกัน เช่น sheep swine deer fish (และรูป fishes ด้วย) นอกจากนี้ รวมทั้งชื่อของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้ในความหมายแสดงการล่า (hunting) หรือเป็นความหมายของเกมส์กีฬาต่างๆ เช่น
To hunt elephant, antelope etc.
To shoot wild duck, grouse etc.
To catch salmon, trout etc.

นอกจากนี้ยังมีนามรูปพหูพจน์ (ในรูปเอกพจน์) ซึ่งแสดงจำนวน (number) และแสดงการชั่งนํ้าหนัก (measurement of weight) เช่น
two dozen eggs, three hundred pounds
four thousand people, two gross of pencils
three score years, two stone of polatoes
four hundredweight of coal, 10,000 candle-power
20 horse-power, forty head of cattle
two yoke of oxen, และ
2,300,501 = two million three hundred thousand five hundred and one

หมายเหตุ
1. คำเหล่านี้ (ยกเว้น “gross”) จะต้องเติม -s ข้างท้าย เมื่อไม่มีจำนวนเลขอยู่ข้างหน้า เช่น dozens of eggs, hundreds of pounds, scores of times, hundredweights of coal

2. บางครั้งเมื่อมีจำนวนเลขอยู่ข้างหน้า อาจใช้ได้ทั้ง 2 รูป เช่น
He weighs twelve stones. หรือ He weighs twelve stone.
He is six feet tall. หรือ He is six foot tall.

คำต่อไปมีรูปเป็นพหูพจน์เท่านั้น แต่ใช้เป็นทั้งนามเอกพจน์และพหูพจน์ คือ
barracks, species, series, means, works (และรูปผสมของ “works” เช่น gas-works, iron-works etc. และรวมทั้ง Proper Noun ต่างๆ ที่ลงท้ายด้วย เสียง “s” เช่น Swiss, Chinese, Japanese, Portuguese และ Viennese

3) มีคำนาม 3 คำที่ทำรูปพหูพจน์โดยการเติม -en คือ
child – children
ox – oxen
brother – brethren

หมายเหตุ ปกติรูปพหูพจน์ของ brother คือ brothers แต่รูป brethren ถูกใช้เป็นรูปพหูพจน์จนกระทั่งศตวรรษที่ 17 แต่ปัจจุบันนี้รูป brethren ถูกใช้ในความหมาย “สมาชิกต่างๆ ในสมาคมเดียวกันหรืออยู่ในหลักศาสนาเดียวกัน”

รูปนามพหูพจน์ที่เป็นคำต่างประเทศ (Foreign Plurals)
มีคำจากภาษาต่างประเทศหลายคำที่ถูกนำมาใช้ในภาษาอังกฤษจึงมีรูปพหูพจน์ตามรูปเดิมของมัน คำภาษาต่างประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากภาษาลาติน (Latin) และภาษากรีก (Greek) เช่น
จากภาษาลาติน (Latin)
axis    - axes
bacillus – bacilli
medium  -    media
stratum – strata
bacterium     – bateria
locus – loci
radius – radii
corrigendum – corrigenda
addendum  – addenda
erratum – errata
larva     – larvae
nebula – nebulae

จากภาษากรีก (Greek) เช่น
Analysis – analyses
Basis – bases
Crisis – crises
hypothesis – hypotheses
thesis – theses
phenomenon – phenomena
criterion -    oriteria
oasis – oases

คำภาษาต่างประเทศบางคำถูกใช้ในภาษาอังกฤษนานแล้ว จึงมีรูปพหูพจน์ 2 รูป คือ รูปพหูพจน์จากของเดิม และรูปพหูพจน์ตามแบบอังกฤษโดยการเติม -es  เช่น
appendix    -    appendixes, appendices
formula    -    formulae, formulas
terminus    -    termini, terminuses
fungus    -    fungi, funguses
retina    -    retinae, retinas
cactus    -    cacti, cactuses
focus    -    foci, focuses
aquarium    -    aquaria, aquariums
curriculum -    curricula, curriculums
maximum    -    maxima, maximums
memorandum    - memoranda, memorandums
minimum    -    minima, minimums
sanatorium    -    sanatoria, sanatoriums
vortex    -    vortices, vortexes
automaton    -    automate, automatons

คำหลายคำรับมาจากภาฝรั่งเศส (French) และภาษาอิตาเลียน (Italian) จึงมีรูปพหูพจน์จากรูปเดิมและรูปพหูพจน์แบบอังกฤษ โดยการเติม -s เช่น
bureau – bureaux, bureaus
tableau – tableaux, tableaus
portmanteau – portmanteaux, portmanteaus
adieu    - adieux, adieus
trouseau – trouseaux, trouseaus
bandit    - banditti, bandits
libretto – libretti, librettos
soprano – soprani, sopranos
virtuoso – virtuosi, virtuosos

นอกจากนี้มีคำจากภาษาต่างประเทศอีกหลายคำมีรูปพหูพจน์ตามแบบอังกฤษแล้ว เช่น
bonuses, choruses, circuses, isthmuses, omnibuses, prospectuses, areas, arenas, encyclopaedias, eras, ideas, panaceas, peninsulas, sonatas, solos, umbrellas, villas, albums, asylums, chrysanthemums, museums, irises, demons

รูปพหูพจน์ของนามผสม (Plurals of Compund Nouns)
นามผสมส่วนใหญ่ จะแสดงรูปพหูพจน์ของมันที่คำหลัก (headword) เช่น
schoolroom    - schoolrooms
housewife    -    housewives
armchair    - armchairs
washerwoman    -    washerwomen
horseman    - horsemen
tooth-brush    -    tooth-brushes

รวมทั้งนามผสมบางตัวซึ่งมิได้มีฐานเดิมจากคำนามก็ตาม เช่น
handful    - handfuls
outbreak    -    outbreaks
breakdown    - breakdowns
forget-me-not    -    forget-me-nots
drawback    - drawbacks

หรือนามผสมที่แยกเขียนเป็น 2 คำก็ตาม เช่น
ticket collector    - ticket collectors
girl guide    -    girl guides
boy friend    - boy friends
boy scout    -    boy scouts
watch repairer    - watch repairers
motor show    -    motor shows

หรือนามผสมที่มีวลี (Phrase) ขยาย เช่น
father-in-law    - fathers-in-law
passer-by    -    passers-by
commander-in-chief    - commanders-in-chief
justice-of-the-peace -    justices-of-the-peace
man-of-war    - men-of-war
governor-general    -    governors-general
looker-on    - lookers-on
court-martiel    -    courts-martial

แต่นามผสมต่อไปนี้แสดงรูปพหูพจน์ทั้ง 2 คำ เช่น
man servant    - men servants
teacher doctor    -    teachers doctors
gentleman farmer    - gentlemen farmers
Lord-justice    -    Lords-justices
woman servant    - women servants
Knight – Templar    -    Knights – Templars
man student    - men students

คำนามที่มีรูปพหูพจน์เสมอ (Nouns with no Singular Forms)
คำนามประเภทนี้ เมื่อแบ่งตามลักษณะการใช้งานในประโยคแล้ว จะแยกออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
1. นามรูปพหูพจน์ และใช้ในลักษณะพหูพจน์
2. นามรูปพหูพจน์ แต่ใช้ในลักษณะเอกพจน์

นามรูปพหูพจน์และใช้ในลักษณะพหูพจน์ แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้
1. เป็นนามเครื่องนุ่งห่ม เช่น
trousers, breeches, knickers, pants, pyjamas, shorts, drawers, clothes

2. เป็นนามเครื่องมือเครื่องใช้ที่ประกอบด้วย 2 ส่วน เช่น
scissors, shears, pliers, pineers, spectacles, glasses, tongs, bellows
คำ “pair” มักจะถูกนำมาใช้กับคำนามประเภทนี้ เช่น
a pair of trousers ฯลฯ

3. ชื่อของเชื้อโรค เช่น mumps, measles

4. ชื่อของเกมส์ต่างๆ เช่น billiards, cards, bowls, dominoes, draughts

5. คำอื่นๆ เช่น alms, riches, eaves, scales

(สำหรับการชั่งน้ำหนัก) contents (เกี่ยวกับหนังสือ ฯลฯ) goings-on, gentry, dregs, oats, credentials, tidings, soap-suds, winnings, sweepings, surroundings, ashes (จากไฟ แต่จากบุหรี่ใช้ ash) และนามต่อไปนี้ซึ่งนิยมใช้ในรูปพหูพจน์มากกว่ารูปเอกพจน์ คือ
whiskers, shavings, savings, filings

อย่างไรก็ดี ถ้าคำรูปพหูพจน์ดังกล่าวข้างต้น ถูกนำใช้ในลักษณะประกอบคำนาม (Noun Modifiers) ในรูปนามผสม จะต้องคืนร่างเป็นรูปเอกพจน์ เช่น
My trouser leg; oat cakes; a card table

นามรูปพหูพจน์แต่ใช้ในลักษณะเอกพจน์ มีดังนี้ :-
news, innings, gallows, works, physics, phonetics และรวมทั้งชื่อวิชาต่างๆ ที่ลงท้ายด้วย -ics

อย่างไรก็ดี ชื่อวิชาต่างๆ ที่ลงท้ายด้วย -ics อาจใช้ในลักษณะพหูพจน์ก็ได้ เช่น Politics have (has) always interested me. Mathematics is (are) well taught at that school.

รูปพหูพจน์ของคำใช้นำชื่อคน (Forms of Address)

รูปเอกพจน์ รูปพหูพจน์
สำหรับชายที่แต่งงานแล้วหรือยังไม่แต่งงาน Mr. Brown Messrs. BrownThe two Mr. BrownsMr. John (Brown) and Mr. Henry Brown.หมายเหตุ  รูป Messrs. เป็นรูปย่อของ “Messieurs” ซึ่งไม่เคยถูกเขียนเต็มในภาษาอังกฤษเลย ใช้ในภาษาธุรกิจเท่านั้น เช่น Messrs. Brown and Smith Ltd.
สำหรับหญิงยังไม่ได้แต่งงาน Miss Brown The Misses Brown; the Miss Browns; the two Miss Brown; Miss Margaret (Brown) and Miss Lillian Brown
สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว Mrs. Brown The two Mrs. Brown; The two Mrs. Browns

ความสัมพันธ์ระหว่างประธานกับกริยา (The Agreement between Subject and Verb)
การที่เราเรียนรู้คำนามเอกพจน์ และพหูพจน์นั้นสำคัญในภาษาอังกฤษมาก เพราะจะต้องใช้กระทบกิริยา (Verb) ฉะนั้นเมื่อรู้จักนามพหูพจน์ในรูปต่างๆ ดีแล้ว จะต้องใช้กระทบกิริยาในลักษณะต่างๆ ต่อไปนี้

1. ประธานเอกพจน์ต้องใช้กับกิริยาเอกพจน์ และประธานพหูพจน์ต้องใช้กับกิริยาพหูพจน์ เช่น
The boy is here. The boys are here.

2. ในกรณีที่ Collective Noun เป็นประธานของประโยค อาจใช้ได้ใน 2 ลักษณะดังนี้
2.1 เมื่อ Collective Noun นั้นมีความหมายเป็นรายบุคคล หรือรายตัว (Individual) จะใช้เป็นนามพหูพจน์ เช่น
The football team are having baths and are then coming back here for tea.

The Government have discussed the matter for a long time but they have shown no signs of reaching agreement.

The family are very pleased about the news of William’s success.

2.2 เมื่อ Collective Noun มีความหมายเป็นกลุ่มหรือมีความหมายรวมบุคคลต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ เป็นหน่วยเดียว จะใช้เป็นนามเอกพจน์ เช่น
The football team is playing well.
The Government has decided to pass the bill.
That family is a very happy one.

หมายเหตุ นาม “people, police, public, clergy และ cattle” ใช้กับกิริยาพหูพจน์เสมอ เช่น
The people of Norway are called Norwegians.
The police are making enquiries about the murder.
The public are requested not to leave litter in these woods.

3) ประธาน 2 ตัวขึ้นไปที่เชื่อมด้วย “and” ใช้กิริยาพหูพจน์ เช่น
The boy and his dog are here.

หมายเหตุ ถ้าประธาน 2 ตัวที่เชื่อมด้วย “and” แต่มีความหมายเป็นคนเดียวกัน หรือชุดเดียวกัน ใช้กิริยาเอกพจน์ เช่น
Brown bread and butter is usually eaten with smoked salmen.
Whisky and soda is his favourite drink.
The secretary and accountant of the company was present.

4) ประธานบางคำมีรูปเป็นพหูพจน์แต่เป็นหน่วยของเงิน, หน่วยของเวลา หรือหน่วยของระยะทาง ใช้เป็นเอกพจน์ เช่น
Ten years is a long time.
Five thousand pounds is a lot of money.
Ten miles is a long distance.

5) ชื่อเรื่อง (Title) บางเรื่องอาจมีรูปเป็นพหูพจน์ ใช้เป็นเอกพจน์ เป็นต้น เช่น
‘Modern Painters’ is one of Ruskin’s best known books.

6) ถ้าคำนามพหูพจน์คำหลังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวลี (phrase) (= adj. phrase) ให้ถือคำนามตัวแรกเป็นหลัก (นามตัวแรกเป็นประธานที่แท้จริง) เช่น

7) คำ 2 คำ ที่เชื่อมด้วย or หรือ either…or หรือ neither…nor ให้ถือคำตัวหลังเป็นหลัก เช่น
A cigar on a cigarette is very enjoyable.
Either the teacher or the students are to blame for the bad result.
Neither he nor they are wholly right.

8) ถ้าประธานเป็น Distributive Pronoun (สรรพนามเป็นรายตัว) หรือคำนามที่ใช้ Distributive Adject ขยาย ถือว่าเป็นประธานเอกพจน์ และใช้กับ possessive ที่เป็นเอกพจน์ เช่น
Every boy in the class is present.
Each of the boys has gained a prize.
Neither answer is correct.
Everybody is doing his best.

หมายเหตุ
1. ในภาษาพูดอาจใช้ Possessive ที่เป็นพหูพจน์ในกรณีที่ไม่ระบุเพศแน่นอน เช่น
Everyone was talking at the top of their voices.
When each person comes in, they must show their ticket.

2. ส่วนคำ “none” ใช้ได้ทั้งเอกพจน์ และหหูพจน์ เช่น
None of us is perfect.
None of the children in his class are bored with the Lesson.
I have checked your answers and none of them are correct.

3. คำ “number” ใช้ได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์โดยสังเกต ดังนี้
3.1 ถ้าใช้ในรูป “The number of + Plural Noun” ใช้เป็นเอกพจน์ (หมายถึงจำนวนหนึ่งของสิ่งต่างๆ) เช่น
The number of students in the class is small.
3.2 ถ้าใช้ในรูป “A number of + Plural Noun” ใช้เป็นพหูพจน์ (a number of = many) เช่น
A number of students were waiting for the lesson to begin.

9) ถ้าใช้ “it” เป็นประธานในลักษณะเน้น (emphatic) กิริยาตามประธาน “it” (it ในที่นี้เป็นประธานมิใช่บุคคล (Impersonal Pronoun)
“Who broke the window?”
“It was Henry and William.”
It is they who are wrong.

10) กิริยาใน Adjective Clause ให้ถือตาม Antecedent เช่น
Ant.
This is one of the best books that have ever been written on the subject.

11) ในประโยคที่ใช้ There + BE = มี ให้ถือประธานที่แท้จริงเป็นหลัก (Adv. + V + S) เช่น
There is a cherry tree in my garden.
There are cherry trees in my garden.

12) คำ Adj. บางคำ เมื่อมี “The” อยู่ข้างหน้า จะใช้เป็นนามพหูพจน์เสมอ เช่น The rich, The poor, The wounded, The dying, The wealthy, The drowning, etc. เช่น
The rich are usually welcome to the society.

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์,  อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์