Monthly Archives: September 2014

คำกริยาวลี (Phrasal verbs) ของคำว่า Hold

คำกริยาวลี (Phrasal verbs) ที่ขึ้นต้นด้วย Hold นั้น พบอยู่บ่อย ๆ ในภาษาอังกฤษ ซึ่งบางครั้งหากเราไม่สามารถจดจำความหมายที่ต่างกันได้ จะทำให้เราแปลประโยคออกมาผิดความหมาย

ในวันนี้เราได้จึงได้เลือกนำคำแปลและความหมายของกริยาวลี Hold บางคำมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก ซึ่งประกอบด้วย Hold on ,Hold off ,Hold up ,Hold out ,Hold back และ Hold down

Hold

คำกริยาวลี ทั้ง 10 ของ Hold

Hold on

แปลว่า “รอสักครู่” เช่น คุณกำลังโทรศัพท์คุยกับเพื่อน แล้วเขาบอกมาว่า “Could you hold on please” แสดงว่าเขาให้คุณรอสักครู่หนึ่ง

นอกจากนี้ Hold On ยังแปลว่า จับอีกด้วย

 

Hold off

มีความหมายว่า “เลื่อนการทำบางสิ่ง” หรือ “เลื่อนการตัดสินใจ” เช่น

I think we should hold off the meeting until more people arrive. แปลว่า ฉันคิดว่าเราควรเลื่อนการประชุมออกไปก่อนจนกว่าจะมีคนมามากกว่านี้.

 

Hold up

แปลว่า “ทำให้ช้า ,ขัดขวาง,ติดอยู่” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช้กับการเดินทาง เช่น

We were held up in the city center by a huge traffic jam.

แปลว่า พวกเราติดอยู่ใจกลางเมือง จากการจราจรที่คับคั่ง

 

นอกจากนี้ยังแปลว่าปล้น เช่น

The store was held up by a  man wearing mask. แปลว่า ร้านค้าถูกปล้นโดยชายสวมหน้ากาก

 

Hold Out

แปลว่า “นำบางสิ่งมาไว้ข้างหน้าคุณ” เช่น

He was very formal. He held out his hand for me to shake it. แปลว่า เขาสุภาพมาก เขายื่นมือมาให้ฉันเพื่อเชคแฮนด์

(แชคแฮนด์ คือ การจับมือแล้วเขย่ากัน เป็นหนึ่งในวิธีการทักทายของชาวตะวันตก)

นอกจากนี้ยังหมายถึง ต่อต้าน

 

HOLD OUT FOR หมายถึง “รอ” ใช้ในการรอบางสิ่งที่ดีกว่า เช่น

Why aren’t you eating dessert? I’m holding out for the chocolate mousse.
ทำไมคุณไม่ทานขนมหวานละ ? ฉันกำลังรอช็อคโกแลตมูส

I think we should hold out for a better price.
ฉันคิดว่าเราควรรอให้ราคาดีกว่านี้

 

Hold back

แปลว่า ยับยั้ง หรือ หยุดบางอย่าง เช่น

High rates of tax are holding back economic growth. แปลว่า อัตราภาษีที่สูงกำลังหยุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

Hold down

แปลว่า “ได้ทำงาน” หรือ “มีงานทำ”  เช่น

It’s hard to hold down a job in uncertain economic times แปลว่า มันยากที่จะมีงานทำในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่มั่นคง

คำบุพบท (Prepositions and Adverbial Particles) ภาษาอังกฤษ

คำบุพบทมีบทบาทมากมายในเรื่องของไวยากรณ์ จึงสร้างความยุ่งยากให้แก่นักศึกษาต่างชาติมาก เพราะมีหลักเกณฑ์น้อยมากที่จะบอกว่าควรจะใช้คำบุพบทคำนี้และไม่ควรใช้คำบุพบทคำนั้นในบริบท (Context) หนึ่งๆ เนื่องจากไม่มีเหตุผลทางตรรกวิทยาที่จะถือเป็น กฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ จะสังเกตได้จากสำนวนต่างๆ (Idioms) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำบุพบทโดยตรงนั้นเป็นรูปเฉพาะของภาษาที่ขึ้นอยู่กับการใช้ (Usages) เป็นหลัก เช่น “get on” = to mount และ “get off” = to descend, etc. เราไม่มีคำตอบอย่างมีเหตุผลเลยว่า ทำไม “get on” จึงต้องแปลว่า “to mount” หรือ “get off” ถึงต้องแปลว่า “to descend” เป็นต้น

เรามีวิธีเดียวที่จะศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้ได้ผลก็คือ มีพจนานุกรม (a dictionary) ที่ดีๆ สักเล่มและอ่านหนังสือให้มากๆ พร้อมกับมีสายตาที่แหลมคมคอยสังเกตและจดจำการใช้สำนวนต่างๆ ที่เขาใช้อยู่กันทั่วไปเท่านั้น

ฉะนั้น ในบทนี้จะเป็นการรวบรวมข้อสังเกตทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการใช้คำบุพบท และให้ตัวอย่างการใช้คำบุพบทที่สำคัญๆ ซึ่งอาจจะก่อความยุ่งยากให้นักศึกษาได้

คำบุพบท (Prepositions)คือ คำที่ใช้กับคำนาม (Nouns) หรือคำเทียบเท่าคำนาม (Noun Equivalents) เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของคำนามที่มีต่อคำอีกคำหนึ่งในประโยค เช่น The horse is in the stable.

คำบุพบท “in” แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง “horse” และ “stable” และในเรื่องของไวยากรณ์แล้วจะถือว่า “stable” เป็น “กรรม” (Object) ของคำบุพบท “in” ซึ่งถ้าเป็นคำสรรพนาม (Pronouns) จะเห็นชัดเจนขึ้นว่าจะต้องใช้รูปกรรม (Objective Forms) ของคำสรรพนามนั้นๆ เช่น
He spoke to me. This came from him.
He wrote about them. I sit near her.

คำบุพบท (Prepositions) อาจเป็นคำเดี่ยว (Single Words) เช่น
at, after, down, since, with, etc. หรืออาจเป็นกลุ่มคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป (Group prepositions) เช่น
He will come instead of me.
The teacher stood in front of the class.
He said that for the sake of peace.
Henry sat at the back of the room.
What did he say with regard to my proposals?

เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกความหมายของคำบุพบทได้ทั้งหมดของคำ เพียงแต่บอกได้ว่ามันกำลังแสดงความหมายเกี่ยวกับ “สถานที่” (Places) หรือ “ทิศทาง” (Directions) เช่น
He works at the cotton factory.
The boys ran to school.

คำบุพบทหลักที่ใช้แสดงความหมายเกี่ยวกับ “สถานที่” (Places) มีดังนี้
about, above, across, against, along, among, at, by, before, behind, below, beneath, beside, between, beyond, down, from, in, inside, into, near, off, on, over, past, round, through, to, towards, under, underneath, up £ Group Prepositions (บุพบทกลุ่มคำ)
at the back, of, at the front of, at the side of, at the top of, at the bottom of, at the beginning of, at the end of, away from, far from, in front of, in the middle of, out of.

คำบุพบทหลายคำในกลุ่มที่แสดง “สถานที่” นี้อาจแสดงความหมายเกี่ยวกับ “เวลา” ก็ได้ เช่น
I shall see him at four o’clock.

คำบุพบทหลักที่ใช้แสดงความหมายเกี่ยวกับ “เวลา” มีดังนี้
about, after, at, by, before, between, during, for, from, in, on, since, till, through, throughout, to, at the end of, at the time of, in the middle of, in the midst of, down to, up to

โดยทั่วๆ ไปแล้ว “at, by, on” แสดง “จุดของเวลา” (a Point of time) เช่น
at six o’clock, by two o’clock, on Tuesday,
on the 15th of March.

คำบุพบท “after, before, by, in, since, till (until) แสดง “ช่วงของเวลา” (a Period of time) เช่น after Christmas, before Easter,
in the morning/afternoon/evening,
since five o’clock, until seven o’clock

คำบุพบท “for, during” แสดงถึง “ช่วงเวลาที่ผ่านไป” (Duration of time) เช่น
He has been working for three hours.
He became ill during the night.

คำบุพบท “to, in order to, so as to” “แสดง” วัตถุประสงค์” (Purpose) ซึ่งจะตามด้วย Infinitive แต่ถ้าใช้ “for” แสดง “วัตถุประสงค์” จะตามด้วย gerund เช่น
A hammer is used for knocking in nails.

หน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของคำบุพบทก็คือ ร่วมประกอบกับคำนามหรือคำสรรพนามที่ตามมาข้างหลังมันในรูปของวลี (Phrases) ซึ่งเราเรียกว่า “Prepositional Phrases” และมักจะทำหน้าที่เป็น Adverbs เช่น
I looked through the window. (Place)
I shall go there on Friday. (Time)
He worked on a farm during the holidays. (Time)
He spoke in a loud voice. (Manner)

หรือทำหน้าที่เป็น Adjective ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้ามัน เช่น
The house with the big garden is Mr. Brown’s
That is the Tower of London
I received a letter from her.
I don’t like the sound of a jet engine.

คำบุพบทและคำกิริยาวิเศษณ์
(Prepositions and Adverbs)
ตามที่ได้กล่าวแล้ว ในเรื่องส่วนของคำพูด (Parts of Speech) ว่าคำต่างๆ ที่ใช้ในประโยคจะมีชื่อเรียกว่าเป็นคำอะไรจะต้องดูที่หน้าที่ของมันที่กำลังแสดงอยู่ ในประโยคนั้นๆ
ดังนั้น ขอให้พิจารณาประโยคต่อไปนี้
1) The boy came down the tree.         1) Mary is in the garden.
2) The tree blew down in the wind    2) I opened the door, and the cat walked in.
1) He put the book on the table.         1) Henry came before four o’clock.
2) Put your coat on.                                 2) I have explained that point before.

จะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า คำที่ขีดเส้นใต้ในประโยคที่ 1 และในประโยคที่ 2 มีหน้าที่ (Functions) ต่างกัน คำที่ขีดเส้นใต้ในประโยคที่ 1 ทุกคำจะมีหน้าที่เป็นคำบุพบท (Prepositions) ส่วนคำที่ขีดเส้นใต้ในประโยคที่ 2 ทุกคำทำหน้าที่เป็นคำกิริยาวิเศษณ์ (Adverbs)

คำสำนวน
(Idioms or Two-word Verbs or Phrasal Verbs)
คำสำนวน (Idioms) นั้นเป็นสิ่งที่ก่อความยุ่งยากให้แก่นักศึกษาต่างชาติมากเพราะมีวิธีศึกษามันได้โดยวิธีเดียว คือการจดจำรูปแบบของมันทั้งชุดไม่มีหลักไวยากรณ์ใดๆ ที่จะคิดประกอบได้

รูปแบบของคำสำนวน (Idioms) คือ V. + prep. และคำบุพบทนี้เองที่ทำให้ความหมายของคำกิริยาที่อยู่ข้างหน้าเปลี่ยนแปลงความหมายไปต่างๆ คำสำนวนส่วนใหญ่มักจะประกอบด้วย 2 คำ คือ V. + Prep. ฉะนั้นไวยากรณ์อเมริกันจึงเรียกว่า Two-word Verbs และนักไวยากรณ์บางท่านเรียกมันว่า Phrasal  Verbs

ตัวอย่าง คำสำนวนต่างๆ (Idioms)
I will put out the light.
This has taken up a lot of my time.
The boy accidentally knocked over the ornament.
Turn on the gas.
Take off your hat.

คำ “out, up, over, off, on” ถูกวางไว้หน้าคำนามหรือคำเทียบเท่านาม แต่มันอาจถูกนำไปวางไว้หลังคำนามหรือคำเทียบเท่าคำนามก็ได้ เช่น
I will put the light out.
This has taken a lot of my time up.
The boy accidentally knocked the ornament over.
Turn the gas on.
Take your hat off.

คำบุพบทที่ใช้ในกรณีข้างต้นนี้ มิได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำนามกับคำอื่นๆ ในประโยคเลย แต่มันทำหน้าที่ขยายคำกิริยาในประโยคอย่างแนบแน่น ความจริงแล้วคำสำนวน (Idioms) เหล่านี้สามารถใช้คำๆ เดียวแสดงความหมายแทนได้ เช่น
put out = extinguish ; take up = occupy
knock over = upset ; take off = remove

มีคำสำนวนเช่นนี้มากมายในภาษาอังกฤษ และคำกิริยาคำเดียวกันสามารถตามด้วยคำบุพบทได้หลายคำ ซึ่งทำให้คำกิริยาคำนั้นมีความหมายแตกต่างกันอีกหลายความหมาย เช่น
put down, put back, put forward, put in, put into, put up, put off, put on, put upon, put up with, put about, put across, put away, put by, put forth, put out, put round, put through, put together, make after, make at, make away with, make for, make from, make up, make off, make off with, make out, make out of, make over, make towards, make up for, make up to, etc.

สำนวนบางคำสามารถแปลตามตัวอักษรได้โดยการเก็บความหมายจากคำที่ประกอบกัน เช่น
Put the book up there
The ice was broken up by the ice-plough.

แต่คำสำนวนส่วนใหญ่ไม่สามารถแปลตามตัวอักษรได้จะต้องจดจำความหมายของมันเป็นกลุ่มๆ ไป เช่น
Can you put me up for the night. (= accommodate)
We have broken up for two weeks. (= classes have finished for a two weeks’ holiday).

บางครั้งอาจไปสับสนกับคำกิริยาบางคำที่ประกอบด้วยคำบุพบทที่ทำหน้าที่ขยายกิริยาเช่นกัน แต่ถือว่าเป็นคำๆ เดียวไม่สามารถเขียนแยกกันได้ ในลักษณะดังกล่าวนี้ จะสังเกตเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่า คำบุพบทจะวางไว้หน้าคำกิริยา เช่น outnumber, overlook, upset, withstand

ตำแหน่งที่อยู่ของคำบุพบท
(The Position of the Preposition)
ได้กล่าวแล้วว่า คำบุพบทนั้นปกติจะวางไว้ข้างหน้าคำนามหรือคำนามเทียบเท่าที่มันสัมพันธ์ด้วย เช่น
He spoke to me.
The football team is playing at Wembley.
He prevented me from speaking.

และคำบุพบทที่ทำหน้าที่เป็นกิริยาวิเศษณ์ (Adverbs) ขยายกิริยาข้างหน้ามันในรูปของ “สำนวน” (Idioms) อาจวางได้ 2 ตำแหน่ง คือ
1. อยู่หน้าคำนามหรือคำนามเทียบเท่า หรือ
2. อยู่ท้ายประโยค เช่น I put on my hat. หรือ I put my hat on.

หมายเหตุ  ถ้า “กรรม” (Object) ของมันเป็นคำสรรพนาม (Pronoun) มักจะวางไว้ตรงกลางระหว่างคำทั้งสองเช่น I put it on.

อย่างไรก็ดี ถ้ากรรม (Object) ของคำบุพบทเป็น Question Words ซึ่งต้องอยู่หน้าประโยคเสมอ คำบุพบทที่ใช้ในลักษณะเช่นนี้ (ส่วนใหญ่จะใช้ในภาษาพูด) จะต้องอยู่ท้ายประโยคเสมอ เช่น
Who (m) did you write to ?
What are you laughing at ?
Which class are you in ?

แต่ในกลุ่มชนอังกฤษยังมีผู้ถือโชคลางอยู่และถือว่าประโยคจะต้องไม่ลงท้ายด้วยคำบุพบท เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาจะพูดว่า
At what are you looking ? มากกว่าจะพูดว่า What are you looking at ?
I have a book in which to write my note มากกว่าจะพูดว่า I have a book to write my note in.

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้ถือเป็นหลักปฏิบัติในงานเขียนแบบเป็นทางการทั่วไป โดยไม่วางคำบุพบท (Prepositions) ไว้ท้ายประโยค เช่น
He didn’t say to whom he gave the money. หรือ That is the book from which he got his information.

อย่างไรก็ดี คำบุพบท (Prepositions) จะต้องวางไว้ข้างท้ายประโยคในกรณีต่อไปนี้

1. ใน Adjective Clause ที่ใช้ “that” เป็นตัวเชื่อม (Relative) หรือใน Noun Clause ที่ใช้ “What” เป็นตัวเชื่อม (Relative) เช่น
This is the kind of life that he is used to.
It is a thing that I have dreamed of and worked for.
There is the book that I asked about.
This is what I was looking for.
That is not what he is used to.

แต่มีกลุ่มวลี (Phrases) อยู่ 2 กลุ่มซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายคำบุพบท (Prepositions) ได้ ดังนี้
I don’t know on whose authority you say that.
(ไม่ใช่ whose authority you say that on)
He doesn’t say by what reasoning he arrived at that conclusion.
(ไม่ใช่ what reasoning he arrived at that conclusion by.)

2. ในโครงสร้าง Passive Voice เช่น
Everything he said was laughed at.
He is a man whose word is relied on.
That is a subject that mustn’t be spoken about.

การแสดงการใช้ Prepositions ต่างๆ
ต่อไปนี้เป็นการแสดงการใช้คำบุพบทต่างๆ ในความหมายใหญ่ๆ ที่ใช้กันโดยทั่วไป และในลักษณะของรูปสำนวน (Idioms)

“about”
I want you to tell me about your work.
Can you recommend a good book about life in the sixteenth century?
I am thinking about you all the time you are away.
You ought to be certain about a matter before you speak of it.
I’ll see you at about six o’clock
That is all right for you but what about me?
What about that money you promised me?
No matter what we discuss, he knows all about it.
I wish I were as sure about any one thing as he is about every single thing.
I go about the country a good deal and have seen many things.
You will be warm enough if you move about.
Don’t rush about. Go slowly and quietly.
This is not screwed down firmly; it moves about when you touch it.
I don’t know much Spanish; just enough to find my way about in Spain.
There are a lot of men without work; they just stand about at street corners.
You are very untidy; you leave all your books lying about instead of putting them away.
Is Miss Smith anywhere about ?
He tried to order me about, but I soon tole him he was not my master.
There is about $ 20 difference between this car and that one.
Richard plays about in school instead of working.
The ship is about to leave.

“above”
We flew above the clouds.
You can just see our house above the trees.
Henry’s work is well above the everage.
He was above George in the examination list.
Brown’s business is not doing well; he is finding it difficult to keep his head above water. (= to remain solvent =ยังอยู่ในภาวะล้มละลาย)
William is above meanness. (=เขาไม่เคยใจแคบเลย)
There were above 100 people at the meeting.
In the above example, you can see the usage of “above”
That car cost above $ 2,000.
Think about what I have told you; but, above all, don’t breathe a word of it to Henry.

“across”
The tree had fallen down across the railway line.
Brown’s house is just across the road from us.
You cross a cheque by drawing two lines across it and writing/& Co./like this.
Unless there is a boat at the river edge you won’t be able to get across.
I ran across (= to meet unexpectedly = พบโดยบังเอิญ) our friend Smith yesterday.

“after”
I’ll see you after dinner.
I ran after the boy but couldn’t catch him.
They came to England after us. (= มาถึงหลังเรา)
Life is just one trouble after another.
He goes on day after day, week after week without any change.
You see I was right after all. (= แม้ว่าคุณจะพูดอะไรก็ตาม)
I came here at six o’clock and George came shortly after that.
I’ll try to pay you the money the week after next.
That’s no use, I want it the day after tomorrow at the latest.
If my wife goes away for a week, who’s going to look after me and the children ? {= ดูแล = to rake care)
Leave the work now; we can do it after.
I came here at six o’clock and George came shortly after.

“against”
He who is not for us is against us.
I am tempted to leave my work but I’m fighting against the temptation.
It is against the law to leave your car there.
He rested his bicycle against the wall.
I’ll do what you order me, but it is against my will.

“among” (amongst)
You can see my house among the trees.
I bought three hundred eggs and there was not a single bad one among them.
Livingstone spent many years among the peoples of Africa.
Shelley is among (= one of) the world’s greatest poets.
The Browns’ children are always quarrelling among themselves.
Share these sweets among the five children and see that each one gets a fair share.

ข้อสังเกต
“between” มักจะใช้กับคำนาม 2 คำ “among” ใช้กับคำนามมากกว่า 2 คำขึ้นไป เช่น
The sweets were divided between the two children.
แต่ประโยคต่อไปนี้มีข้อสังเกตไม่ค่อยชัดนัก
The tables in that restaurant are so close together that there’s hardly room to move between them.

“at”
I shall be at home tonight at any time you like to call
He lives at Torquay in Devon.
I’ll see you at school tomorrow at nine o’clock.
Begin at the beginning of the story.
Will he be at the meeting tonight ?
The boys threw a snowball at the old man.
The angry man shouted at the boys.
Henry’s remarks were so witty that everyone laughed at them.
Look at your books; don’t look at me.
You should knock at the door before entering the room.
I was surprised at the progress he had made.
He is very good at football.
The country was at peace then; now it is at war.
This was sold at 4 d. a pound, but that was really at a lose not at a profit.
I had my hair cut at the barber’s and bought a writting-pad at the stationer’s.
At the very most he can’t be more than eighteen years of age.
He is always at his best/worst when fighting against difficulties.
You might at least have sent me word that you were coming.
The Car went at full speed.
I don’t like to travel by car at night.
At any rate we know the worst now.
I will fight you one at a time, not two at a time.
You ought to hear at the latest by Friday.
At first sight I thought you were your brother.
This train stops at all stations.
Shakespeace died at the age of fifty-two.
At first it seemed very easy but it soon got more difficult.
He is at work on a new book.
I shall see you again at Christmas/at Easter.
Do what I tell you, at once !
We arrived at his house the next day.

ข้อสังเกต
1. “at” มักจะใช้กับเมืองเล็กๆ “in” มักจะใช้กับเมืองใหญ่ๆ เขตแดนใหญ่ๆ หรือประเทศ เช่น
He lives in London/Middlesex/England.

2. I shall see you on November 5th/on Sunday/on Christmas Day/at 3 o’clock, in the afternoon.

3. จงเปรียบเทียบกับประโยคต่อไปนี้
Throw the ball to John
Shout to him.

“before”
Come and see me tomorrow any time before five o’clock.
I met Smith yesterday, but I knew him long before that.
Before long you will find this work quite simple.
My appointment is not until 10.15; you go in before me.
That happened in 400 B.C (Before Christ)
I have been here before.
My family are coming here for a holiday, so I come two days before to make all arrangements.
The Headmaster congratulated the boy before the whole school.
William went and stood before the fire.

“behind”
The garage is behind the house.
He put his hand behind his back so that I couldn’t see what was in it.
Never say anything behind a person’s back that you wouldn’t say to his face.
He stood just behind me.
The train is behind time, (= is late.)
His ideas are all behind the time (= out of date – ล้าสมัย)
Two of the wounded soldiers couldn’t keep up with the rest of the men and fell behind.
Richard is a long way behind with his work.
There are two months behind with the rent.
He looked round the railway carriage before he got out to make sure he had not left anything behind.
ภรรยา (พูดกับสามีผู้ซึ่งพยายามอย่างงุ่มง่ามที่จะกลัดเสื้อให้เธอ มันเป็นเสื้อที่กลัดตะขอทางด้านหลัง)

“Hurry up; have you never hooked up a dress behind before 7″
(= เร็วๆ เข้าซิ คุณไม่เคยกลัดตะขอเสื้อข้างหลังมาก่อนรึ?)
สามี: “No; you never had a dress before that hooked behind.”
(= ไม่เคยน่ะซิ ก็คุณไม่เคยมีเสื้ออย่างนี้มาก่อนที่ต้องกลัดตะขอทางด้านหลัง)

“below”
The temperature today is below freezing point.
Sign your name below mine on this document.
In boxing it is a foul to hit below the belt.
The cost of the whole work was below $ 20.
Write your name in the space below.
From the Empire State Building we looked at New York below.
The sea is very rough and breaking over the deck; I thing I’ll go below.

“beneath”
The daffodils were growing beneath the trees.
He had two pillows beneath his head.
We climbed the hill; the valley lay beneath.

ข้อสังเกต “beneath” มักจะใช้ในลักษณะการอุปมาอุปมัยบ่อยๆ เช่น
What he said is beneath contempt.
Richard is far beneath Henry in intelligence.
She married rather beneath her. (= เธอแต่งงานกับคนที่มีฐานะทางสังคมต่ำกว่าเธอ)

“beside”
Go and sit beside Richard.
The man who spoke was standing just beside me.
The church at Stratford is beside the river.
He was beside himself with rage. (= เกือบบ้าแล้ว)
What you have said is quite beside the mark/point/question. (=ไม่เข้าประเด็น)

“besides”
There are many others besides me who disagree with what you say.
He think there is no one besides himself to be considered.

ข้อสังเกต “beside” = near by, at the side of = ใกล้ๆ หรือข้างๆ)
“besides” = in addition to = นอกเหนอจาก

“beyond”
The woods go for about two miles beyond (= further on than = ไกลกว่า) the river.
He lives in a small house, about four miles beyond Oxford.
The explanation you give is quite beyond me. (= ผมไม่เข้าใจมันเลย)
He is living beyond his means. (= ใช้เงินมากกว่าที่หามาได้)

“by”
Let us have a walk by the seashore.
Come and sit by me; there is plenty of room.
You go and sit by the side of George.
If you put those two books side by side you will see which is the bigger.
I did this work all by myself.
He often goes for long walks by himself.
Although he knows me quite well, he passed me by as if I were a complete stranger.
These things are made by machinery, not by hand.
I go by his office every day.
I know him by sight but not to speak to.
By this time next year you ought to have a very good knowledge of English.
This train is late; it ought to have been in by now. (= by this time = ในเวลานี้)
By next Friday I ought to have finished the job.
Multiply the amount by ten and then divide by three.
He earns his living by selling matches.
This little girl is afraid to cross the road; take her by the hand and see her across.
Did you come by train or by car (by land, by sea or by air) ?
I like motoring by day but not particularly by night.
What he said took me completely by surprise.
By the way, don’t forget our meeting next Wednesday.
He is going to Brussels by way of Dover and Ostend.
Don’t judge a man by his clothes.
You won’t do this all at once; do it little by little.
you must try to learn some of these things by heart.
He landed the aeroplane all right, but it was more by good luck than good management.
What do you mean by taking my hat.?
I’m sorry; I took it by mistake.
He is by far the best teacher I have ever had.
You must begin by learning a few simple rules-though you’ll probably end by taking no notice of any of them.
That music was composed by Beethoven.
The book I read was “David Copperfield,” by Charles Dickens.
These cigarettes are sold by weight, 4s. 6d. an ounce.
Sugar is sold by the pound, petrol by the gallon.
He is paid by the hour, so if it rains and he can’t work he gets no money.
He won the race by about two yards.
The pupils came into the classroom one by one.
I want a piece of paper 3 inches by 5 inches.
The house was struck by lightning.

ข้อสังเกต
1. “by” มักจะใช้บอก “ผู้กระทำ”
“with” ใช้บอก “เครื่องมือที่ใช้ในการกระทำ เช่น
The lock was opened by the thieves with a skeleton key.
The drawing was done by the artist with a very fine pen.

2. “by” แสดง “กำหนดของเวลาซึ่งบางสิ่งบางอย่างถูกกระทำในช่วงเวลานั้น”

“but” (= except = นอกจาก)
Who but Richard would have said such a thing?
I could answer all the questions but one.
There was nothing in the cupboard but a few biscuits.
Isn’t there anything but rolls and coffee for breakfast ?
I haven’t told this secret to anyone but you.
Mr. Brown lives in the next house but one to us.

“down”
Let us walk down the hill together.
The boy fell down the stairs and broke his arm.
I like to walk down Regent street and look at the shops there.
The sun goes down in the west.
The little girl has fallen down.
Richard wasn’t down for breakfast this morning until ten o’clock.
Get down off that wall; you can jump down.
The plane dropped down 5,000 feet into the sea.
We all knelt down in church.
I didn’t feel very well so I want to lie down.
I don’t like to look down from a great hight.
Sit down, there is plenty of room for every one.
I pushed the cork under the water but it wouldn’t stay down.
The arrangement for sending letters abroad seems to have broken down.
His house was burnt down last night.
The picture was printed upside down.
Write these notes down in your notebook.
A good many trees were cut down to build ships.
He insulted me so I knocked him down.
The sleeve of my coat is too short; I will ask the tailor to let it down an inch.
Your coat collar is turned up at the back; shall I turn it down.
The wind/fire/has died down.

“during”
He was Prime Minister during the year 1910-15 and during that time he had to deal with many difficult problems.

ข้อสังเกต
1. “during” หมายความว่า ดังนี้
(1.1) “ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านไป’’ หรือ “ช่วงต่อเนื่องของเวลา” เช่น
The sun gives light during the day, the moon during the night.

(1.2) “ณ จุดหนึ่งของช่วงเวลานั้น” เช่น
I heard thunder several times during the night.
He was in the army during the war.

2. “during” จะไม่ใช้เมื่อความหมาย •’ช่วงเวลาที่ผ่านไป” ถูกแสดงด้วยจำนวนเวลาที่แน่,นอน แต่เราจะใช้ “for” เช่น
He went to America for (ไม่ใส่ during) three years.
During that time he studied American commercial practice. หรือจะพูดให้ง่ายขึ้นได้ว่า “during” เป็นคำตอบของคำถาม
when และ for เป็นคำตอบของคำถาม
How long เช่น “When were you there?” during the war.”
“How long were you there?” “For three years.”

“except”
We have lessons every day except Saturday and Sunday.
Everyone was present except Henry and me.
This essay is good except for the careless mistakes.
He is a good student except that he is occasionally careless.

“for”
That company has 10,000 men working for it.
It is time for our lesson to start.
This fresh air is very good for you.
This medicine is good for a cough.
Don’t wear that suit work in the garden; it is too good for such dirty work.
It’s a good thing for you that you live in England; in some countries you would have been shot for saying that.
I’ve no respect at all for him; he is a real good-for-nothing.
He doesn’t care for working at all.
He repeated the conversation that he had heard word for word.
The train for Liverpool leaves from No.6 platform.
I bought a car for $20; it was a real bargain.
You were lucky; I had to pay $150 for mine.
I don’t like this book that I borrowed; will you please change it for another one?
He is always looking for something for nothing.
I wouldn’t give away that ring for anything in the world, so once and for all don’t ask me again.
I think he is ill; send for the doctor.
If you don’t see what you want in our window, ask for it.
He who is not for us is against us.
I am all for helping people who really need it.
I have two cars, one for business and one for pleasure.
He was sent to prison for stealing.
John got a prize at school for English.
The accident happened because I couldn’t see for the fog.
I’m doing this for your sake, not for my own.
He didn’t do that for fear of punishment or for hope of reward but because he thought it was right.
William is big for his age.
It is very warm for the time of the year (for October).
I shall stay in London for about three weeks.
You can go for miles and miles in Scotland and see nothing but heather-covered hills.
He has worked for hours at that essay.
I think that is enough about this preposition for the present, (for the time being.)

ข้อสังเกต
1. “for” ใช้เมื่อ “ช่วงเวลาที่ผ่านไป” ถูกวัดเป็นจำนวนที่แน่นอน แต่ “since” ใช้บอก “จุดเวลาที่เริ่มต้นกระทำการ”

2. ในประโยคปฏิเสธที่แสดงเวลาในอนาคต (Future) “for” ใช้บอก “ช่วงของเวลา” แต่ “before” ใช้บอก “จุดของเวลา” เช่น
He will not be here for an hour yet.
He will not be here before seven o’clock.

“from”
This train starts from Plymouth and goes to London.
What country do you come from?
You can just see my house from here.
They walked from one end of the island to the other in three hours.
He read that book from beginning to end in an hour.
He works from morning to night without resting.
You must try to look at the matter from my point of view.
I grew those plants from seed.
The brothers are so alike I can’t tell one from the other.
Where did you get that idea from?
I am going away from home for about three months.
Are you going far from here?
I want to save you from making the mistake that I made.
They suffered terribly from cold and hunger.
Stop that boy from spoiling the book.
When I advise you to do this I am speaking from experience.
He never makes any provision for the future; he just lives from hand to mouth.
The plane rocked from side to side in the fierce wind.
The man went from door to door trying to sell brushes.
From time to time I will examine you on the work you have done.

“in”, “into”
I have twenty students in my class in this room.
Ottawa is in Canada.
He carried a bag in his hand.
I don’t think there is anything in that idea.
What news is there in the papers this morning?
He came on Monday at ten o’clock in the morning.
I read that in a book.
You will not easily find as good a workman as Brown; he is one in a thousand.
I am in trouble with my teacher over some careless work.
There were not many people at the meeting-about ten or twelve in number I should think.
I want you to arrange these in order, putting the largest first, then the next, and so on.
He spoke in a whisper.
He is the best student in my class.
She is the happiest woman in England.
He lives in London: I live at Watford.
I began work here in January in the year 1940.
The bird carried the worm in its beak.
I was right in the middle of the crowd and could see nothing.
Stand in front of me, you will see better then; there will be nothing in the way of your view.
I can never talk easily with him; we seem to have nothing in common.
Why are you in such a hurry?
If I were in your place I should wait for a time; it is in your own interest to do so.
Our preparations had to be made in secret but they were in time, and we are in readiness now for whatever happens.
We shall do it in some way or other; I’m not quite sure how.
To be in debt is to be in danger.
I’ll never see you in want of money while I have any.
In time of war we have to agree to things we should refuse in time of peace.
“A stitch in time saves nine” and “A bird in the hand is worth two in the bush.” (สุภาษิต)
I will give you a new hat in place of the one that I damaged.
I am putting the matter in the hands of my lawyer.
In case of fire ring up Watford 999.
He is always in good health and is never in need of a doctor.
You have never been in love or you wouldn’t speak like that.
We are in sight of land now and will soon be in port.
You are in a bad temper this morning, aren’t you?
Tell me in one word (= in short = ย่อๆ) what you want.
The matter, in itself, is not important; in fact I was going to take no notice of it.
In reply to your letter I beg to inform you that in addition to what he owes you he is also in debt to me, and in all he about $3,000.
He walked into the room in which we were sitting.
He wouldn’t take advice, and now he has got into difficulties.
The tree trunk was sawn into small logs for burning.
Turn this from English into Spanish.
He is always getting into trouble owing to his carelessness; he is in trouble with his teacher now.
He felt in his pocket to see if he had any money in it.
Has the nine o’clock train come in yet?
Go in, don’t wait outside.
I want to, but I can’t get in
I don’t think I’ll go to the cinema; I want to stay in and read.
You must call in and see us sometime.
Is Mr. Smith in?
I’ve given you the lesson, but it will take some time for it to sink in.
A party of us are going to the theatre; would you like to join in?
The maid will take these plates away now and bring the pudding in (bring in the pudding).
Who took the letters in this morning (took in the letters)?
Here’s a hammer; will you knock this nail in (knock in this nail)?
I’ve put tea in the teapot; will you pour in the water (pour the water in)?
I’m packing my bag, but I can’t get all my clothes in.
The conductor on the bus helped the old lady in.
He opened the door and let the dog in and then locked him in.
I’ve opened the bag; put your stuff in.
If there is one thing I hate, it is filling in (หรือ filling up) income-tax forms.
The examination is over now; give in your papers to the examiner.
The train arrives in London at 6 o’clock.
We shall never give in. (= surrender = ยอมแพ้)
I shall be ready in five minutes.

ข้อสังเกต
1. “on”  ใช้กับวันต่างๆ (Days)
“at” ใช้กับจุดของเวลา (a point of time)
“in” ใช้กับส่วนของวัน (a portion of the day)

2. “at” ใช้กับสถานที่หมายถึงจุดๆ หนึ่งบนแผนที่
“in” ใช้กับสถานที่ หมายถึง เนื้อที่บริเวณกว้างๆ ดังนั้นจึงใช้กับเมืองใหญ่ๆ

3. “in” แสดงถึง “ตำแหน่งที่ตั้ง”
“into” แสดงถึง “การเคลื่อนที่”

4. เมื่อใช้บอกเวลา “in” แสดง “ใกล้จุดหมดช่วงของเวลา”
“within” แสดง “ไกลจุดหมดช่วงของเวลา”

“like”
It was just like him to say that.
I don’t feel like dancing. (= I don’t want to dance)
Don’t look at me like that.
I can’t speak Spanish like you. (= as you do)
Your shoes are just like mine.
There’s nothing like exercise for making you warm.
This stuff looks like gold; perhaps it is gold!

“near”

Mr. Thompson lives near me; his house is near the station.  ข้อสังเกต 
We are near the end of the story. “near” แสดงความหมาย “ใกล้ชิด” (proximity) 
Don’t go far away, stay somewhere near.
Henry is sitting near the window, next to John.  “next” แสดงความหมาย ‘‘ข้างหน้าหรือข้างหลัง” 

“of”
This box is made of wood.
My shoes are made of leather.
His house was built of brick.
He said he was going to make a singer of me, but I thought he was trying to make a fool of me as I knew I could never make a success of music.
We can’t get everything we want from life; we must just make the best of it.
Go and get me a pack of cigarettes.
That is a very good field of potatoes.
Get me a piece of wood, a pound of nails and a pot of paint.
I’ll give you half of what I earn, but I don’t get a lot of money.
I wish I could give you the whole of it.
Elizabeth is fond of going to dances.
Three of them attacked me.
The children of the poor were cared for.
The writing of that book took him ten years.
The doctor cured him of his illness.
The ship was wrecked within a mile of the coast.
That is a real work of art.
He gave me a piece of good advice.
Parliament consists of the House of Commons and the House of Lords.
It was a story of adventure and romance.
What is the advantage of doing this?
What is the cause of your bad temper?
He has travelled over the whole of England.
The city of Edinburgh has seen some strange scenes in its history and so has the Tower of London.
What did Mr. Brown die of?
Have you heard anything of Smith lately?
We often speak of him and think of him.
What do you think of this sonata of Beethoven’s?
You are sure of a good welcome at my house; we are fond of visitors.
I sat at the back of the room; the important people sat at the front of the room.
His name was at the top of the honour list; mine was at the bottom of it.
That was because I played instead of working.
In spite of his ill-health Johnson did very well.
It is very good of you to take so much trouble.
He is a friend of mine/ours/yours/John’s

“off”
Water was streaming off the roof.
Keep off the grass.
I can’t get this ring off my finger.
Turn off the main road here and you will come to the lake.
He took his hat and his coat off.
Is the gas on or off?
I picked up the box and the top fell off.
There is a little smell in the new cloth but it will soon wear off.
I had a headache this morning but it soon passed off.
He has a very good income. I wish I were as well off though I must say I am not so badly off as some people.
Lorenzo ran off with Shylock’s daughter and his money.
Shall we set off for our walk now?
I’ve studied music on and off (= at intervals = ชั่วครั้งชั่วคราว) for about twenty years.
That ship is two or three miles off; it won’t see us.
It’s time the children were off to bed.
I’ll come to the station to see you off. (= to see someone off = ไปส่ง)
His wealthy aunt disliked him so she cut him off with a shilling (= left him only a shilling in her will = ให้เขาเพียง 1 ชิลลิง ในพินัยกรรมของเธอ = ตัดเขาออกจากกองพินัยกรรม)
We finished off a very good dinner with coffee and cigarettes.
The judge let the prisoner off with a warning.
The gun went off unexpectedly.
That fellow is always showing off. (= he’s always thinking of the effect he is making = ขี้โม้, ขี้อวด)
I wish you would pay off this big debt.
He helped his wife off with her coat.
If you don’t pay this electricity account the company will cut your supply off.
Turn that tap off and switch the light off.
I thought I could get the agreement signed, but the whole business is definitely off now.

“on”
He put the book on the table and he sat on a chair
There were water colour on the walls of the room.
Put the stamp on your letter in the right hand corner.
He came on Tuesday.
I came on the 15th of May.
He had a new hat on his head, a new coat on his back, new gloves on his hands and a ring on his finger.
Vegetarians live on vegetables, fruit and nuts.
The war was fought on land, on sea and in the air.
Did you come here on foot ? No, I come on horseback.
The town is on the River Mersey, on the left bank.
There are shops on the both sides of the street.
We live on the north side of the city; they live on the south side.
I am planting the apple trees on the left and the pear trees on the right of the path.
What are your ideas on the subject ?
Could you give us a little speech on the subject ?
They are at Blackpool on holiday; I went on business.
The house is on fire. I think it was set on fire on purpose.
There are goods on sale in all the shop windows.
I thought I would sell my car but on second thoughts I changed my mind, and on the whole I think I was wise.
On the contrary I think you were unwise; prices may go up, but on the other hand, they are much more likely to go down.
On getting his telegrame I set off immediately for London.
What I do will depend on the help you can give me.
He shot the bird on the wing. (= ขณะที่มันกำลังบินอยู่)
On my honour, I did not do it.
Have you got your coat on and your hat on?
Did you leave the electric light on when you went out of the room ?
Is there anything good on at the cinema tonight ?
If I’ve nothing much on (= am not busy), I’ll go.
Time is getting on; it’s getting on for eleven o’ clock; we had better go home now.
My father is getting on in years /= growing old)-, he’s nearly seventy.
How are you getting on (= progressing) with your English ?
I don’t like Smith; I can’t get .on (= have friendly social relations) with him at all. No, he and I never go on together.
Come on; let’s go on (= continue) with these prepositions: if you keep on trying, you’ll master them.
Lookers-on see most of the game.
The train came on at about five o’ clock in the afternoon.
Help me on with my coat.
Switch the light on, please, and then turn the hot water on for my bath.
I’ll see you later on; I’m too busy now.
You are further on with the work than I had expected.
You carry on (= continue) with the work while I have a rest.
I had lunch on the train.

ข้อสังเกต
“on” ใช้กับวันต่างๆ (Days) หรือ
“on” ใช้กับวันที่ (Dates) พร้อมกับเดือน (Months) หรือ “on” ใช้กับส่วนเฉพาะของวัน (specified parts of days)
เช่น
on May 1st; on Wednesday; on Christmas Day; on Saturday afternoon (ลองเปรียบเทียบกับ “in” และ “at”)

“over”
The dog jumped over the table.
Someone left a box in the garden and I fell over it in the dark.
The aeroplane flow over the hourse.
Give me a blue sky over my head and a green road under my feet and I am happy.
An over coat is a garment that we wear over our other clothes.
More people have laughed over and cried over the books of Dickens than of perhaps any other writer.
English is being spoken all over the world.
You don’t need to pay back the money you borrowed, all at once; the repayment can be spread over a number of years.
Will you look over this exercise (หรือ look this exercise over) that I have done, and see if it is correct ?
I am sorry I over looked your letter.
There are over thirty people in this room.
I don’t want to make a decision at once; I will talk it over with my wife.
You came too late; the football match is all over. (= finished)
I tried to waken the man but he just turned over and went off to sleep again.
He said that he felt so strong he could push a house over.
I know a visit to the dentish is unpleasent; but come along, let’s get it over.
If you will come to our factory I shall be very glad to show you over it.
His work was done so badly that I told him to do it over again.
I have told you over and over again not to make that mistake.
I gave the children two apples each and I had three left over.
You will get $50 a year over and above your usual salary.
He is just getting over his severe illness.

ข้อสังเกต “over” จะใช้กับสำกิริยาบางคำโดยวางไว้ข้างหน้าคำกิริยานั้นในฐานะคำขยายและเขียนติดเป็นคำเดียวกัน เช่น overlook, overturn, overflow, overeat, overload, overpower, overtake, etc.

“Past”
He walked past the door.
The door was open when I walked past.
It is past three o’clock; it is nearly a quarter past.
The situation is past (= beyond) hope/cure/control/belief.

“round”
Drake sailed round the world in 1577-80.
The earth moves round the sun.
Would you like to walk round my garden ?
Come into my garden and walk round.

“Since”
He has lived in England since 1949
He came to England in 1949 and has been here ever since.
They had waited since four o’clock.
Things have changed very much since the last time I wrote to you.
The church was destroyed by the bombing in 1940 but has since been rebuilt (หรือ has been rebuilt since)

ข้อสังเกต “since” ใช้บอก •จุดเริ่มต้นของเวลา” ลองเปรียบเทียบกับ “for” ซึ่งใช้บอก “ช่วงของเวลาซึ่งนับเป็นจำนวนแน่นอน” “since” ใช้กับช่วงเวลาทั้งหมดจากจดเริ่มต้นในอดีต จนถึงจุดเวลาในปัจจุบันหรือจุดเวลาในอดีต ดังนั้นมันมักจะใช้กับ Perfect Tense เสมอ

“through”
The ball went through the window.
The river flows through the town.
We walked through the village.
Go through น examine) these papers carefully
I saw through (= was not deceived by = ไม่ถูกหลอก), his trick.
George has got through (= passedI his examination.
He worked all through his holidays.
It was through f= owing to) Fred’s carelessness that the money was lost.
The street is thronged with people; do you think we can get through ?
The soldiers were surrounded by the enemy but managed to break through.
Your clothes are wet through with the rain.
He got that job through (= by the help of) his uncle.

ข้อสังเกต “through” ให้ความหมายในมิติที่กว้างขวางกว่า “across” เช่น
He walked across the fields and through the woods.

“to”
I am going to America on Friday.
I have already sent my luggest to the station.
Come on, children; time to go to bed and go to sleep.
Does this road go to Edinburgh ?
That coat is quite wet; hold it to the fire a few minutes.
He looks to me for help.
It is now five minutes to six.
He read the book from beginning to end.
Will you lend your book to George, please ?
Did you send that letter to him ?
I prefer this book to that one.
This one is superior to that.
You can’t compare this to that.
He’s a very wealthy man; a few hundred pounds is nothing to him.
You must set to work on that job as soon as possible.
I offered him money for the use of the bicycle, but to my surprise he refused it.
Is that tea quite to your taste or do you need more sugar ?
No more sugar, thank you; it is exactly to my liking.
I live quite close to the church; in fact next door to it.
According to you there is nothing more to be done.
Don’t talk all round the question; come to the point.
You will soon get used to his way of speaking.
Let’s drink to his success.

“towards”
A plane crossed the coast flying towards London.
I’ll pay you something towards what I owe you.
He has never shown a really friendly spirit towards George.
That is the first step towards getting the matter cleared up.
It was somewhere towards five o’clock when he came.

ข้อสังเกต “towards” แสดง “ทิศทาง’’ แต่มิได้แสดง “การไปถึงยังสถานที่หนึ่งๆ’’ ลองเปรียบเทียบประโยกต่อไปนี้
He went to London yesterday.
The aeroplane flew towards the sun.

“under”
Don’t stand under (underneath) a tree during a thunderstorm.
He doesn’t owe very much; it’s under $ 10.
It is raining heavily; come under my umbrella.
I can’t use my office at present; it is under repair.
You can’t sign that; you are under age. (=not twenty-one)
I did that under orders.
I came to Piccadilly Circus by Underground.
I have underlined all your mistakes.
Under (in) the circumstances I will not give you any extra work.
When Lord X goes abroad he travels under the name of Mr. Brown.
Here is a tree that we can shelter under.
The coat will be $ 2 or under.
In the struggle for life the weakest go under (= fail หรือ die)
I like beef underdone rather than overdone.
It was very late when I got to bed last night and I feel very much underslept  this morning.

“until, till”
He waited till (until) all the students were quiet before he began the lesson.
I shan’t see you now till Friday.

ข้อสังเกต
1. ในประโยคที่ 1 “till” และ “until” ใช้เป็น Conjunction ได้ด้วย
2. มีความแตกต่างเล็กน้อยในการใช้ “Till” และ “Until” ดังนี้
ถ้าใช้ขึ้นต้นประโยค มักจะใช้คำ “Until” มากกว่าคำ “till” แต่ในภาษาพูดมักจะใช้ “till”

“up”
He ran quickly up the ladder.
They walked up the hill to their house.
Is the lift going up or down ?
I was up at five o’clock this morning
Wake up; it’s seven o’clock and time to get up.
Hang your hat up there,
My friend was very ill; I sat up all night with him; my brother will stay up tomorrow night with him.
The soldiers blew up the bridge.
Hurry up or you will be late.
Will you break up this wood for the fire, please ?
You walk far too fast; I can’t keep up with you.
That stream never dries up even in the middle of summer.
I’ve dropped my book; will you please pick it up for me ?
There are a lot of weeds in my garden; I’m going to pull them up.
Put your hands up or I shoot !
Cover up the food or the dust will get on it.
You go on; I’ll soon catch you up.
Cut up the meat for little Margaret; she can’t use a knife and fork very well yet.
If you can’t do the puzzle at first don’t give it up; you will do it in time if you try.
You have worked very well so far; keep it up.
You could see there was someone at home, the house was all lit up.
You ought to lock up these jewels in a strong room.
Some girls take longer to make up her minds than to make up their face.
I can’t buy that car just yet but I’m saving up for it.
He was very angry and tore up the letter.
Tie up the dog; he might attack Smith’s cat.
After dinner Susan washes up (the dishes)
John has made up a little song.
Who has used up all my toothpaste ?
Henry’s parents died when he was young and his aunt brought him up. (= to take care of someone)
Ring me up some time tomorrow. (= to telephone)
You have got the story all mixed up.
He turned the box upside down.
It’s up to you (ภาษาพูดใช้ “It is your duty”) to do your best.
What are you up to ? (ภาษาพูดใช้ “What are you doing ?” ปกติมักจะใช้พร้อมกับคำแนะนำเมื่อมีอะไรบางอย่างผิดปกติ)
I know you are up to no good.
What’s up ? (ภาษาพูดหรือสะแลงใช้ “What’s the matter?”)
Time’s up t- you have no more time now.)

“with”
Can you come and stay with me for a time, and bring your wife with you.
Have you all brought the books with you?
Leave your coats and hats with the attendant.
He has been with that firm for a long time now.
Compare this cheese with that and you will see the difference.
The box of eggs was marked “With Care”.
It’s with great pleasure that I give you the prize.
Orders for the new car came in with a rush.
He went away with a smile and a song.
The tide came in with great speed.
With all his faults he was a kind-hearted fellow.
I hope he hasn’t met with an accident.
A man with plenty of money has plenty of friends.
He walked along with his hat on the back of his head.
Sleep with your window open but with your mouth shut.
I’ve brought my brother along with me to help.
With regard to that business we spoke about, if you going on with it I can perhaps help you.
I see with my eyes, hear with my ears and smell with my nose.
Her eyes were filled with tears and she was trembling with cold.
I am not at all satisfied with your work.
The cushion is filled with feathers.
Do you think this red tie goes with my blue suit?
You are always finding fault with everything I do.
I don’t agree with you at all about that.
Romeo was deeply in love with Juliet.
He has quarrelled with George.
I don’t know why he fell out (= quarreled) with him but I hope he will soon make friends with him again.
I have no patience with you; you are so stupid.
He went so fast I couldn’t keep up with him. (= to catch)
How is he getting on with the book that he is writing?
What’s the matter with you? You don’t look very well.
It’s nothing to do with you what I say.
I don’t get on very well with George; you see, I have nothing in common with him.
If you have any cabbage plants to spare I could do with (=could use) about fifty.
I’m just using this spade, but you can have it when I’ve done with it. (= have used it.)
I’m not arguing with you, I’m telling you.
He is content with very little.
In 1066 the English fought a great battle with the Normans.
In 1805 England was at was with France.

“Within”
you must try to live within your income.
He lives within five miles of London.
Shout if you want me; I shall be within hearing.
The house was painted green without and within.
I shall be back again within a year.

“Without”
He always goes about without a hat on.
That was done without my hope, without my knowledge and without my consent.
I will do this job for you without fail (= for certain) by tomorrow.
You have been warned times without number about the danger and still you don’t take any notice.
He is, without exception, the best pupil I have ever had.
I can say that without fear of contradiction.
You haven’t time to pack all those clothes ; you will have to go without them.
Can you get into the room without breaking the lock?
“You can’t have omelettes without breaking eggs.” (สุภาษิต)
I’ve gone without food for two days now.
I’ve gone without eating for two days now.
If we can’t afford a new car, we shall have to do without it.
But a car is something I can’t do without.
Of course I know you will work hard; that goes without saying.
They left the party without so much as saying goodbye.

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์, อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

คำกิริยาวิเศษณ์ (Adverbs) ภาษาอังกฤษ

ได้ศึกษาส่วนสำคัญของประโยคไปเรียบร้อยแล้ว คือ ส่วนกิริยา (Verbs) ในทุกๆ ลักษณะ ต่อไปนี้จะได้ศึกษาสิ่งที่จะทำให้กิริยานั้นมีความชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นคือ ”กิริยาวิเศษณ์” (Adverbs)

“คำกิริยาวิเศษณ์ (Adverbs) มีลักษณะเหมือน “คำคุณศัพท์” (Adjectives) อยู่ลักษณะหนึ่งคือ ต่างเป็นคำขยาย (Modifiers) ด้วยกันทั้งคู่ แต่ “คำคุณศัพท์” เป็นคำที่ทำหน้าที่ขยายเฉพาะคำนามเท่านั้น “คำกิริยาวิเศษณ์” ทำหน้าที่ขยายคำกิริยา คำคุณศัพท์ และคำกิริยาวิเศษณ์ตัวอื่นๆ เช่น
He ran quickly. (ขยายกิริยา “ran”)
Come here (ขยายกิริยา “come”)
I went to the dentist yesterday. (ขยายกิริยา “went”)
It is very hot today. (ขยายคำคุณศัพท์ “hot”)
Are you quite comfortable? (ขยายคำคุณศัพท์ “Comfortable”)
His work isn’t good enough for a scholarship (ขยายคำคุณศัพท์ “good”)
He plays extremely well. (ขยายคำกิริยาวิเศษณ์ “well”)
She drives too fast. (ขยายคำกิริยาวิเศษณ์ “fast”)

แต่มีคำกิริยาวิเศษณ์บางคำขยายทั้งประโยคได้ เช่น
Fortunately, I remembered in time who he was.
Indeed, I won’t do it.

รูปของกิริยาวิเศษณ์บางคำเป็นคำเดียว (Single Word) เช่น
yet, down, then, too etc.

บางคำประกอบมาจากคำคุณศัพท์โดยการเติม “-ly” เช่น
quickly, clearly, splendidly etc.

บางคำประกอบด้วยคำ 2 คำ ซึ่งเดิมคำ 2 คำนี้ต่างมีหน้าที่คนละอย่าง และเมื่อนำมาประกอบกันแล้วเกิดเป็นความหมายใหม่ขึ้น ซึ่งต่างไปจากความหมายเดิมของแต่ละคำ เช่น
anywhere        มาจาก     any + where
sometimes      มาจาก     some + times
however           มาจาก    how + ever

แต่มีคำกิริยาวิเศษณ์บางคำประกอบด้วย 2 คำ เช่นกัน และเขียนแยกจากกัน แต่ยังคงความหมายเดิมของแต่ละคำไว้ เช่น
next week, this morning, in front, at the side, with pleasure, at first, the day after tomorrow, on the outskirts of the city, not in the least, as a matter of fact ซึ่งคำเหล่านี้ถูกเรียกว่า กิริยาวิเศษณ์รูปวลี (Adverb phrases)

Adverbs ภาษาอังกฤษ

การแบ่งชนิดของกิริยาวิเศษณ์ตามความหมายของมัน
( The Classification of Adverbs according to meaning)
การแบ่งด้วยระบบนี้เราจะยึดความหมายของมันที่สามารถตอบคำถาม “when, where, how” ได้เป็นหลัก (คงจำได้ว่า Question Words “when, where, how” เป็น Adverbs) จึงจำแนกเป็นกลุ่มได้ดังนี้

1. Adverbs ที่แสดงความหมายถึง ”ลักษณะอาการกระทำ” (ตอบคำถาม “how”) เช่น
The little -boy behaved badly.
The bird sang sweetly.
Every soldier fought bravely and well.

Adverbs ที่แสดงความหมายเช่นนี้ เรียกว่า  Adverbs of Manner. Adverbs of Manner ที่ใช้กันบ่อยๆ คือ actively, anyhow,
boldly, calmly, carefully, distinctly, easily, equally, fast, gladly, how, intentionally, late, promptly, quickly, quietly, simply, sin-cerely, still, suddenly, together, willingly, wisely, wrongly, etc.

หมายเหตุ จะสังเกตว่า Adverbs of Manner มักจะสร้างมาจากคำคุณศัพท์ (Adjective) แล้วเติมด้วย “-ly”

2. Adverbs ที่แสดงความหมายถึง “เวลาของการกระทำ”(ตอบคำถาม “when”)  เรียกว่า Adverbs of Time เช่น
The boy said, “I will do the work tomorrow.”
The teacher said, “You will do it now.”
Call me early; I want to see the sunrise.
What’s going to happen next.

Adverbs of time ที่ใช้บ่อยๆ คือ after (wards), already, before, immediately, late (ly), once, presently, shortly, soon, still, today (tomorrow, tonight) when, yesterday, yet

เกี่ยวกับ Adverbs of Time นี้ควรศึกษา Adverbs อีกชนิดหนึ่งควบคู่ไปด้วย คือ Adverbs of Frequency (กิริยาวิเศษณ์บอกความบ่อยครั้ง) ซึ่งมีความหมายเกี่ยวข้องกับเวลาเช่นกัน และเป็น Adverbs ที่ตอบคำถาม “How often” ทั้งยังมีตำแหน่งของคำที่แตกต่างไปจาก Adverbs of Time เช่น
He always does his work well.
She has never done that before.
I have not been to Paris very often.
You will seldom, in fact hardly ever, hear that said.
He is sometimes right.
Adverbs of Frequency อื่นๆ อีก continually, frequently, generally, occasionally, rarely, regularly, scarcely, hardly, ever. และขอให้สังเกตว่า “ever” นั้นมักจะใช้ประกอบด้วยคำ Adverbs เชิงปฏิเสธ เช่น “hardly, scarcely, หรือ not” เช่น
We hardly ever see you now; you are scarcely ever at home.
Don’t ever say that again.

“ever” มักไม่ค่อยใช้ตามลำพัง นอกจากใช้ในประโยคคำถาม หรือประโยคเงื่อนไข เช่น
Do you ever see George now that he has left London?
If you ever see George, give him my kind regards.

3. Adverbs ที่แสดงความหมาย “สถานที่ที่กระทำอาการ” ซึ่งเรียกว่า Adverbs of Race เช่น
I shall stand here.
The child opened the door of the cage and the bird flew out.
I’ve looked everywhere for my new pen.

ความหมายของ Adverbs of Place มักจะครอบคลุมถึง “ความเคลื่อนไหวไปยังจุดหนึ่ง” หรือ “เคลื่อนจากจุดๆ หนึ่ง” หรือ
“การแบ่งแยกจากกัน” เช่น
Come nearer.
They walked slowly past/by.
The sailors went ashore.
He paced to and fro all night.
She draw the curtains apart.
Adverbs of Place ที่ใช้กันบ่อย คือ above, abroad, across, along, around, away, back, below, down, downstairs, in, nowhere, on, somewhere, there, through, together, under, up, upstairs, where.

4. มี Adverbs บางคำที่แสดงความหมาย “ขีดระดับของการกระทำ” ซึ่งเรียกว่า Adverbs of Degree เช่น
This coffee is very bad.
It has been a long journey but we are nearly there now.
Are you quite sure we are on the right road?
That’s all right.
He spoke French too quickly for me to follow him.

ในภาษาพูดมักจะใช้คำเหล่านี้เป็น Adverbs of Degree เช่น
I’m awfully/terribly/frightfully sorry I’m late.

ข้อสังเกต Adverbs of Degree นั้นมักไม่ใช้ขยายคำกิริยา แต่จะนำไปใช้ขยายคำคุณศัพท์ หรือคำกิริยาวิเศษณ์คำอื่น เช่น very good, quite sure, too quickly, nearly there, all right

หมายเหตุ อาจมีบางคำขยายกิริยาได้ เช่น
The shock nearly killed him.    I quite like his picture.

Adverbs of Degree ที่ใช้บ่อยๆ คือ absolutely, completely, deeply (= I’m deeply sorry), distinctly (= this work is dis¬tinctly better.), enormously, entirely, greatly, equally, exactly (= exactly right), extremely, just (= just right), much, partly, perfectly (= perfectly correct), practically, rather, scarcely, slightly, thoroughly, utterly

5. มี Adverbs อยู่ 4 คำที่ใช้สร้างประโยคคำถามได้จึงเรียกว่า Adverbs of Interrogation เช่น
When are you going away?    Why did you say that?
Where are you sending him?    How did you come here?

6. คำ “Yes, certainly, surely, of course, etc” เป็น Adverbs of Affirmation
คำ “parhaps, may be etc” เป็น Adverbs of Probability
คำ “no, not และ never” เป็น Adverbs of Negation

หมายเหตุ
1. “no” อาจใช้เป็น Adjective ได้ด้วย
2. คำ Adverbs ทั้งหลายที่กล่าวในข้อ 6 มักจะใช้เป็นคำแทนประโยคได้โดยเฉพาะในภาษาพูด เช่น
“Do you know Mr. Smith?”    “Yes” (= Yes, I know him)
“Is George there?”  “No” (= No, he isn’t here)
“Will you help me?”  “Certainly” (= Yes, I will help you)
“Do you agree?”   “Oh, quite” (= Oh you, I agree)
“Will you do what he wants?”   “Never!” (= I shall never do what he wants)

3. คำ “Yes” และ “No” อาจใช้แสดงความหมายทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผู้พูด แต่ “Yes” สามารถตามด้วยประโยค บอกเล่าเท่านั้น และ “No” ตามด้วยประโยคปฏิเสธเท่านั้น

คำ Adverbs of Affirmation อื่นๆ ที่มักนำมาใช้ ใช้แทนประโยคได้ คือ absolutely, certainly, decidedly, evidently, indeed, entirely, naturally, obviously, precisely, surely, willingly และกิริยาวิเศษณ์รูปวลี เช่น of course, very well

7. Adverbs ที่แสดงความหมาย “บอกปริมาณ หรือ จำนวน” เรียกว่า Adverbs of quantity หรือ Adverbs of Amount and Number เช่น
Henry works very little; not nearly as much as George.
William has won the prize twice; no one else has won it more than once.

8. คำ Adverbs “when, where, why, how” อาจนำไปใช้เป็นคำนำ Clause (ตัวเชื่อมของ Clause) จะเรียกว่า Relative Adverbs เช่น
I remember the day when (= on which) you told me you were going to America.
That is the room where ( = in which) the Rembrandt picture is hung.
I don’t know the reason why (= for which) she did it.
Can you tell me the wav how (= by which) it was made.

การสร้างคำ Adverbs
1. Adverbs of Manner มักสร้างจากคำคุณศัพท์โดยการเติมท้ายด้วย “-ly” เช่น

Adjective Adverb
She is a quick worker. She works quickly.
He is a careful driver. He drives carefully.
They are noisy children. They play noisily.
She gave a merry laugh. She laughed merrily.
He gave a full explanation. He explained the whole thing fully.

หมายเหตุ
1. คำคุณศัพท์ที่ลงท้ายด้วย “-y” ให้เปลี่ยน “y” เป็น “!” เสียก่อน จึงเติม-ly

2. คำคุณศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -II ให้เติม “y” ได้เลย

อนึ่ง Adverbs นั้นจะไม่สร้างมาจาก Adjective ที่ลงท้ายด้วย “-ly” เช่น manly, silly, fatherly, lively, brotherly etc.

ฉะนั้น แทนที่จะใช้ขยายด้วยรูป Adverb ปกติ จะต้องใช้รูป Adjective phrase แทน เช่น
He does it in a silly way.
He acted in a fatherly manner.

2. Adverb บางคำใช้รูปแบบเดียวกันกับรูป Adjective เช่น

Adjective Adverb
He has gone to the Far East. We didn’t walk very far.
It is a straight road. It runs straight for miles.
He spoke in a low voice. He speaks low but clearly

หมายเหตุ
คำ “lowly” ใช้เป็น Adj. เท่านั้น แปลว่า “humble”
“The early bird catches the worm.”           She gets up very early.
Take a clean sheet of paper.                          The prisoner got clean away (=completely)
I saw a dead bird in the garden.                   The man was dead drunk.
Have you enough time to do the work?    He didn’t try hard enough.
He went on a long journey.                             I shan’t be long.

Adverb บางคำมี 2 รูป คือ ใช้รูปเดียวกันกับ Adjective และบางครั้งเป็นรูปลงท้ายด้วย “-ly” ซึ่งบางครั้งทำให้มีความหมายแตกต่างกันในระหว่าง 2 คำนั้น

Adjective Adverbs
There is a bright moon tonight. The moon shines bright. (หรือ brightly.)
The goods were very cheap. I bought them cheap, (หรือ cheaply)
I went by a direct route. The goods will be sent direct to you and not to our age

หมายเหตุ
I will return directly คำ “directly”
แปลว่า “ทันที” (= at once)

That is a very high building.    The birds are flying high.
หมายเหตุ

He was highly praised for his work.
“highly” = much (อย่างมากมาย)

Jarnes was late for his lesson.        He came late.

หมายเหตุ I have not heard from him lately.
“lately” = “for some time” (ชั่วเวลาหนึ่ง)

She is a very pretty girl.        The little girl danced very prettily.

หมายเหตุ That is a pretty good picture.

คำ “pretty” ในฐานะ Adverb กรณีนี้ = “fairly” (= ค่อนข้างจะ)

He is not a very near relation.    The time is drawing near for my visit to France.

หมายเหตุ I nearly missed my train.
คำ “nearly” ในฐานะ Adverbs กรณีนี้ = “almost” เกือบจะ)

There is a short way home, through the woods.    The car stopped short only a few inches from where I stood.

หมายเหตุ  He will come shortly.
“shortly” = Adv. แปลว่า “in a short time” (= เร็วๆ นี้)

I didn’t want to waken him; he was in a sound sleep.    He was sleeping sound (หรือ soundly)

หมายเหตุ In the football match Oxford were soundly beaten by Cambridge.
“Soundly” = “decisively” (= อย่างเด็ดขาด)

It was a fair fight.    You must play fair (liltle fairly)

หมายเหตุ He did fairly well in his examination.

“fairly” . “rather” (=ค่อนข้างจะ) ซึ่ง “fairly” จะใช้ในความหมายที่ดีดังเช่นตัวอย่าง แต่ “rather” มักจะใช้ในความหมายที่ไม่ดี เช่น
It is rather hot today.
It was a clear sunny day.    You must clearly understand that this is your last chance

หมายเหตุ Stand clear of the doors of the train.
“Clear” ในที่นี้แปลว่า ••ห่างจากส่วนของประตู”
It was a close afternoon.    Keep close to me. (“close” = ใกล้เข้ามา = nearer)
(“close” ไม่ค่อยมีอากาศ)      The statement ran to twenty closely – written        pages.
(“closely” = ติดต่อกันไป = continually)

He is a firm friend of the family.    If we stand firm, I firmly believe we shall succeed.
(“firm” = มั่นคง = steady)                 “firmly” = แน่นอน = certainly, surely

I want a sharp pencil, (sharp” =แหลม)    Turn sharp right at the cross roads.
The teacher spoke sharply to the boy.
(“sharp” = มุมหัก  “sharply” = อย่างเฉียบขาด)

He is a slow driver.                                          Go slow.
The hours pass slowly when you can’t sleep.

He was wearing very tight shoes.    Hold tight; the plane is going to dive.
The passengers were tightly packed in the train.
This is a good, wide road.                   The sleepwalker’s eyes were wide open but he didn’t seem to be seeing anything.
The two people differed widely in their outlook.

I think we are on the wrong road.    It was at the cross-roads that we went wrong.
He was wrongly accused of the crime.
Are we on the right road?                    Turn right at the next cross-roads.
(“right” = ถูกต้อง)                                    He was rightly blamed for the accident.
(“right” = ขวามือ “rightly”= อย่างถูกต้อง)

ขอให้สังเกตุไว้ว่า กลุ่มกิริยาแห่งการสัมผัสรับรู้ (Verbs of Perception) ทุกคำจะตามด้วย Adjectives เท่านั้น เพราะเป็นกิริยาเทียบเท่า Verb to Be กลุ่มหนึ่ง จึงห้ามตามด้วย Adverbs เด็ดขาด เช่น
The milk tastes sour.
The rose smells sweet.
The fur feels soft.

ประโยคข้างบน สามารถเขียนใหม่โดยใช้ Verb to Be แทน Verbs of Perception ได้โดยไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลง เช่น
The milk is sour.
The rose is sweet to smell.
The fur is soft to the touch.

มี Adverbs บางคำสร้างมาจาก Nouns โดยการเติมส่วนหน้าคำ (Prefix) หรือช่วยท้ายคำ (Suffix) เพิ่มที่ Nouns นั้น เช่น

1. โดยการเติม Suffix “-ly” เช่น He comes here daily/weekly/monthly/hourly etc.

หมายเหตุ คำเหล่านี้อาจใช้เป็นคำ Adjective ด้วย
The shed was lifted bodily and carried to another part of the garden.

หมายเหตุ “bodily” = in one piece (= เป็นชิ้นเดียว)

2. โดยการเติม Suffix “-ways, -wards, -wise” เช่น
The path was so narrow we had to walk sideways.
He went backwards/forwards/homewards.
He sat with his legs crosswise.

3. โดยการเติม prefix “a-” เช่น ashore, aloft, abroad

การแบ่งชนิดของ Adverbs ตามตำแหน่งที่อยู่ของมัน
(The Classification of Adverbs according to Position)
Adverbs มีที่อยู่ในประโยค 3 ตำแหน่ง ดังนี้
1. อยู่หน้าประโยค (Front-Position)
2. อยู่หน้ากิริยาในประโยค (Mid-Position)
3. อยู่ท้ายประโยค (End-Position)

Adverbs ที่ใช้อยู่หน้าประโยค
(Front-position Adverbs)
1. Adverbs ต่อไปนี้ใช้อยู่หน้าประโยคเท่านั้น
(1.1) Interrogative Adverbs ได้แก่ When, Where, Why, How
When shall I see you again?        Why did you say that?
Where are you going?                    How did you make it?

(1.2) Adverbs of Affirmation และ Adverbs of Negation เช่น
Yes, I know him quite well.          No, that is not correct.

2. Adverbs ที่ใช้ขยายประโยคทั้งประโยคมักจะวางไว้หน้าประโยคแต่ไม่เสมอไปนัก เช่น
Still, in spite of what you say, I don’t think it is true.
Altogether, I don’t think we have done too badly to get $400 for our old car.

จงสังเกตการใช้ Adverbs ในตาราง A และ B ต่อไปนี้ จะเห็นว่า Adverbs ในตาราง A นั้นขยายกิริยาหรือคุณศัพท์ในลักษณะปกติของมัน แต่ Adverbs ในตาราง B จะขยายทั้งประโยค ดังนั้น ความหมายของ Adverbs ในตาราง A และ B จึงแตกต่างกัน

A B
I can’t give you the answer now. Now, this is what happened.
I don’t think he would be so silly. So, you don’t believe what I told you?
He asked for the money so I paid him there and then. There, do you believe me now?
The cat walked quite surely along the narrow wall.           You surely (หรือ Surely, you) won’t pay that price.
She spoke simply and naturally. I couldn’t, naturally (หรือ Naturally, / couldn’t) agree to aproposal like that.
He is fortunately married. He is, fortunately (หรือ Fortunately, he is), marrie

3. ในประโยคอุทาน (Exclamatory Sentences) Adverbs มักจะถูกวางไว้หน้าประโยค เช่น
Away they went!     Here he comes!     There goes Helen!
How well he speaks English!     How quickly time has gone!

จงสังเกตว่าในประโยคอุทานที่ใช้ “how” Adverbs คำอื่นจะต้องติดตามมาอยู่หน้าประโยคเช่นกัน

4. Adverbs บางคำอาจใช้อยู่หน้าประโยคได้ ทั้งๆ ที่ที่อยู่ปกติของมันมิใช่อยู่ตำแหน่งนี้เลย เช่น
Sometimes he sits and thinks, and sometimes he just sits.
Yesterday I went to football match; today I am playing Tennis; tonight I am going to the theatre and tomorrow
I am going swimming.

ประโยคข้างต้นสามารถเขียนตามปกติของมันได้ดังนี้
I went to football match yesterday; I am playing tennis today; I am going to the theatre tonight and I am going swimming tomorrow.

มี Adverbs จำนวนหนึ่งซึ่งมักจะใช้วางไว้หน้าประโยคได้ คือ afterwards, then, there, therefore, anyhow, now, so, soon, once, only, (un) fortunately, luckily, evidently, personally, possibly, suddenly, consequently, usually, naturally, certainly, really, perhaps, surely, indeed, next, occasionally, accordingly, however, first (secondly, thirdly, etc.) originally, yet, eventually
และเป็นกลุ่มวลี (Adverbial Phrases) ก็มี เช่น by and by, up to now, before then, until then, just then, just now, by now, every day, of course, how far/long/much/often, at first/last/present/least, in future, later on, all at once, some day, sooner or later, etc.

การย้ายกิริยาไว้หน้าประธานเมื่อ Adverbs อยู่หน้าประโยค
คงจำได้ว่ามีการกล่าวถึงโครงสร้างพื้นฐานแบบหนึ่งไว้คือโครงสร้างที่ Vซึ่งมีรูป Adv. + V. + S. และได้กล่าวว่าใช้ในภาษาเขียนเท่านั้นและมีความหมายเน้น (Emphasis) กว่ารูปประโยคปกติ ซึ่งจะใช้ในกรณีต่อไปนี้
1. เมื่อ Adverbs หรือ Adverbial Phrases ซึ่งปกติมิได้ใช้อยู่หน้าประโยคเลย อาจนำมาใช้วางหน้าประโยค เพื่อแสดงความหมายเน้น (Emphasis) เช่น
Often have I heard it said that he is not to be trusted.
Twice within my lifetime have world wars taken place.
Many a time as a boy have I climed that hill.
Near the church was on old ruined cottage.
By his side sat his faithful dog.
Here is the book that you wanted.
Such was the tale he told me.

2. เมื่อ Adverbs of Negation หรือ Adverbs of Negation เทียบเท่าอยู่หน้าประโยค เช่น
In no circumstances would I agree to such a proposal.
Not until all attempts at negotiation had failed did the men decide to go on strike.
Nowhere else will you find so many happy, contented people.
Not only has he a first-class brain but he is also a tremendously hard worker.
No sooner had they been granted one increase of pay than they asked for another.
Seldom is it wise to disregard the advice that he gives.
Never have I seen her before.

3. เมื่อ “only” วางไว้หน้าประโยค และไม่ได้ขยายเฉพาะประธานของประโยคเท่านั้น เช่น
Only when all attempts at negotiation had failed, did the men decide to go on strike.
Only with the full agreement of everyone can we hope to succeed.
Only in north-west Scotland have I seen such scenery as that.

4. เมื่อ “there” ใช้ในกรณีไม่เน้น (unstressed) และวางอยู่หน้าประโยค (= เมื่อ There + Be = มี) เช่น
There is no doubt that the man is guilty.
There’s a letter for you on your desk.
There was a frost last night, wasn’t there?
There are many people still with too low a standard of living.

5. เมื่อ “there” และ “here” ใช้ในลักษณะเน้น (Stressed) ในประโยคอุทานของประโยค เช่น
I heard a knock at the door and there was George.
Here comes George!

Adverbs ใช้อยู่หน้ากิริยาในประโยค
(Mid-Position Adverbs)
Adverbs ที่ใช้หน้ากิริยาในประโยคกลุ่มสำคัญ คือ Adverbs of Frequency เช่น almost, nearly, quite, hardly, just, often, frequently, occasionally, rarely, scarcely, never, generally, continually ที่อยู่ของมันจะอยู่หน้ากิริยาในประโยคเสมอ เช่น
I always sleep with my window open.     I almost forgot to tell you this.
He never forgets his wife’s birthday.      I hardly know how to thank you.
We often wish that you lived near us.    He just picked up his hat and walked away.

แต่ถ้าในประโยคนั้นมีกิริยาช่วย (Helping Verbs หรือ Auxiliary Verbs) อยู่ Adverbs of Frequency จะต้องวางไว้หลังกิริยาช่วยนั้นๆ เช่น
Henry’s work is always carefully done.
Richard was never a very good footballer.
You should never make that mistake again.
They are just leaving the house.
The baby can nearly walk.

อย่างไรก็ดี ถ้ากิริยาช่วยนั้นถูกใช้ในลักษณะเน้น Adverbs of Frequency ต้องวางไว้หน้ากิริยาช่วย เช่น
“Henry’s work seems carefully done”   “It always is carefully done.”
“Richard isn’t a very good footballer now.”
“He never was a good footballer.”

ประโยคดังกล่าวนี้ ในภาษาพูดมักจะเป็นคำตอบสั้นๆ (Short Answer) เช่น
“Henry’s work seems carefully done”
“It always is.”
“Richard isn’t a good footballer.”
“He never was.”
“Can you get a good lunch on the train?”
“You sometimes can.”

ตัวอย่างของการใช้ Mid-Position Adverbs คำอื่นๆ เช่น
I accidentally upset the water jug.
He actually told me it wasn’t my business.
They anxiously awaited the result.
The soldiers bravely attacked the strong position.
He definitely refused to do the job.
I deeply regret having spoken.
I distinctly heard him say that.
(ความหมายจะต่างจาก I heard distinctly what he said)
When the order was given they immediately sprang to his feet.
I almost made that same mistake again.
He just opened the door and walked in.
He then told me what he wanted.
They indeed surprised me very much.
He last wrote to me a year ago.
I now come to a very important matter.
Having bought this land, he next proceeded to plant it with apple trees.
They perhaps disliked what you said.
I rather hoped that you would come to live near us.
I really think that you are expecting too much.
You once said that you had played football for England.
He already knows what I think about him.
I nearly missed my train this morning.
He quite realizes that you can’t help everyone.

Adverbs ทุกคำในประโยคข้างต้น ต้องวางไว้หลังกิริยาช่วย ถ้าประโยคนั้นประกอบด้วยกิริยาช่วยในการสร้างประโยค เช่น
I have accidentally upset the water jug.
They are anxiously awaiting the result.
He will definitely refuse the job.
I had almost made the same mistake again.
I shall now come to an important matter.
He has already heard what I think about him.
He will quite realize that you can’t help everyone.

Adverbs ที่อยู่ท้ายประโยค
(End-Position Adverbs)
1. การใช้ Adverbs ในลักษณะอยู่ท้ายประโยคนั้น เป็นเรื่องปกติที่สุดของการใช้ Adverbs ทีเดียว เพราะ Adverbs ส่วนใหญ่จะมีที่อยู่ที่ท้ายประโยค และในกรณีที่มี Adverbs อยู่ท้ายประโยคหลายคำ มักจะวางเป็นระเบียบ ดังนี้
Adv. of Manner – Adv. of Place-Adv. of time เช่น
Harry worked well here yesterday.

โครงสร้างพื้นฐานของประโยค คือ S + V + (O) or (C) + Adv. นั่นหมายความว่าจะไม่วาง Adverbs ลงระหว่างกิริยา (Verbs) กับกรรม (Objects) หรือส่วนสมบูรณ์ (Complement) เช่น ประโยคเดิม คือ Mary sang that song.
และเราต้องการใส่คำ “beautifully” ลงไปขยายประโยคนี้ เราต้องวางคำ ดังนี้
Mary sang that song beautifully. ห้ามวางคำดังนี้
Mary sang beautifully that song.

ฉะนั้น Adverbs จะต้องวางไว้หลังกรรมหรือส่วนสมบูรณ์เสมอ เช่น
Henry does his work well; Richard generally does his work badly.
George works hard.
Robert drives fast; William drives slowly.
Peggy splayed the accompaniment to Mary’s Song Perfectly.
They flew to Paris yesterday; they hope to visit Lucille tomorrow.
I like learning English very much.
Have you been learning English long?

หมายเหตุ ถ้าใช้รูป Passive Voice อาจวาง Adverbs ไว้หลังกิริยาช่วยได้ เช่น Peggy’s accompaniment was perfectly played.

2.  Adverbs of Negation เช่น “not, hardly, scarcely, never” และ Adverbs of Degree เช่น very, too, quite, just, almost etc. จะไม่วางไว้ท้ายประโยคเลย มีอยู่โอกาสเดียวเท่านั้นที่ Adverbs ดังกล่าวจะอยู่ท้ายประโยคได้ในกรณีที่ใช้ในลักษณะสำนวน (Idioms) เช่น
Turn off the gas: Help me to lift up the table. ซึ่งสามารถใช้ได้อีกแบบหนึ่ง ดังนี้ Turn the gas off. Help me to lift I the table up.

ขอให้สังเกตว่าถ้ากรรม (Objects) เป็นคำสรรพนาม (Pronoun) ต้องวาง Adverbs ไว้ท้ายประโยคเสมอ เช่น
Turn it off. ไม่ใช่ Turn off it.
Lift it up. ไม่ใช่ Lift up it.

3. ถ้าประโยคไม่มีกรรมตรง (Direct Objects) Adverbs จะต้องวางไว้หลังคำกิริยา (Verbs) เช่น
Mr. Owen died yesterday at the age of 85.
The boys have gone there to play tennis.

4. ถ้ากรรม (Object) เป็นรูป Clause คำ Adverbs จะต้องวางไว้หน้า Clause เพื่อหลีกเลี่ยงความคลุมเครือทางความหมาย (Ambi¬guity) เช่น He told me yesterday what George said.
ซึ่งจะมีความหมายต่างจาก
He told me what George said yesterday.

เราจะสังเกตว่า Adverbs ที่ระบุเวลาแน่นอน เช่นYesterday, Today, Tomorrow และ Adverbial Phrases เช่น on Wednesday, next Christmas, in a few minutes, etc. มักจะวางไว้ท้ายประโยค แต่ถ้าต้องการเน้นเวลาของการกระทำ Adverbs เหล่านี้จะวางไว้หน้าประโยค เช่น
-Today I have worked indoors, but tomorrow
I shall have a day in the garden.
-Very soon we shall get the result of your examination.
Every now and then a little boat come into the harbour.

6. ถ้ามี Adverbs of time มากกว่า 2 คำขึ้นไปในประโยคจะต้องวาง Adverbs ที่มีความหมายละเอียดชัดเจนมากกว่าก่อนแล้วจึงวาง Adverbs ที่มีความหมายกว้างๆ ต่อไป เช่น
The next meeting will be on Thursday, March 26th, 1960.

7. Adverbs of Degree หรือ Adverbs of Manner มักจะวางไว้หน้าคำ Adjectives หน้าคำ Participles และคำ Adverbs อื่นๆ เช่น
He was extremely clever.
You can’t be too careful.
He played very well.
The glass was badly broken.
The dangerously wounded soldier was immediately hurried to hospital.
She is a really well-educated girl.
You spoke too soon.

8. แต่คำ Adverb “enough” วางไว้หลังคำ Adjective และคำ Participle เช่น
That is good enough for me.
His speech is interesting enough for me to hear.

9. คำ Adverbs บางคำ เช่น “only, sometimes, then, even, perhaps” สามารถวางไว้ในหลายตำแหน่งของประโยค ซึ่งบางครั้ง อาจทำให้มีความหมายแตกต่างกันออกไป เช่น
Sometimes I am quite hopeful about the situation.
I am sometimes quite hopeful about the situation.
I am quite hopeful about the situation sometimes.
Then I went home.
I then went home.
I went home then.
Perhaps I was mistaken.
I was, perhaps, mistaken.
I was mistaken, perhaps.

คำ “only” สามารถวางไว้หน้าคำได้ทุกคำที่มันขยาย ตั้งแต่ต้นประโยคจนถึงท้ายประโยค และทำให้ความหมายแตกต่างกันไป เพราะมันเป็นทั้งคำคุณศัพท์และคำกิริยาวิเศษณ์ เช่น
Only John admires his brother.
John only admires his brother.
John admires only his brother.
John admires his only brother.
John admires his brother only.

ลักษณะการวาง Adverbs ดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญมากในภาษาเขียน จะต้องวางให้ถูกต้องจริงๆ มิฉะนั้นความหมายจะไม่เป็นตามที่เราต้องการ แต่ในภาษาพูดนั้นมักจะวาง “only” ที่หน้าคำกิริยาเท่านั้น และใช้เสียงเน้นหนัก (stress) หรือเสียงสูงต่ำ (Intonation) ในประโยคเพื่อแสดงความหมายเน้นต่างๆ

ต่อไปนี้คือกลุ่มของ Adverbs และ Adverbial Phrases ที่สามารถวางได้ทั้งหน้าประโยค กลางประโยค และท้ายประโยค (un) fortunately, especially, possibly, really, certainly, exactly, merely, mostly, simply, anyhow, about, however, indeed, altogether, not, no doubt, of course, at least, at once

การใช้ Adverbs ในลักษณะการเปรียบเทียบ
(Comparison of Adverbs)
การเปรียบเทียบ Adverbs นั้นก็เหมือนกับการเปรียบเทียบคุณศัพท์ดังได้กล่าวมาแล้ว คือ
1. Adverbs ที่เป็นคำพยางค์เดียว เติมท้ายด้วย -er เพื่อแสดงขั้นกว่า (Comparative Degree) และเติม -est เพื่อแสดงขั้นสูงสุด (Superlative Degree) เช่น
near – nearer – nearest
hard – harder – hardest
soon – sooner – soonest

หมายเหตุ คำ “early” และ “often” ใช้กฎเกณฑ์ดังกล่าว เช่นกัน แต่ “often” ใช้ “more” และ “most” เติมข้างหน้าได้ด้วย

2. Adverbs มากกว่า 2 พยางค์ขึ้นไป เติมข้างหน้าด้วย more – เพื่อแสดงขั้นกว่า (Comparative Degree) และเติมหน้าด้วย most- เพื่อแสดงขั้นสูงสุด (Superlative Degree) เช่น brightly – more brightly – most brightly

3. มี Adverbs บางคำที่มีรูปขั้นกว่าและขั้นสูงสุดเฉพาะ เช่น
well – better – best
little – less – least
much – more – most
badly – worse – worst

มี Adverbs หลายคำที่ไม่มีรูปเปรียบเทียบ เช่น here, there, now, then, once, very, etc.
รูปเปรียบเทียบของ “in, out, up” (เช่น inner, outer, upper) ใช้เป็นคำคุณศัพท์เท่านั้น เช่น
The outer door was wide open but the inner one was locked.
His room was on an upper floor of the house.
The House of Lords is known as the Upper Chamber, the House of Common as the Lower Chamber.

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ Adverbs บางคำ
“Quite”
“Quite” มีความหมายแตกต่างกันอยู่ 2 ความหมาย คือ
1. The football ground was quite full; you couldn’t get another person in it. (quite = completely)

2. As a pianist Peter is quite good. He is quite a good pianist but, of course, he is not in the same class as the great concert pianists (quite = fairly)

หมายเหตุ “quite” ในความหมายที่ 1 จะมีเสียงเน้นหนัก (stress) และคำคุณศัพท์ก็มีเสียงเน้นหนักด้วย แต่ในความหมายที่ 2    ”quite” มีเสียงเน้นหนัก แต่คำคุณศัพท์ไม่มีเสียงเน้นหนัก

“already, yet”
“already” มีความหมายเท่ากับ “before now,” “up to now,” “by this time”, “so far” เช่น
I have already explained this.
Richard has already eaten six cakes and is starting on the seventh.

“yet” มีความหมายใกล้เคียงกับ “up to now”, “at this moment” เช่น He hasn’t finished his work yet.
Has the postman come yet?
Have you heard from your brother yet?

ความแตกต่างในการใช้ของทั้ง 2 คำก็คือว่า “already” ใช้ในประโยคบอกเล่า “yet” มันจะใช้ในประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม แต่ “already” สามารถใช้ในประโยคคำถามก็ได้ ถ้าผู้ถามต้องการคำตอบ “yes” เช่น
“I didn’t expect you till four o’clock. Is it four o’clock already?”
“What! have you finished your work already?”

หมายเหตุ อย่าสับสนคำ “already” กับคำ “all ready” “all ready” ใช้เป็นคุณศัพท์ เช่น
We are all ready now for the lesson.

ทั้งคำ “already” และ “yet” แสดงความหมายเกี่ยวกับช่วงของเวลาซึ่งเริ่มต้นในอดีตและมีผลกระทบถึงเวลาในปัจจุบัน ฉะนั้น ทั้ง 2 คำจึงมักจะใช้ใน Perfect Tense

อย่างไรก็ดีทั้ง 2 คำอาจใช้ใน Present Simple Tense กับ Verb to Be หรือใน Continuous Tense ก็ได้ เช่น

Is Henry here yet? (= Has he come yet?)
You certainly haven’t time to change your dress; we are late for the party already.
When I got there he was already speaking.

ทั้ง 2 คำอาจใช้ใน Past Tense กับคำกิริยาซึ่งใช้ใน Continuous Tense ไม่ได้ (ดูการใช้ Continuous Tense ประกอบ) เช่น know, understand, believe, think, feel, etc. เช่น
I already knew that.

“Still”
“Still” มีความหมายเท่ากับ “up to the present moment” เช่น
The money is still here if you want it Are you still living in Hampstead?

จะสังเกตเห็นว่า “still” มักจะใช้กับ Present Tense หรือ Continuous Tense แต่ไม่ใช้กับ Past Tense หรือ Perfect Tense บางครั้ง “still” และ “yet” มีความหมายเหมือนกัน เช่น
1. I have still a few more pages to read. = I’ve a few more pages to read yet.
2. “Isn’t William here yet?” = “Is William still not here?”

หมายเหตุ ในตัวอย่างที่ 2 ผู้พูดหวังจะได้พบ William แต่ก็ต้องประหลาดใจและรู้สึกรำคาญใจที่เขายังไม่มา และการแสดงออกในรูปการใช้ “still” ดูจะรุนแรงมากกว่าประโยคที่ใช้ “yet”    .    I

จงสังเกตความแตกต่างทางความหมายของประโยคทั้ง 2 ต่อไปนี้
1. “Is William still here?” และ
2. Is William here yet?

ความหมายของประโยคที่ 1 หมายความว่า William ได้มาที่นี่แล้ว แต่ผู้พูดไม่ทราบว่าเขากลับไปแล้วหรือยัง แต่ความหมายประโยคที่ 2 หมายความว่า ผู้พูดหวังจะได้พบ William แต่ผู้พูดไม่ทราบว่าเขาได้มาแล้วหรือยัง

จงสังเกตว่า “yet” มักจะใช้อยู่ท้ายประโยคเสมอ แต่ “still” มักจะอยู่ในประโยค แต่ไม่เสมอไปนัก จงสังเกตการใช้คำทั้ง 2 ใน 2 ตำแหน่งในประโยคต่อไปนี้ด้วย
You must work harder yet.     We have exported a lot of goods but we must export more yet.

You must work still harder.     We have exported a lot of goods but we must export still more.

เมื่อ “still” ใช้ในประโยคคำถาม มักจะแสดงความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 ประการนี้ คือ แสดงความรู้สึกประหลาดใจ หรือไม่ก็ไม่พอใจ เช่น
What! are you still working?     I thought you had gone home.
Is that fellow still here?         I wish he’d go away.

“ago”
คำ “ago” ใช้เป็นคำบอกช่วงเวลาจากปัจจุบันไปถึงจุดเวลาหนึ่งในอดีต เช่น
He was here a few minutes ago.
They came to London about three years ago.
ข้อสังเกต “ago” จะใช้กับ Past Simple Tense เสมอ

“too”
“too” ใช้ใน 2 ความหมาย ดังนี้
1. ในความหมายเท่ากับ “also, in addition” เช่น
Fred is coming to the party; won’t you come, too?
If you are taking your suit to be cleaned, will you take mine, too?

การใช้ “too” ในลักษณะนี้ต้องวาง “too” ไว้ท้ายประโยคเสมอ

2. ในความหมายเท่ากับ “excessive”, “more than necessary or desirable” (เป็น Adverb of Degree) ซึ่งความหมายเช่นนี้ มีลักษณะเป็นเชิงปฏิเสธนั่นเอง เช่น
The coffee is too hot. (….. so I can’t drink it.)
This exercise is too hard. (….so I can’t do it.)
He ran away too fast. (….. so I couldn’t catch him)

และความหมายเชิงปฏิเสธเช่นนี้สามารถแสดงด้วยรูป Infinitive ได้ เช่น The coffee is too hot to drink.
This exercise is too hard to do.
He ran away too fast to be caught.
ด้วยเหตุนี้ “too” จะแทนคำ “very” ไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาก แต่ “too” มักจะใช้ในความหมายที่ไม่ดี แต่ “very” จะใช้ในความหมายที่ดี เช่น
I am very happy เป็นต้น

“but”
“but” ถ้าใช้เป็น Adverbs จะมีความหมายเท่ากับ “only” เช่น
He is but a child
There is but one chance left.
We can but try

รูป Adverb Phrase ของ “but” คือ “all but” มีความหมายเท่ากับ “nearly” เช่น He was all but killed.

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์, อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

หลักการใช้ should และ would

should และ would มักจะถูกใช้ในความหมายที่คล้ายกัน ดังนี้

should และ would

1. ใช้ should และ would เมื่อกล่าวว่าบางอย่างจะเกิดขึ้นแน่นอนใน สถานการณ์ที่แน่นอน เช่น

We should / would be very happy in Thailand.
พวกเราคงมีความสุขมากในประเทศไทย
(คงมีความสุขแน่นอนในช่วงที่อยู่ในประเทศไทย)

I should / would be very glad to have money of my own.
ผมจะดีใจมากๆ เลย ถ้ามีเงินเป็นของตัวเอง

2. ใช้ should และ would อธิบายถึงความประสงค์ (wish) โดยใช้วางไว้หน้า like เช่น
I should / would like to help you in someway.
ผมอยากช่วยเหลือคุณสักอย่าง (ที่ช่วยได้)

I should / would like to live in the country.
ผมอยากจะอยู่ในเมือง

3. ใช้ should เกี่ยวกับข้อบังคับ (obligation), หน้าที่ (duty) เป็นต้น และใช้ would เกี่ยวกับนิสัยในอดีต (past habit) และ กับการขอร้องที่สุภาพ (polite request) เช่น

People should drive more carefully.
ประชาชนควรขับรถอย่างระมัดระวัง

Would you give me the newspaper please ?
ขอหนังสือพิมพ์หน่อยได้ไหมครับ

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)

วิธีใช้และหน้าที่ของ have ในภาษาอังกฤษ

have ใช้ได้หลากหลายเหมือนกับการใช้ get และความหมายก็จะขึ้นอยู่กับว่ามันทำหน้าที่อะไรในประโยคนั้นๆ ดังนี้

have ภาษาอังกฤษ

1. ใช้ have เป็นกริยาแท้ของประโยค แปลว่า “มี”, “การครอบครอง” เป็นต้น โดยใช้ have กับประธานพหูพจน์ (I, you, we, they) เช่น

I have two friends in Bangkok.
ผมมีเพื่อนที่กรุงเทพฯ 2 คน

We have a big car.
พวกเรามีรถคันใหญ่คันหนึ่ง

They have two English teachers.
พวกเขามีครูภาษาอังกฤษ 2 คน

2. ใช้ have เป็นกริยาช่วย (auxiliary verb) เพื่อสร้าง present perfect tense S+have+V3 เป็นประโยคบอกเล่า และ Have+S+V3…?
เป็นประโยคคำถาม ส่วนประโยคปฏิเสธให้เติม not ที่หลัง have เช่น

I have just bought a new house.
ผมเพิ่งจะซื้อบ้านใหม่

I have never been to America.
ผมไม่เคยไปประเทศอเมริกาเลย

She has become a very interesting young woman.
หล่อนกลายเป็นหญิงสาวที่น่าสนใจมาก

Have you heard anything about Sane ?
คุณได้ทราบข่าวเกี่ยวกับคุณเสน่ห์บ้างไหม

No, I haven’t heard anything about him.
เปล่า ผมไม่ทราบข่าวเขาเลย

3. ใช้ have got ในความหมายเดียวกับ have ซึ่งเป็นการพูดเกี่ยวกับการครอบครอง, ความสัมพันธ์หรือความหมายอื่นๆ ที่คล้ายกันโดยมากใช้ในภาษาพูด (ใช้ได้ทั้ง have got, has got, had got) เช่น

Have you got a problem ?
คุณมีปัญหาไหม

I have got her address.
ผมได้ที่อยู่ของหล่อน

She has got a new car.
หล่อนมีรถคันใหม่

She has got two sisters.
หล่อนมีน้องสาว 2 คน

หมายเหตุ : have got จะใช้เมื่อพูดถึงสถานการณ์,สถาพหรือสภาาะต่างๆ แต่จะไม่ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำ และสามารถใช้ have got พูดเกี่ยวกับความไม่สบาย (illness) ได้ เช่น

I have got an awful headache.
ผมปวดศีรษะมากเลย

I have got sick.
ผมเป็นไข้

4. ใช้ have เป็นกริยาแท้เมื่อพูดเกี่ยวกับการกระทำ เช่น
We are going to have a match next week.
พวกเราจะมีการแข่งขันในสัปดาห์หน้า

I am going to have an English test tomorrow.
ผมจะสอบวิชาอังกฤษพรุ่งนี้

I am going to have a bath.
ผมจะอาบน้ำ

5. ใช้ have got หรือ have to ในความหมายเดียวกับ must เช่น

I have to go to Singapore tomorrow.
ผมต้องไปประเทศสิงคโปร์พรุ่งนี้

I have got to write a new book next week.
ผมต้องเขียนหนังสือเล่มใหม่ในสัปดาห์หน้า

หมายเหตุ : have ยังมีหลักการใช้อีกมากมายซึ่งโดยมากแล้วความหมายของ have จะขึ้นอยู่กับรูปประโยคและลักษณะการใช้

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)

คำนำหน้านาม (The Articles) ภาษาอังกฤษ

ได้ศึกษาคำนามอย่างละเอียดในแง่มุมต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้เราจะศึกษาส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำนามโดยเฉพาะ ซึ่งมีนักไวยากรณ์บางท่านเรียกมันว่า “คำกำหนดนาม” (Determiners) นั่นคือ “Articles” นั่นเอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. Indefinite Article (คำนำหน้านามไม่ชี้เฉพาะ)
2. Definite Article (คำนำหน้านามชี้เฉพาะ)

 

Indefinite Article

มีอยู่ 2 คำ คือ “a” และ “an” ซึ่งนำไปใช้ได้กับนามทุกเพศ แต่ใช้กับนามเอกพจน์นับได้ (Singular Countable Noun) เท่านั้น และ “a” นั้น ใช้นำนามที่อ่านด้วยเสียงพยัญชนะ (Consonant Sound) เท่านั้น (ขอให้สังเกตว่า ใช้นำหน้านามที่อ่านด้วยเสียง (Sound) ไม่ใช่รูป (Form) ของนาม ส่วน “an” ใช้นำหน้าคำนามที่อ่านด้วยเสียงสระ (Vowel Sound) เช่น
a day, a boy, a train, an apple, an open door an angry child, an hour, an honest man, an honourable act, an heir, an M.A. Degree

หมายเหตุ เสียงสระ (Vowel Sound) หมายถึงเสียงที่ออกเป็นเสียง “อ” ไม่ว่าคำนามนั้นจะเขียนด้วยรูปพยัญชนะก็ตาม เช่น
an hour, an heir, an M.A. Degree, an N.E.C. radio และกับนามที่เขียนด้วย “h” แต่เสียงเน้นหนัก (Stress) มิได้ตกที่พยางค์แรก เช่น an hotel, an historical novel ส่วนเสียงพยัญชนะ (Consonant Sound) หมายถึงเสียงที่เปล่งเป็นเสียงอื่นๆ นอกเหนือจากเสียง “อ” ซึ่งบางครั้งอาจแสดงด้วยรูปสระ (Vowel) ก็มี เช่น a day, a train, a dog, a bus, a European, a university, a one-eyed man

 

Definite Article

มีอยู่เพียงคำเดียวคือ “the” ซึ่งใช้ได้กับนามทุกเพศ (Gender) และทุกพจน์ (Number) และทั้งนามนับได้ (Countable) และนามนับไม่ได้ (Uncountable) เช่น the day, the one-eyed man, the apples, the hotels the university, the faith, the honesty etc.

คำนำหน้านาม The Articles

การใช้ Indefinite Article

1. ใช้ในความหมาย “หนึ่ง” (one) หรือ “สิ่งใดก็ได้” (Any) หรือ “ไม่ว่าสิ่งใด” (it doesn’t matter which) เช่น
I have a sister and two brothers.    A triangle has three sides.
The animals came in two at a time.    Please pass me a fork.
2. ในความหมายแสดงการเปรียบเทียบ (measurement) เช่น
He drove the car at ninety miles an hour.     We have lessons three times a week.
This material is 125. 6d a yard.        He earns £ 1,000 a year.
Butter is 45. a pound.

3. หน้าคำนาม “dozen, hundred, thousand, million” เช่น
There are a dozen eggs here.
A hundred sheep were in the field.

ข้อสังเกต จะใช้กิริยาเป็นพหูพจน์เสมอ
4. ใช้นำหน้าคำนามที่มีหน้าที่ (function) เป็นตัว Complement ของประโยคเพื่อแสดง “อาชีพ” การค้า, ศาสนา, ชนชั้น ฯลฯ เช่น
George wants to be an engineer.
The King made him a lord.
Mary’s father is an officer in the Navy.
He was a Muslim not a Christian.
You ought not to call him a fool.
Is he a Conservative or a Socialist ?

หมายเหตุ
(1) ถ้าคำนามดังกล่าวแสดงตำแหน่งซึ่งเป็นได้ครั้งละคนเดียว ห้ามใส่ Indefinite Article หน้านาม เช่น
They made him King.
Mr. Priestley was Professor of English at Oxbridge University.
As Chairman of the Society, I call on Mr. X to speak.
Nelson became Captain of the Victory in 1800.

(2) ไม่ใช้ Article หน้านามที่ตามหลังกิริยา “turn” ที่มีความหมายเท่ากับ “become” เช่น
He was a Conservative but he turned Socialist.
He used to be a teacher till he turned writer.

(3) ส่วนตำแหน่งต่างๆ ที่ใช้กับคำนาม (rank” หรือ “title” ให้ใช้ Article “The” นำ เช่น
He gained the rank of Colonel.
He was given the title of Duke.

5. ใช้กับชื่อบุคคลที่รู้จักเพียงแต่ชื่อ (ไม่ทราบรายละเอียดอื่นๆ) เช่น
A Mr. Brown Called to see you when you were out.

6. ใช้ในสุภาษิต (Proverb) หรือคำกล่าวบางอันซึ่งมีความหมาย “เหมือนกัน” หรือ ”ชนิดเดียวกัน” เช่น
Bird of a feather flock together ( = ขนเหมือนกัน)
They were much of a size. ( = ขนาดเท่ากัน)

7. ใช้ใน Appositive Phrase ซึ่งสิ่งของหรือบุคคลใน Phrase นั้นดูไม่เป็นที่คุ้นเคยหรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น
Blake, an English poet,…………….
Lowton, a small town in Lancashire,…………….
“Lycidas”, a poem by Milton……………………

8. ในประโยคอุทานที่สร้างด้วย “What” เช่น
What a foolish thing to do !
What a pretty girl!
What a day !

แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้” (Uncountable Noun) ไม่ต้องใส่ Indefinite Article เช่น
What weather we are having !
What good mill this is !
What care he’s taken with this !

ในกรณีนี้ยกเว้น “What a pity” แม้ว่า “pity” เป็นนามนับไม่ได้ก็ตาม

9. ใช้ในกลุ่มวลี (Phrase) ต่อไปนี้
It’s a pity that……
It want to keep a secret;
as a rule; to be in a hurry; to be in a temper;
all of a sudden; it ‘s a shame to do that;
to take an interest in; to take a pride in;
to take a dislike to; to make a fool of oneself;
to be in a position to; to have a headache / a pain / a cold / a cough (แต่ to have toothache / earache / rheu¬matism / influenza) to have a mind to;
to have a fancy for; to have a chance / opportunity / to; at a discount / premium; on an average, a short time ago.

ขอให้สังเกตว่าโครงสร้างที่ประกอบด้วย “such a; quite a; many a; rather a” ด้วย เช่น
I have had such a busy day.
There were quite a lot of people there.
Many a ship has been wrecked there.
He is rather a fool.

และขอให้สังเกตโครงสร้าง So + Adjective + a เช่น
We have not had so good a day as this for a long time.

ข้อสังเกต
(1) การใช้โครงสร้าง “such a” ต้องใช้ในลักษณะนี้เสมอคือ “such a + Adjective + N” ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับโครงสร้าง “So + Adjective + a + N” แต่การวางคำนั้นแตกต่างกัน ต้องพยายามทำความเข้าใจให้ดี

(2) “Many a” มีความหมายคล้ายคลึงกับ “many” แต่ “many a” ใช้กับนามเอกพจน์ซึ่งกระทบกับกิริยาเอกพจน์ด้วย แต่ “many” ใช้กับนามพหูพจน์เสมอ จึงกระทบกับกิริยาพหูพจน์ด้วย

 

การใช้ Definite Article

1. ใช้นำหน้าคำนามที่เป็น Antecedent ของ Defining Adjective Clause เช่น
This is the book that I promise to lend you.

2. ใช้กับคำนามที่มีสิ่งเดียวในโลก เช่น
The sun rises in the east and sets in the west.
The Bible, the Lord (= God)

3. ใช้กับคำนามที่กล่าวเป็นครั้งที่ 2 ในข้อความ เช่น
Once upon a time there was a little boy who lived in a cottage.
The cottage was in the country and the boy had lived there all his life.

4. ใช้นำหน้าคำนามที่ถูก Prepositional Phrase ขยาย เช่น
The battle of Trafalgar
The road to London
The Palace of Westminster
The letter from America
The house with green shutters
The fourteenth of April

5. นำหน้าจำนวนเลขลำดับที่ (Ordinal Number) ที่ใช้บอกตำแหน่ง เช่น
Queen Elizabeth II (= Queen Elizabeth the second)

6. นำหน้าคำนามชนิด Common Noun ที่ตามด้วย Proper Noun ซึ่งทำหน้าที่บอกรายละเอียดนามตัวหน้า เช่น
The planet Mercury; The poet Byron;
The play “King Lear”

คำนามซึ่งบอกอาชีพต่างๆ หรือการค้าขายต่างๆ ซึ่งตามหลัง Proper Noun ต้องนำด้วย “the” เช่นกัน เช่น
Jackson, the butcher; Lizzie, the cook;
Brown, the General Manager

รวมทั้งคำนามใน Appositive Phrase ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เช่น Rome, the capital of Italy, ………….

7. ใช้กับชื่อประเทศที่ประกอบด้วยดินแดนเล็กๆ หลายดินแดน เช่น
The United Kingdom; The U.S.S.R.
หรือกับชื่อประเทศที่มีรูปพหูพจน์ เช่น
The Netherlands; The United States
และรวมทั้ง Proper Noun ที่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ซึ่งปกติมี Common Noun บอกรายละเอียดตามหลังแต่ถูกละไป เช่น
The Sahara (desert); The Crimea (peninsula)
8. ใช้กับกลุ่มหมู่เกาะ เช่น
The West Indies, The Hebrides, The Bahamas

9. ใช้กับชื่อของแม่น้ำ เทือกเขา และมหาสมุทร เช่น
The Thames, The Danube, The Atlantic,
The Alps, The Andes

10. ใช้นำหน้าชื่อ เรือ รถไฟ และเครื่องบิน เช่น
The Queen Mary, The Flying Scotsman, The Comet

11. ใช้นำหน้าชื่อ โรงแรม, ร้านค้า หรือสถาบันต่างๆ ซึ่งชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อของบุคคล เช่น
The Ritz Hotel, The Army and Navy Stores, The Midland Bank, The Odean Cinema

12. ใช้นำหน้านามเอกพจน์นับได้ (Singular Countable Noun) เพื่อให้มีความหมายเป็นชื่อรวมของสรรพสิ่งชนิดเดียวกัน เช่น
The horse is being replaced by the tractor,

13. นำหน้าชื่อเครื่องดนตรีซึ่งใช้ในความหมาย “แสดงความสามารถหรือฝึกฝนเครื่องดนตรีนั้นๆ” เช่น
Mrs. Brown plays the piano; Mr. Brown is learning the violin.

หมายเหตุ ถ้าใช้ในลักษณะความหมายอื่น ให้ใช้ Article ได้ทุกตัวตามแต่เหมาะสม เช่น
I have a violin; it is the violin that has been sent from Europe.

14. ใช้กับรูปเปรียบเทียบขั้นสูงสุด (Superlative Degree)
This is the oldest building in Canterbury.
This is the best I can do.,
The most he can get is a five of £ 5.

15. ใช้นำหน้าคุณศัพท์ที่ถูกใช้เหมือนคำนามซึ่งเป็นชื่อรวมของทั้งหมดในกลุ่มเดียวกัน เช่น
The rich (= rich people) should help
the poor (= poor people)
The French cook better than the English.

การละ Definite Article
1) หน้า Abstract Nouns ที่ใช้ในความหมายทั่วไป เช่น Life is very hard for some people. We will have freedom or death.

หมายเหตุ แต่ถ้า Abstract Nouns มี Adj. Phrase หรือ Adj. Cl. ขยายด้านหลัง ใช้ “the” นำ เช่น
The life we live here is hard.
The freedom of the seas
The work that we do

2) หน้า Material Nouns ที่ใช้ในความหมายทั่วไป เช่น
Butter is made from cream. Wheat is grown in Canada.

หมายเหตุ ถ้ามี Adj. Phrase หรือ Adj. Cl. ขยายด้านหลัง ใช้ “the” นำ เช่น The butter that we ate yestterday was not delicious.

3) หน้า Plural Nouns ที่ใช้ในความหมายทั่วไปๆ ไป เช่น
Books are my best friends.

หมายเหตุ ถ้ามี Adj. Phrase หรือ Adj. Cl. ขยายด้านหลังใช้ “the” นำ เช่น The books you gave me yesterday are very good.

4) หน้าชื่ออาหารมื้อต่างๆ ที่ใช้ในความหมายทั่วไป เช่น
Come to dinner/lunch/tea with me.

หมายเหตุ ถ้ามี Adj. phrase หรือ Adj. Cl. ขยายด้านหลังใช้ “the” นำ เช่น Are you coming to the dinner that we are having in London next  week?

5) หน้า Common Noun คำที่ 2 ในกรณีที่หมายถึงคนๆ เดียว ทำหน้าที่หรือมีตำแหน่งทั้ง 2 อย่างนั้น เช่น
The secretary and accountant of the company was present.

6) หน้า Proper Nouns ส่วนใหญ่ เช่น
I walked in Hyde Park.
Do you know Regent Street?
Lucille comes from France.

7) หน้าชื่อทะเลสาบ (lake) ชื่อแหลม (Cape) ชื่อภูเขา (Mount) เช่น Lake Superior, Lock Lomond, Cape Wrath, Cape Cod, Mount Everest, Mount Vesuvius
ยกเว้น ชื่อที่ถูกขยายด้วย “of’ ด้านหลัง (Prep. Phrase) ใช้ “the” นำ เช่น The Lake of Lucerne; The Cape of Good Hope; The Mount of Olives

8) หน้าชื่อตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ที่ตามด้วยชื่อคน เช่น
King George; Doctor Livingstone; Professor Russell; Lord Byron; President Lincoln

9) หน้าชื่อภาษา (Languages) ทั้งหลาย เช่น
She speaks Spanish. He speaks French.

หมายเหตุ ถ้าชื่อภาษาใช้ประกอบกับคำ “language” ต้องใช้ “the” นำ เช่น She speaks the Spanish language.

10) หน้าชื่อเกมกีฬา (games) ต่างๆ ที่ใช้กับกิริยา “play” เช่น
He plays football well. She played tennis hard yesterday.

หมายเหตุ  ถ้าใช้ในลักษณะอื่นอาจใช้ Article ตัวใดก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม เช่น I have a football in my hand.
11) หน้าคำ Common Nouns ต่อไปนี้ school, bed, church, prison, hospital ในความหมายที่มิใช่วัตถุสิ่งของ เช่น
I go to school. (= I go to learn)
I go to church. (= I go to worship)
I go to bed. (= I go to sleep)
I go to prison. (= I go to be in prison = to be jailed)

หมายเหตุ แต่ถ้าใส่ “the” นำหน้าคำนามข้างต้น นามเหล่านั้นจะมีความหมายในวัตถุสิ่งของธรรมดา เช่น
I go to the school. (= ไปที่ตัวอาคารโรงเรียนแต่ไม่ได้ไปเรียนก็ได้)

12) หน้านามชื่อฤดูกาลต่างๆ (Seasons) หน้าชื่อเทศกาลต่างๆ (festivals) เช่น
Winter is the best time for reading.
We are going there in spring/at Easter/on Boxing Day.

13) หน้านาม cook, nurse, teacher เมื่อมีความหมายเป็นบุคคลที่เราสนิทหรือรู้จักเป็นอย่างดี ( = คนครัว/พยาบาล/ครู/ของเราเอง) เช่น
Cook has made mince-pies for Christmas.
Teacher was very pleased with my work.

14) บางครั้งหน้าการเปรียบเทียบขั้นสูงสุด (Superlative Degree) ที่ใช้ในส่วนภาคแสดง (Predicate) ของประโยค เช่น
The sea is deepest about twenty miles from the coast.
He is happiest when he is working.
Your help was most valuable.

15) ในกลุ่มวลี (Phrase) ต่อไปนี้
in face of; in place of; in sight of
in order of; beyond reach of; beyond hope of;
under cover of; in case of; by way of;
set foot on; shake hands with me;
keep house for; set sail; catch fire;
by land/sea/air; on board ship; at home;
out of doors; by day/night; in debt/trouble;
at daybreak/sunset; for love/money; at anchor

16) ใช้ในโครงสร้าง
The more……, The more………..
The harder you work, the more you will be paid.
The more he gets, the more he wants.
The sooner that work is finished, the better.
I hope a lot of people come to the party; the more, the merrier.

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์,  อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

คำสรรพนาม (Pronouns) ภาษาอังกฤษ

คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนาม ซึ่งไม่ว่าในภาษาเขียนหรือภาษาพูดก็ตามจำเป็นต้องใช้มันอยู่เสมอ มิฉะนั้นเราจะต้องกล่าวหรือเขียนสคำนามนั้นๆ ซ้ำๆ ซากๆ หลายครั้งกว่าจะจบเรื่องที่เราจะเขียนหรือพูด เช่น
The man เราใช้ “he” แทน
The girl เราใช้ “she” แทน
The boys เราใช้ “they” แทน
หรือคำนามที่ขยายด้วยคำคุณศัพท์หลายคำ เราก็ใช้คำสรรพนามเพียงคำเดียวแทน เช่น
My first two good little new round grey French picture frames = they เป็นต้น

คำสรรพนาม แยกออกเป็นชนิดต่างๆ ได้ดังนี้

1. บุรุษสรรพนาม (Personal Pronoun)
2. สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Pronoun)
3. สรรพนามชี้เฉพาะ (Demonstrative Pronoun)
4. สรรพนามสะท้อนกลับ (Reflexive Pronoun)
5. สรรพนามสร้างคำถาม (Interrogative Pronoun)
6. สรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (Indefinite Pronoun)
7. สรรพนามเชื่อมความ (Relative Pronoun)
8. สรรพนามแจกแจง (Distributive Pronoun)
สรรพนามอาจแสดงถึง พจน์, บุรุษ, เพศ และการก ตารางบุรุษสรรพนามต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นสิ่งดังกล่าว

1. บุรุษสรรพนาม (Personal Pronoun)

บุรุษในเรื่องสรรพนาม
ในการพูดจากัน มักจะประกอบด้วย 2 บุรุษ คือ บุรุษที่ 1 หมายถึง ตัวผู้พูด (a Speaker) และบุรุษที่ 2 หมายถึง ผู้ที่เราพูดด้วยหรือผูฟัง (a person spoken to) และบางครั้งการพูดจากันอาจพาดพิงถึงบุคคลที่ 3 หมายถึง ผู้ที่เรากล่าวถึง (a person spoken about) จึงเป็นบุรุษที่ 3

รูปแสดงหน้าที่ต่างๆ ในเรื่องสรรพนาม
นอกจากรูปแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive) ตามที่ได้ศึกษามาบ้างแล้วยังมีรูปประธาน (Nominative) และรูปกรรม (Ob¬jective) อีก ซึ่งคำนามนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเลยไม่ว่าจะทำหน้าที่เป็นประธาน หรือกรรมของประโยค แต่สรรพนามจะต้องเปลี่ยนรูปเพื่อแสดงหน้าที่ของมัน เช่น
The boy hit the dog = He hit it.
The dog bit the boy = It bit him.
The girl read the books = She read them.
The books pleased the girl = They pleased her.

นอกจากนี้ ยังใช้รูปกรรมของบุรุษสรรพนามในกรณีที่เป็นกรรมของบุพบท (preposition Object) ด้วย เช่น
I spoke to him,
I had a letter from her.

คำสรรพนามเท่านั้นหรืออาจพูดได้ว่า เป็นคำกลุ่มเดียวในภาษาอังกฤษที่มีรูปต่างๆ ในการแสดงหน้าที่ประธาน และกรรม ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 คำ คือ

รูปประธาน

รูปกรรม

รูปประธาน

we

they

who

รูปกรรม

I

he

she

me

him

her

us

them

whom

ในภาษาเขียนหรือภาษาทางการ เมื่อบุรุษสรรพนามตามหลัง Verb to BE ต้องใช้รูปประธานเสมอ (Subjective Complement) เช่น
It was I (he, she, we, etc.) who did this.
ในภาษาพูดหรือภาษาไม่เป็นทางการ มักจะใช้รูปกรรมต่อท้าย Verb to BE เช่น That’s her (him, us, etc.)

แต่ในประโยคซึ่งรู้สึกว่าคำสรรพนามจะเป็นประธานของกิริยาให้ใช้รูปประธาน เช่น
It was he who told me about it, It was I who did it.

ข้อสังเกตเกี่ยวกับบุรษสรรพนาม
บุรุษที่ 1 “I” เขียนด้วยตัวอักษรตัวใหญ่เสมอ แต่คำอื่นๆ เช่น “me, we, us” ไม่เขียนด้วยอักษรตัวใหญ่ นอกจากขึ้นต้นประโยคเท่านั้น
“we (us) ไม่ใช่รูปพหูพจน์ของ “I” เหมือนกับที่คำ “boys” เป็นรูปพหูพจน์ของ “boy” เพราะ “me” ไม่ได้หมายความว่า มี “I” 2 “I” หรือมากกว่า 2 “I” แต่หมายความว่า “ฉันและคุณ” หรือ “ฉันและเขา” หรือ “ฉันและคนเหล่านั้น”

จึงเป็นธรรมเนียมในบทบรรณาธิการมักจะใช้คำ “we” เสมอ เพราะผู้เขียนมีเจตนาที่จะรู้สึกว่าไม่เป็นการเห็นแก่ตัวที่จะพูดสิ่งต่างๆ เพื่อตัวเอง แต่พูดเพื่อเพื่อนร่วมงานทั้งหมด เช่น
We believe that the government had made a profound mistake in imposing this tax.

ในภาษาพูด บางครั้ง “us” ใช้แทน “me” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประโยคคำสั่ง เช่น
Let’s have a look หมายความว่า “let me have a look.”
Tell us what he said = Tell me what he said.

บุรุษที่ 2 “Thou, thee, ye” เป็นภาษาโบราณและไม่ค่อยได้ใช้แล้วนอกจากในภาษากวี

บุรุษที่ 3 “he, him” ใช้แทนนามเพศชายเอกพจน์ “she, her” ใช้แทนนามเพศหญิงเอกพจน์ “it” ใช้แทนนามไม่มีเพศเอกพจน์ “they, them” ใช้แทนนามเพศชาย นามเพศหญิง และนามไม่มีเพศรูปพหูพจน์

“she (her)” บางครั้งใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรือรบ, รถยนต์ ยวดยาน เครื่องบิน ฯลฯ เพื่อแสดงความรัก ประทับใจหรือความคุ้นเคยกับสิ่งนั้น ชื่อประเทศและชื่อเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาษาพูดทางการ ก็ใช้สรรพนามเพศหญิงแทนเช่นกัน เช่น เจ้าของรถพูดที่ปั้มนํ้ามัน “Fill her up, George.”

That’s the Queen’s yatch, Britannia; she’s a beautiful ship.    .
England has done what she promised to do.

“เด็กทารก” (a baby) ใช้ “it” แทนได้ แต่พ่อแม่ที่รักลูกจะไม่ค่อยพูดเช่นนั้น

“It”
1. คำสรรพนาม “it” มักจะใช้กับสิ่งของ แต่ไม่ใช้กับบุคคล แต่ “it” มักจะนำไปใช้กับคนที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ถ้าเมื่อรู้จักกันครั้งหนึ่งแล้ว จะใช้ “he หรือ she” แทน เช่น
Someone was moving stealthily about the room; it was a burglar. As we watched, he went to the safe and tried to open it.

2. “it” ใช้เป็นประธานตลอด เมื่อใช้กับกิริยาที่แสดงสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น
It is raining/snowing/freezing.
It was a bitterly cold night and at ten o’clock.
It is very warm/cold/wet.
It began to blow a gale.

และใช้สำนวนเกี่ยวกับ “เวลา” และ “หน่วยวัด” เช่น
It is half past two.
It is fifteen miles to London.

และ “it” ยังใช้ในฐานะมิได้แทนบุคคลหรือสิ่งของหรือสัตว์ใดๆ ที่เรียกว่า “Impersonal Pronoun” แต่ใช้เป็นคำนำคำกล่าว เช่น
It says that Shakespeare’s plays were written by Bacon.

3. “it” ใช้เป็นประธานหรือกรรมเสนอในโครงสร้างที่ประธานหรือกรรมตัวจริงตามหลังมาในรูป Infinitive หรือ Subordinate Clause เช่น
It is easy enough to talk.
It was quite plain that he didn’t want to come.
I took it for granted that you would stay with us.
I find it difficult to believe that.

บางครั้งโครงสร้างเช่นนี้ ยังแสดงความหมายเน้นให้กับประธานตัวจริงที่ตามหลังมาด้วย เช่น
It was his mother, not his father, who said that.

4. “it” ยังใช้แบบสำนวนในประโยคหรือกลุ่มวลี (มักจะเป็นภาษาพูดหรือแสลง) ซึ่งแสดงความหมายไม่สำคัญอะไรนัก เช่น
Hang it all, we can’t wait all day for him, I’ll let him have it, hot and strong.

5. “it” อาจจะใช้แทนความทั้งประโยค เช่น
You have saved my life; I shall never forget it.
He is trying to win a scholarship to Oxford; he won’t find it easy.

แต่โครงสร้างเช่นนี้ ห้ามใช้ “it” หลังกิริยา know, remember, try, tell, forget เช่น “We are having a holiday tomorrow” “yes, I know.” (ไม่ใช่ “I know it.”)

“So”
1.. “so” ใช้เหมือนกับว่าแทนประโยคบอกเล่าทั้งประโยค โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้หลังกิริยาต่อไปนี้: say, think, hope, believe, suppose, expect, hear, tell, imagine, fear, be afraid ซึ่งเหมือนกับ “it” ใช้แทนประโยคข้างต้น เช่น
Will George pass his examination? I think so.
You thought Henry stole the money; well, so he did.
We have information that the enemy will attack tonight.
And if so what are we going to do?

โครงสร้างรูปปฏิเสธข้างต้นอาจแสดงได้ 2 วิธี คือ
1.1 I think/believe/suppose/expect/hope/hear/am afraid/not หรือ if not
1.2 I don’t think/believe/suppose/expect/so.
จงสังเกตว่าในการสร้างโครงสร้างปฏิเสธแบบที่ 2 นั้นจะไม่ใช้กับกิริยา hepe และ be afraid

2. “so” ใช้กับ “Do” เพื่ออ้างถึงกิริยาที่อยู่ข้างหน้า
I told him to come and see me the next day, and he did so.
If you want me to help them I will do so.

3. “so” ใช้กับ “verb to BE” หรือ กิริยา “remain, seem แระ make” เพื่อแทนค่าคุณค่าศัพท์ หรือคำนามที่อยู่ข้างหน้า
He has been very helpful to me in the past and I hope he will be so in the future.

The country round my house has been unchanged for twenty years; may it long remain so.

He has been a teacher here for five years and I hope he will be so for many more years.

4. “so” ยังใช้ในความหมาย “ด้วยเหมือนกัน” (= also) เช่น
My husband likes French cooking and so do I.
Peter is working hard for his examination, and so is James.

“One”
“one” เคยทราบแล้วว่าเป็น “numeral Adjective” เช่น There was only one boy there, not two. แต่ในที่นี้ยังใช้เป็นคำสรรพนาม (Pronoun) ได้อีกด้วย เช่น
One cannot do the work of twenty. One of your brothers came to see me today.
ในกรณีเช่นนี้ รูปพหูพจน์ของ “one” คือ “some” เช่น
เอกพจน์: Take one of these chocolates.
พหูพจน์: Take some of these chocolates.

การใช้ “one” ในฐานะคำสรรพนามยังมีในกรณีต่อไปนี้:-
1. ใช้แทน “บุคคลต่างๆ” หรือ “ผู้พูด” หรือ “ใครก็ตาม” ซึ่งอาจใช้เป็นประธานหรือกรรม และมีรูปแสดงความเป็นเจ้าของคือ “one’s” และรูปสรรพนามสะท้อนกลับ (Reflexive Pronoun) คือ “oneself” แต่ใช้กับกิริยาเอกพจน์ เช่น
One can only do one’s best.
One can’t be too careful in matters like this.
I don’t think one should over work oneself.
ในประโยคต่อไปนี้เป็นการใช้ “one” ที่ค่อนข้างจะรุ่มร่าม
When one is given one’s choice of courses of action, any of which would be to one’s disadvantage, one often has a difficulty in deciding what one ought to do.
บางคนพยายามแก้ไขความรุ่มร่ามอันนี้ แต่มิได้ใช้ความรอบคอบพอสมควร จึงอาจเขียนเป็นดังนี้
When one is given his choice of courses of action, any of which would be to his disadvantage, they often have difficulty in deciding what they ought to do.

รูปการเขียนที่ดีควรเป็นดังนี้
1. When someone is given his choice of courses of action, any of which would be to his disadvantage, he often has difficulty in deciding what he ought to do.
หรือ
2. When you are given your choice of courses of action, any of which would be to your disadvantage, you often have difficulty in deciding what you ought to do.

2. “one” ปกติใช้แทน “บุคคลคนเดียว” ที่ไม่ชี้เฉพาะ เช่น
You are the first one who has ever explained this clearly.
He is not one to be easily frightened.

ใช้ “one” ในฐานะคำสรรพนามหรือคุณศัพท์
3. “one” ใช้กับคำบางคำเพื่อบอกจำนวนให้แตกต่างจากคำ “other หรือ another” เช่น
There are two choices open to you. You must take either the one or the other. (สรรพนาม)

The two twins are so much alike that I can’t tell the one from the other. (สรรพ,นาม)

One evening we went to the theatre, another evening we went dancing. (คุณศัพท์)

4. ในตัวอย่างต่อไปนี้ “one” มิได้มีความหมายบอกจำนวน แต่ใช้บอกเวลาที่ไม่แน่นอน เช่น
He always hopes that one day he will win the prize. (คุณศัพท์)
One of these days I’ll go and see him. (สรรพนาม)
I must have met him at one time or another. (คุณศัพท์)

5. บางครั้ง “one” มีความหมาย “แต่เพียงเท่านั้น’’ (= only, single) ซึ่งใช้เป็นคำคุณศัพท์ตลอด เช่น
The one man who could have saved the situation was dead.
No one woman could run a big house like that.

“one” ใช้แทนทำนามข้างหน้า
6. การเขียนหนังสือส่วนใหญ่มักจะใช้โครงสร้างเช่นนี้มาก มีโครงสร้างบางอันที่ “the + Adj.” ไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ ซึ่งจะต้องใส่ “one” แทนคำนามที่ต่อท้าย Adjective นั้น มิฉะนั้นจะต้องใส่คำนามลงไปอีกครั้ง เป็นการใช้คำซ้ำซาก ซึ่งงานเขียนที่ดีจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำเช่นนี้ และคำนามที่ “one” จะแทนได้ต้องเป็นนามเอกพจน์นับได้เท่านั้น เช่น
Brown’s old car is a good one; it’s much better than our new one.
There was an old man and a young one there.
I like a strong cup of tea better than a weak one.

และรูปพหูพจน์ของ “one” ในที่นี้คือ “ones” เช่น
I prefer red roses to white ones.
There was a mother bird in the nest and there were four young ones.

“one” สามารถใช้กับ “the” แทนนามชี้เฉพาะได้
A : “Which girl is Joan Robinson?”
B : “The one in the green dress.”
A : “Which biscuits do you like best?”
B : “The ones with chocolate on them.”

“one” จะไม่ใช้กับคำ “own” เลย เช่น
I can’t write properly with your pen; I’d rather use my own. (ไม่ใช้my own one.)

“ones” จะไม่ใช้กับ Cardinal Number เลย
You have three books; I have only two. (ไม่ใช้ two ones.)

การใช้ “one” ใน ลักษณะสำนวนต่างๆ
He can go or he can stay; it’s all one to me. (= ไม่มีผลอะไรสำหรับผม)
He was a man that was liked by one and all. (= ทุกคน)

2. สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Pronouns)
ได้อธิบาย ‘‘คุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของ’’ (Possessive Adjective) ไว้แล้วในเรื่อง “คุณศัพท์ซึ่งจะต้องใช้ประกอบกับคำนามเสมอ แต่ ‘‘สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ” สามารถใช้อยู่โดดเดี่ยวตามลำพังได้เลย ซึ่งมีรูปแตกต่างจาก “คุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของ” ดังนี้

Poss. Adj.

Poss. Pron.

Poss. Adj.

Poss. Pron.

my

mine

his

his

our

ours

her

hers

your

yours

its

its

thy

thine

their

theirs

เช่น
That is my book. = That book is mine.
That is your book. = That book is yours.
That is his book. = That book is his.
That is her book. = That book is hers.
That is our book. = That book is ours.
That is their book. = That book is theirs.
History has its lessons and fiction has its.

ตัวอย่างอื่นๆ เช่น
Ours is the only garden in the lane that has oak tree in it.
Their house is older than yours.
He took the bone from his dog and gave it to hers.
I lend my books gladly to my friends and to yours.
Today we went in our car; tomorrow we are going in theirs.

รูป Possessive Pronoun “its” ไม่ค่อยได้ใช้ แต่สามารถใช้ได้ในประโยคเช่นนี้:-
The cherry tree gives its share of colour to the garden, and the lilac tree gives its.

รูป Possessive Pronoun อาจนำไปใช้ในกลุ่มวลีเช่นนี้
My best wishes to you and yours. (= your family) from me and mine. (= my family)
และใช้ในคำลงท้ายจดหมายแบบเป็นทางการ (Complimentary Close)
Yours sincerely/truly/faithfully หรือ Sincerely/truly/faithfully yours.

รูป Possessive ซ้ำซ้อน
มีรูปแบบการใช้ Possessive Pronoun อีกรูปหนึ่ง คือ of + Possessive Pronoun เช่น
He is a friend of mine. (ไม่ใช้ a friend of me.)
It was no fault of yours that we mistook the way.
I gave him some plants of mine in exchange for some of his.

หมายเหตุ ขอให้นำไปศึกษากับรูป Possessive ซ้ำซ้อนของคำนามด้วย

3. สรรพนามชี้เฉพาะ (Demonstrative Pronoun)
ได้กล่าวถึง Demonstrative Adj. มาครั้งหนึ่งแล้วในเรื่อง “Determinatives” (คำกำหนดนาม) คือ คำ “this, that” และรูปพหูพจน์ของมัน คือ “these และ those” ซึ่งจะต้องใช้ประกอบนามเสมอ เช่น
I want this car, not that car.
แต่ค่าเหล่านี้อาจใช้อยู่ตามลำพังโดยไม่ต้องมีคำนามต่อท้ายก็ได้ จะทำหน้าที่เป็น Demonstrative Pronoun เช่น

That’s an excellent idea.
This is my brother, and these are my two sisters.
My seat was next to that of the Major.
Compare Chopin’s waltzes with those of today.

คำสรรพนามเหล่านี้นอกจากจะอยู่ในตำแหน่งคำนามแล้วยังแสดงความหมายบอก ‘‘ตำแหน่งสถานที่ (position)” หรือ ‘‘กาลเวลา” (space or time)” โดยวัดจากตัวผู้พูด (Speaker) เป็นหลัก โดย “this, these” แสดงความหมายใกล้ตัวผู้พูด แต่ “That, Those” แสดงความหมายไกลออกไป เช่น
There is this seat here, near me, or there is that one in the fourth row.
Which will you have, this or that?
That is what I thought last year, this is what I think now.    /

คำ “the former และ the latter” อาจถูกใช้เป็น Demonstrative Pronouns ด้วย เช่น
The orchestra played two Beethoven Symphonies, The Third and the Fifth; The former was played magnificently; the latter was not so well done.

“Such”
“such” เป็นทั้ง Demonstrative Pronoun และ Demonstrative Adjective เช่น
I have had such a busy morning. (Adjective)
I never saw such wonderful stained glass as that of Chartres. (Adjective)
You shouldn’t say such things. (,Adjective)
It’s difficult to work indoors on such a lovely day. (Adjective)

ขอให้สังเกตว่า “a หรือ an” เมื่อใช้กับ “such” “a หรือ an” จะต้องอยู่หลัง “such” เสมอ และ “such” ใช้ประกอบทั้งนามเอกพจน์นับได้ นามพหูพจน์และนามนับไม่ได้

ตัวอย่าง “such” ใช้เป็น Demonstrative Pronoun เช่น
John is the captain of the team, and, as such, must decide who is the bad first.
His carelessness is such as to make it unlikely that he will pass the examination.
Such is life!

“such as” มีความหมาย “เช่น” (= for example)
They export a lot of fruit, such as oranges, lemons, etc.

“such as” ใช้กับ Verb to BE บางครั้งแสดงความหมาย “ดูถูก” หรือ “ออกตัวในเชิงขออภัย” เช่น
He gave me his help, such as it was. (= แต่ก็ไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก)
I expect his friends, such as they are, will be at the party.
My services, such as they are, are entirely at your disposal.

4. สรรพนานสะท้อนกลับหรือเน้น (Reflexive Pronoun)
รูป Reflexive Pronoun สร้างโดยการเติม “-self” และรูปพหูพจน์ของมัน คือ “-selves” ที่ท้ายรูป Possessive Adjective สำหรับบุรุษที่ 1 และที่ 2 และที่ท้าย Objective Pronoun สำหรับบุรุษที่ 3 ดังนี้

Singular

Plural

1st person

2nd person

3rd person

myself

yourself

himself

herself

itself

oneself

ourselves

yourselves

themselves

สรรพนามชนิดนี้มี 2 หน้าที่ คือ
1. ในหน้าที่สะท้อนกลับ (Reflexive)
2. ในหน้าที่เน้น (Emphasizing)

สรรพนามสะท้อนกลับ (Reflexive Pronoun) หมายถึง การกระทำที่ผ่านไปจากประธานสะท้อนกลับมาประธานอีกครั้ง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “ผู้กระทำ” (Subject) กับ “ผู้ถูกกระทำ” (Object) คือ คนๆ เดียวกันนั่นเอง เช่น
I am teaching myself Latin.
He shaves himself every morning.
The visitors help themselves to the cakes.
She saw herself in the looking-glass.
One should try to see oneself as others see one.
It’s a pity we can’t see ourselves as others see us.

Reflexive Pronoun อาจมีเสียงเน้นหนัก (Strong stress) หรืออาจไม่ถูกเน้นหรือมีเสียงแผ่วเบา (Weak Stress) ขึ้นอยู่กับความหมายของประโยค ถ้าประโยคนั้นมีข้อความขัดแย้งกัน Reflexive Pronoun จะได้รับเสียงเน้นหนัก (Strong Stress) เช่น
She thinks only about herself, never of other people
Little Albert said, “I don’t need nurse to wash me; I can wash myself now.”

ประโยคต่อไปนี้ Reflexive Pronoun จะมีเสียงแผ่วเบา (Weak Stress)
Little Albert is only four, but he can feed himself, wash himself and dress himself.

Reflexive Pronoun อาจใช้ในกรณีต่อไปนี้
1. ใช้เป็นกรรมตรง (Direct Object) ดังเช่นในตัวอย่างที่แล้วๆ มา
2. ใช้เป็นกรรมรอง (Indirect Object) เช่น
You have given yourselves a great deal of work.
I told myself there was nothing to be afraid of.
He cooked himself a good meal.
She bought herself a new hat.

ข้อสังเกต ใช้ในโครงสร้าง S +V + Ind. O + D.O. นั่นเอง จงแปลว่า “กระทำอะไรให้ตนเอง”

3. ใช้ตามหลัง Verb to BE และในกรณีนี้จะมีเสียงเน้นหนัก (Strong Stress) เช่น
If he has a holiday at the seaside he will soon be himself.
Ah, that’s better. You are yourself again.

4. ใช้ตามหลัง Preposition (บุพบท) หรือในหน้าที่ Prepositional Object นั่นเอง เช่น
She looked at herself in the looking-glass.
What have you to say for yourself?
I want a little time to myself.
She loves me for myself, not for my money.
He ought to be ashamed of himself.
Speak for yourself.
George is very pleased with himself.

ถ้าประโยคไม่มีความหมายแสดงการกระทำสะท้อนกลับ Preposition Phrase เป็นเพียงทำหน้าที่ Adverb, เท่านั้น ให้ใช้รูป Objective Pronoun แทน เช่น
He took food for the day with him.
She shut the door behind her.
We have the whole day before us.
He put the thought from him.

บางครั้งรูป Reflexive Pronoun ใช้แทนรูป Objective Pronoun เพื่อเพิ่มความชัดเจนทางความหมาย เช่น
She suspected that they recognized her sister but not herself. (ตามความเป็นจริงใช้”her” เพราะเป็น Object ของกิริยา “recognized”)

บางครั้งการใช้รูป Reflexive Pronoun เพียงเพื่อแสดงความสุภาพ หรือผู้พูดไม่แน่ใจว่าควรจะใช้คำ “I” หรือ “me” เช่น
My wife and myself were invited to the party.
There was an invitation to my wife and myself.

บางครั้ง Reflexive Pronoun โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “myself’ ถูกใช้แทนบุรุษสรรพนามธรรมดา เช่น
My brother is as old as myself. (ควรใช้ “I”)
No one realizes that more than myself. (ควรใช้”I”)

คำกิริยาที่ใช้กับ Reflexive Pronouns
มีกิริยาอยู่ 2-3 คำที่ใช้กับรูป Reflexive Pronoun เสมอ เช่น
I pride myself on always having a tidy garden.
He availed himself of the opportunity to speak to her.
All the students absented themselves from the class.

กิริยาบางคำใช้กับรูป Reflexive Pronoun ในความหมายบางอย่าง
I hope the children will behave themselves.
They acquitted themselves well.
I hope you will enjoy yourself at the party.
He applied himself to the task of organizing.
The finances of the Company.

กิริยา “behave, acquit, enjoy, apply”
ใช้ไม่กระทบ Reflexive Pronoun ก็ได้ เช่น
The judge acquitted the prisoner.
I enjoyed the concert very much.
He applied a hot poultice to the sore foot.
The children behaved very well.

บางครั้ง Reflexive Pronoun ใช้ในความหมาย “ซึ่งกันและกัน”
They were busy arguing among themselves. (= with each other)

ต่อไปนี้เป็นการใช้ Reflexive Pronoun ในลักษณะเน้น (Emphasizing) ซึ่งจะมีเสียงเน้นหนัก (Strong Stress) อย่างยิ่งที่คำ Reflexive Pronoun เพื่อแสดงความหมายขัดแย้ง เช่น
You yourself (=ไม่ใช้ใครอื่น) told me the story.

ข้อสังเกต การใช้ Reflexive Pronoun ในลักษณะเน้น มักจะวางคำ Reflexive Pronoun หลังคำที่มันเน้นเสมอ แต่อาจวางไว้ท้ายประโยคก็ได้ เช่น
I myself saw him do it. = I saw him do it myself.
The Duke himself piloted the plane. = The Duke piloted the plane himself.

บางครั้ง Reflexive Pronoun ความหมายเน้น อาจนำมาใช้ในสำนวน “by oneself” = alone (ตามลำพัง, ไม่มีใครช่วยเหลือ) เช่น
This is a machine that works by itself.
The little girl travelled from London to New York by herself.

“all” อาจนำมาใช้กับโครงสร้างเช่นนี้เพื่อเน้นความหมายยิ่งขึ้น เช่น Don’t you feel lonely living here all by yourself?

เมื่อใช้ในความหมาย “ไม่มีใครช่วยเหลือ” อาจละ “by” ก็ได้ เช่น
He tried to move the piano into the other room (by) himself, but couldn’t manage it.

5. สรรพนามสร้างคำถาม (Interrogative Pronoun)
สรรพนามสร้างคำถาม (Interrogative Pronoun) มีดังนี้ who, (whom, whose) which, what เป็นคำที่ใช้สร้างประโยคคำถาม และจะอยู่หน้ากิริยาเสมอ เช่น

ข้อสังเกต ถ้าใช้เป็นประธานของประโยค อาจใช้กิริยาเพียงคำเดียวได้เลย แต่ถ้าใช้เป็นกรรม จะต้องมีกิริยาช่วย (Helping Verbs) 1 ตัวต่อท้ายเสมอ

Interrogative Pronoun จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปตามเพศหรือพจน์ ฉะนั้นคำตอบของคำถามที่สร้างด้วยคำเหล่านี้ จึงเป็นเพศใดหรือพจน์ใดก็ได้ เช่น
คำถาม : Who broke the window?
คำตอบ : อาจเป็น “Henry” หรือ “Mary” หรือ “Henry and Mary”
คำถาม : Here are some apples; which would you like?
เราอาจยื่น แอปเปิ้ลให้ลูกหนึ่งหรือมากกว่า 1 ลูก ถ้าเราต้องการให้จำนวนของ “which” ชัดเจนยิ่งขึ้นควรใช้ “which” ประกอบกับคำ “one” หรือ “ones”
เช่น
“Here are some apples; which one would you like?” (Singular) หรือ
“Here are some apples; which ones would you like? (plural)

นอกจากนี้ Interrogative Pronoun ยังถูกนำไปใช้สร้างคำถามอ้อม (Indirect Questions) ด้วย (คำถามจากตัวอย่างทั้งหลายเรียกว่า “คำถามตรง”) (Direct Questions) เช่น
“What happened after that?” (Direct)
“He asked me what had happened after that.” (Indirect)
“Who is going to the party?” (Direct)
He asked me who was going to the party. (Indirect)

ข้อสังเกต  เมื่อสร้างเป็น Indirect Questions “Interrogative Pronoun” จะย้ายมาอยู่กลางประโยค ซึ่งเปลี่ยนหน้าที่ทางไวยากรณ์มาเป็นตัวเชื่อม (Relative) ของ Clause ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในเรื่อง Relative Pronoun

“Who”
“Who” ใช้กับบุคคลเท่านั้น อาจเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ และอาจใช้แทนนามเพศชายและนามเพศหญิง เช่น
“Who spilt the ink?” “Henry did.”
“Who can answer that question?” “Mary can.”

“Who” คือ รูปประธาน ส่วน “Whom” คือรูปกรรม เช่น
“Who(m) did you see?”  “I saw George”
O       H.V.    S              V
“To whom did you give the letter?”
prep O                S     V        D.O.
Who (m) did you give the letter to?

(“whom” เป็นภาษาเขียนทางการแต่ในภาษาพูดมักจะใช้ “who” ถ้าไม่อยู่หลังบุพบท)

ข้อสังเกต จงสังเกตความแตกต่างทางโครงสร้างข้างต้นตามความจริงแล้ว “whom” มีหน้าที่เป็น Indirect Object นั้นคือ ใช้โครงสร้างพื้นฐาน S+V+lnd.O.+D.O. สร้างประโยค แต่คำ “whom” จะต้องมี Preposition ควบด้วยเสมอ ไม่อยู่หน้าก็อยู่ท้ายประโยค แต่กับบุรุษสรรพนามนั้นไม่ต้องมีบุพบทเลย เช่น
They gave him the prize.
รูป Possessive ของ “who” คือ “whose” เช่น
Whose are those gloves and whose is this umbrella?

“What”
“What” มักใช้กับสิ่งของ เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ เป็นทั้งประธานและกรรมของประโยค และไม่มีรูป Possessive เช่น What is this? What are those strange objects? ความแตกต่างระหว่าง “who” (สำหรับบุคคล) และ “what” (สำหรับสิ่งของ) จะสังเกตได้ชัดจากประโยคต่อไปนี้
Who broke the window? และ What broke the window?
Whom did you see? และ What did you see?

“What” อาจใช้แทนพฤติกรรม (Activity) หรือการกระทำ (Action) ในกรณีเช่นนี้คำตอบของคำถาม จะเป็นคำกิริยาในรูปต่างๆ
“What are you doing?” “I’m cleaning the car?”
“What’s that thing for?” “It’s for punching holes in paper.”
“What have you done?” “I’ve knocked the vase off the table.”

“What” ยังถูกนำไปใช้ถามเกี่ยวกับอาชีพ (Profession) ด้วย เช่น
คำถาม : “What is that man talking to your father?”
คำตอบ : “He is a lawyer/a gardener/a Member of Parliament.

ข้อสังเกต ถ้าถามด้วย “who” จะตอบด้วยชื่อ เช่น
A : Who is that man talking to your father?
B : He is Mr. Brown.

การแสตงเจตนาของการถาม “who และ what” จะเห็นได้ในประโยคนี้
I don’t know who or what he is; and I don’t care.

ขอให้สังเกตด้วยว่าโครงสร้างคำถาม “What……like? นั้น ต้องการคำตอบอีกลักษณะหนึ่ง เช่น
A : What is he like?
B : He’s tall, dark and handsome. หรือ
A : What’s he like as a pianist?
B : Oh, he’s not very good. หรือ
A : What’s his work like?
B : It’s quite good.

“Which”
“Which” ใช้กับบุคคลและสิ่งของ เป็นเอกพจน์และพหูพจน์เป็นทั้งประธานและกรรมของประโยค และไม่มีรูป Possessive  เช่น
Which is your book? (Singular)
S            V                C
Which are your books? (Plural)
Which do you like best?
O           H.V.       S        V E

ข้อแตกต่างระหว่าง “what” และ “which”
“what” ใช้ในความหมายที่เราจะเลือกของต่างๆ จากจำนวนที่ไม่กำหนด แต่ “which” จะมีความหมายให้เลือกจากจำนวนที่กำหนด และการเลือกที่ใช้ “which” จะแสดงให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยโครงสร้าง “Which of” เช่น
Which of your boys can’t do this exercise?
Which will you have, tea or coffee?
A : What are you taking in your examination?
B :    I’m taking English, French, and German.
A : Which of them is your best subject?
B :    English.
A : What would you like to study in next year’s literature course?
B :    A Shakespear’s play
A : Very good; which would you like?
B :    Macbeth.

ข้อแตกต่างระหว่าง “who” และ “which”
จงสังเกตความแตกต่างทางความหมายของคำทั้งสองจากประโยคต่อไปนี้
Who would like to come for a game of football?
Which of you would like to come for a game of football?

สำหรับคำถาม “who” ผู้พูดพร้อมที่จะพาทุกคนที่ต้องการจะมาดูฟุตบอล แต่คำถาม “which” ผู้พูดจะพาไปเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น

Interrogative Adjectives
จากเรื่อง “Determinatives” ว่า Interrogative Adj. มี 3 คำ คือ whose, what และ which ซึ่งก็เหมือนคำคุณศัพท์โดยทั่วไปที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป พวกมันสามารถถูกนำไปใช้กับบุคคล (ทั้งเพศชายและเพศหญิง) และสิ่งของ พวกมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของประธานหรือส่วนของกรรม (เพราะต้องมีคำนามตามหลัง) และสามารถตามด้วยกิริยาเอกพจน์หรือพหูพจน์ เช่น

สำหรับคำถามที่ถามเกี่ยวกับธรรมชาติของบุคคลหรือสิ่งของเรามักใช้โครงสร้าง  “What kind of?” หรือ “What sort of?” เช่น

What kind of chocolates do you like best?
What sort of a girl is she?

“Which”
Which boy (girl) has (which boys/girls/have) answered correctly all the questions?
Which eye was injured, his right or his left?

ข้อแตกต่างระหว่าง “what” และ “which” ในฐานะ Interrogative Pronoun ซึ่งได้ยกตัวอย่างให้เห็นแล้ว จะมีความหมายแตกต่างลักษณะเดียวกันเมื่อใช้ในฐานะ Interrogative Adjective เช่น
A : What subjects are you taking in your examination?
B : English, French and German.
A : What play would you like to study next term?
B : One of Shakspeare’s
A : Very good; which play would you like?
B : Macbeth.

รูปเน้นของ Interrogative Pronoun
จะเติม “-ever” ที่ท้ายคำ Interrogative Pronoun “what, who, which” เพื่อแสดงความหมายเน้นเกี่ยวกับความรู้สึกประหลาดใจ, โกรธ และไม่พอใจ เช่น
Who ever can be calling at this time of night?
Who ever heard of such a silly idea?
What ever were you thinking of to suggest such a plan?

การใช้ในลักษณะสำนวน
มีสำนวนบางอันที่ประกอบด้วย “who, which, what” (ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยคคำถาม) เช่น
What about a cigarette/something to eat? (= would you like; shall we have……?)
Oh! there’s Mr. What’s-his-name ใช้พูดเมื่อจำชื่อไม่ได้
It’s a what-do-you-call-it.
It was so dark that I couldn’t tell who was who.
The two twins are so alike that I can’t tell which is which (หรือ who is who)
I don’t know anyone at this party; you must tell me who’s who.
You’ll find his name in Who’s Who. (= หนังสือรวมชีวประวัติบุคคล)
He’s a clever fellow; he knows what’s what.

6. สรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (Indefinite Pronouns)
กลุ่มของ-Indefinitive Pronouns มีดังนี้
some (thing; -body: -one), any (thing, -body, -one) all, one, none, no (-thing, -body, -one), every (thing, -body, -one) other, another, much, less, (a) few, (a) little, enough, each, either, neither.

หลายคำในกลุ่มนี้ใช้เป็นคำคุณศัพท์ได้ ซึ่งได้ผ่านมาแล้วในเรื่อง “Determinatives” (คำกำหนดนาม) เช่น
Have you any matches? (Adj.)
Ask John if he has any. (Pron.)
I wish I had some red roses. (Adj.)
I must try, to grow some next year. (Pron.)
The notice said. “All boys must be in school by 9 o’clock.” (Adj.)
But all were not there at 9 o’clock. (Pron.)
We all life Mr.Thompson very much. (Pron)
He told me a lot of other things that I can’t remember now. (Adj.)
Which one are you going to choose, that one or the other? (Pron.)
At the party each child was given an orange and a bag of sweets. (Adj.)
Each of them was also given a present from the Christmas tree. (Pron.)

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ Indefinite Pronouns และ Indefinite Adjective บางคำ
“either และ neither”
“either” หมายความถึง “สิ่งหนึ่งหรืออีกสิ่งหนึ่งในระหว่าง 2 สิ่ง” “neither” หมายถึง “ไม่ใช่สิ่งนี้และไม่ใช่สิ่งนั้น นั่นคือ เป็นการปฏิเสธของทั้ง 2 สิ่ง ทั้ง 2 คำนี้ใช้เป็นทั้ง Distributive Pronoun และ Distributive Adjective และทั้ง 2 คำใช้เป็นเอกพจน์ (Singular) เช่น
Either of these machines is suitable for the work you want done. (Pron.)

Neither of my friends has come yet. (Pron.)

There is a train at 11:30 and one at 12:05. either train will get you to Oxford in time for the meeting. (Adj.)

If you don’t want either of those, there is another one at 10:30. (Pron.)

I have travelled by the 11:30 train and the 12:05 and neither train had a restaurant car. (Adj.)

I am very surprised that neither of them had a restaurant car. (Pron.)

“either” บางครั้งหมายถึง “สิ่งหนึ่งและอีกสิ่งหนึ่งใน 2 สิ่ง,’
He came down the road with a girl on either arm.
“On either side of the river, lie.
Long fields of barley and of rye.” (Tennyson)

“all”
“all” ใช้เป็นทั้ง Pronoun และ Adjective และในความหมายเอกพจน์หรือพหูพจน์ เช่น ใช้ในความหมายเอกพจน์
1. เป็น Pronoun หมายถึง “ทุกสิ่งทุกอย่าง’’ (= everything)
When he saw his troops retreat, the General cried,
“All is lost.”
“All’s well that ends well.”
“All is not gold that glitters.

2. เป็น Adjective หมายถึง “จำนวนทั้งหมด เช่น
All the money is spent.
All the world has heard of his name.
He worked hard all the time he was here.
He spent all last week in London.

ใช้ในความหมายพหูพจน์ เป็นทั้ง Pronoun และ Adjective
All the pupils were present. (Adj.)
All are welcome. (Pron.)
I don’t like to speak before all these people. (Adj.)
He has written six novels and all of them are good. (Pron.)

เมื่อประธานของประโยคเป็นคำนาม “all” จะวางไว้ข้างหน้าหรือตามหลังคำนามก็ได้ เช่น
All the students agreed that the concert was good.
The students all agreed that the concert was good.

แต่ถ้าประธานของประโยคเป็นคำสรรพนาม “all” จะต้องวางไว้ข้างหลังคำสรรพนามเสมอ
They all agreed that the concert was good.

“all และ every”
“all” มักจะมีความหมายเหมือนกับ “every” (= ทุกสิ่งทุกอย่าง) แต่โครงสร้างจะต่างกัน
all = Plural Verb นั่นคือ all + Plural Noun

แต่ every + Singular Verb นั่นคือ every + Singular Noun
That’s the sort of job that all boys like doing.
That’s the sort of job that every boy likes doing,
The explosion broke all the windows in the street.
The explosion broke every window
All the people were cheering loudly.
Everybody was cheering loudly.

นอกจากนี้ ความหมายของคำทั้ง 2 ยังแตกต่างกันด้วย เช่น
All the boys were present.

เราพิจารณาเด็กๆ ในลักษณะเป็นกลุ่ม (mass) แต่
Every boy was present.
เรากำลังคิดถึงเด็กแต่ละคนในจำนวนหลายๆ คน ที่มาประกอบกันเป็นกลุ่ม

นอกจาก “all” จะใช้เป็น Pronoun และ Adjective แล้วยังใช้ “all” ในลักษณะ Adverb ได้อีกด้วย เช่น
“each, every (-one, -body)”
“each” และ “every” ยังใช้ในความหมายบอกจำนวนรวม (Totality) ด้วย และมักจะเรียกว่า “Distributives” (ความหมายแจกแจง) “each” ใช้เป็น Pronoun และ Determinative Adjective แต่ “every” ใช้เป็น Adjective เท่านั้น จึงต้องสร้างรูป Pronoun ของมันขึ้น คือ “everyone, everybody, everything” “each” ใช้เมื่อจำนวนเต็มนั้นคือ “2 หรือมากกว่า 2 ขึ้นไป” ส่วน “every” ใช้เมื่อจำนวนเต็ม “มากกว่า 2 ขึ้นไป”ใช้ “each” เป็น Pronoun
Each must do his best.
They each signed the papers.
Mr. Brown came to the school with a bag of apples, and gave the boys two each.
Each of the boys has done his work.

ใช้’ “each” เป็น Adjective
Each man must do his best.
Each person signed the paper.
He gave each boy two apples.
Before choosing a pen, she looked at each one in turn.

ใช้ “every” เป็น Adjective
Every man must do his best.
Every person signed the paper.
He gave every boy two apples.
Every one of the boys has done his work.
“Every cloud has a silver lining” (สุภาษิต)

รูปสรรพนามของ “every”
Everyone knows that Rome is the capital of Italy.
He told everyone that he was a lord.
Everybody was disappointed that you could not come.
Everything he says is true.
Everything in the house was destroyed by fire.

จงสังเกตว่า “each, every, everyone, everybody, everything” จะใช้กับ Singular Verb เสมอ

และจงสังเกตรูป “everyone” กับ “every one” ว่าใช้แตกต่างกัน คือ “everyone” ใช้กับบุคคลเท่านั้น แต่ “every one” ยังสามารถนำไปใช้กับสิ่งของ (นอกจากบุคคล) ได้ด้วย เช่น
She has kept every one of.my letters.

“each และ every”
ยังมีความแตกต่างทางด้านความหมายและวิธีในระหว่างคำ “each” และ “every” ในฐานะ Adjective อยู่บ้าง คือ คำ “each” จะมี ความหมายหนักไปในทาง “กระจายออก” (Distribution) มากกว่าคำ “every”

ส่วนคำ “every” นั้นมีความหมายหนักไปในทางรวบรวมส่วนกระกระจายต่างๆ ให้เข้าเป็นกลุ่มก้อน แต่ “each” มีความหมายเฉพาะเจาะไปที่รายชิ้นส่วนและพยายามแยกมันออกจากกลุ่มก้อน ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้
I visited him every day while he was in hospital. และ
I visited him each day while he was in hospital.
(จะเห็นว่าประโยคใช้ “each” มีความหมายเน้นมากกว่า “every”)

“every” ยังใช้ในลักษณะสำนวนได้ด้วย เช่น
The cheaper paper is every bit as good as the dealer one.
He is every inch a man.
You have every right to be angry.
There is every reason to think he is speaking the truth.

ในกรณีข้างต้นนี้ จะใช้ “each” แทน “every” ไม่ได้เลย และรวมทั้งกลุ่มวลีต่อไปนี้ด้วย
“every other day” “every two days” “every now and then” สำหรับ “every other day” ใช้ได้ 2 ความหมาย ซึ่งในภาษาพูดจะใช้เสียงเน้นหนัก (Stress) ที่คำดังนี้
1. ถ้าเน้นหนักตรง “day” คือ “every other day” หมายความว่า “วันเว้นวัน” เช่น
“I go there every other day.” = I go there on Monday, Wednesday, Friday and Sunday.

2. ถ้าเน้นหนักตรง “other” คือ “every other day” หมายความว่า “ทุกวันอื่น” เช่น
“We have a lesson on Monday, but on every other day there are no lessons.” = There are no lessons on all the other days.

“both”
“both” เหมือนคำ “all” ใช้เป็นทั้ง Pronoun และ Adjective มีความหมายบอก “จำนวนเต็ม” (Totality) แต่ “both” ใช้ในความหมาย “จำนวน 2 คน หรือ 2 สิ่ง” เท่านั้น และใช้กับคำนามพหูพจน์เท่านั้น จึงต้องตามด้วยกิริยารูปพหูพจน์เช่นกัน
“both” ใช้เป็นคำสรรพนาม
I have two brothers; they are both engineers.
I don’t know which book is the better; I shall read both.
“Which of the two girls is he in love with?”

“Both!”
“both” ใช้เป็นคำคุณศัพท์
Both his legs were broken in the accident.
There are houses on both sides of the street.
Both (the) men were found guilty.

“both” ยังใช้เป็น Adverb ในประโยคต่อไปนี้
The book is both useful and amusing.

some (-thing, -body, -one)
“some” ใช้ในกรณีต่อไปนี้
1. ใช้เป็น Adjective หรือ Pronoun และเมื่อเป็น Adjective จะใช้ประกอบนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) และนามพหูพจน์ (Plural Nouns) และถ้าใช้เป็น Pronoun จะอ้างถึงนามทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว และมีความหมาย “จำนวนที่ไม่กำหนดแน่นอน” เช่น

หมายเหตุ “some” ในตัวอย่างข้างต้นนั้นมีเสียงไม่เน้นหนัก (Weak Stress)

2. แต่ถ้าใช้ “some” ในลักษณะแสดงความหมายขัดแย้ง (Contrast) “some” จะมีเสียงเน้นหนัก (Strong Stress) ด้วย เช่น
Some people hate cats; others dislike dogs.
I enjoy some music, but much of it bores me.
Some of us agree with that statement; some disagree.
Not all your answers were correct; some were, some were not.

3. ถ้าใช้เป็น Adjective สามารถนำไปประกอบนามเอกพจน์นับได้ (Singular Countable Noun) ก็ได้ แต่จะมีความหมาย “หมายเฉพาะแต่สิ่งนั้นซึ่งไม่ปรากฎชัด” (มักจะเป็นความหมายในทางไม่ดี) ซึ่งงในกรณีนี้เวลาพูด “some” จะมีเสียงเน้นหนัก (Strong Stress) เช่น
Some fool had left the lawn-mower on the garden path, and in the dark I fell over it.
He arrived with some old book that he had picked up at a second hand book shop.

“something” และ “some” (เสียงเน้นหนัก) ซึ่ง “some” จะประกอบใช้กับจำนวนเลขด้วย จะมีความหมาย “โดยประมาณ” เช่น
I’ll whistle the tune for you; it goes something like this.
It happened some twenty years ago.
It will take some three or four thousand pounds to rebuild the house.

“any (-thing, -body, -one)
1. “any” ใช้ในความหมายเน้น จะมีความหมายกว้างๆ “ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง” หรือ “อะไรก็ได้” เช่น
Come any day you like.
Get me some cigarettes, please; any kind will do.
Any student can answer the question.
He is a man who will do anything for money.
You must give an excuse for not going; any excuse will do.
I have any number of (= a great many) small plants in my garden; I will give you as many as you want.

2. “any” ใช้ในความหมายไม่เน้น จะมีความหมายเหมือน “some” ที่ใช้ในลักษณะ 1 (ดูการใช้ “some”)

3. “any” ใช้กับนามเอกพจน์นับได้ นามนับไม่ได้ และนามพหูพจน์ เช่น Any sane person would have acted as you did.
Haven’t you any work to do?
Are there any cows in the field?

4.  “any” ใช้เป็น Adverb ในประโยคต่อไปนี้:-
I am sorry to say he isn’t any better.
I couldn’t come any sooner.
In spite of your careful explanation, I don’t think he is any the wiser.

“some และ any”
จงสังเกตความแตกต่างทางความหมายระหว่างคำ 2 คำ ในประโยคต่อไป
Richard is older than some of the other boys in his class.(= เขาไม่ใช่คนอายุน้อยที่สุดและก็ไม่ใช่คนอายุมากที่สุด)
Richard is older than any of the other boys in his class. (= เขาเป็นคนที่มีอายุมากที่สุด)
That firm does more business than some of its competitors. (= มากกว่าจำนวนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด)
That firm does more business than any of its competitors. (= มากกว่าทั้งหมด)

ความแตกต่างระหว่าง “some” และ “any” แบบง่ายๆ โดยทั่วไปก็คือ “some” ใช้ในประโยคบอกเล่า (Affirmative Sentence) และ “any” ใช้ในประโยคคำถาม (Interrogative Sentence) และประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence) เช่น
I am looking for some matches.
Have you any matches?
I haven’t any matches.
There is someone in the room.
Is there anyone in the room?
There isn’t anyone in the room?
There’s something I want to ask you.
Is there anything you want to ask me?
There isn’t anything I want to ask you.

ความหมายปฏิเสธอาจจะแสดงด้วยคำ “never, without, seldom etc.” ฉะนั้น “any” จะต้องใช้กับประโยคเช่นนี้ด้วย เช่น
He never had any luck.
He worked hard but without any success.

บางครั้งความหมายคำถามจะแสดงด้วยประโยคเงื่อนไข จึงใช้ “any” ในกรณีนี้เช่นกัน เช่น
If there are any good apples in the shop, bring me two pounds.
ยิ่งกว่านั้น “some” ยังถูกนำไปใช้กับประโยคคำถาม ในกรณีที่ผู้ถามหวังคำตอบ “yes” เช่น
Didn’t you put some matches in your pocket? หมายความว่า “ฉันเกือบแน่ใจว่าฉันเห็นเธอเอาไม้ขีดใส่กระเป๋า” ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ Question-tag
You put some matches in your pocket, didn’t you?
(จงทำความเข้าใจประกอบกับในเรื่อง Question-tag)

คำถาม “Are you expecting someone this afternoon?
เป็นการถามต้องการคำตอบ “yes” ถ้าต้องการคำตอบ “No” คำถามจะเป็นดังนี้
Are you expecting anyone this afternoon ?
เช่นเดียวกัน
Is someone coming this afternoon? (= ผมแน่ใจเพราะผมเห็นคุณกำลังเตรียมอะไรอยู่)
Have you lost something? (= ผมแน่ใจเพราะผมเห็นคุณกำลังค้นหาอยู่)
ลักษณะเช่นนี้อาจนำไปประยุกต์ใช้กับ Adverb “somewhere, anywhere” เช่น
Have you seen him before somewhere? (= ดูคุณเหมือนจะรู้จักเขา)

นอกจากนี้ ถ้าประโยคคำถาม มีความหมายทำนองขอร้อง เชื้อเชิญ หรือ คำสั่ง ให้ใช้ “some” เช่น
Will you ask someone to carry this bag for me, please?
May I give you some more tea?
Won’t you try some of this cake?
Could you let me have some money, father?

“no, nothing, nobody, no one, none”
คำกำหนดนาม “no” ใช้ในลักษณะ Attributive เท่านั้น และมีความหมาย “ไม่มีเลย” (= not any) เช่น
There is no (there isn’t any) salt on the table, and no (there aren’t any) glasses.
“No smoking allowed.”
“no” มีความหมายเท่ากับ “not a” ในประโยค เช่น He is no hero.
“nothing” สามารถแทนด้วยคำ “not anything ส่วน nobody (หรือ no one) สามารถแทนด้วยคำ “not anybody (-one) ยกเว้นเมื่อ “nothing หรือ nobody หรือ no one เป็นประธานของประโยค
There was nothing (= wasn’t anything) in the shop that I wanted to buy.
Can no one (= Can’t anyone) answer the question?
There’s nobody (=There isn’t anybody) in the room.

“nobody และ no one” ใช้สำหรับบุคคล แต่ “none” ใช้สำหรับทั้งบุคคลและสิ่งของ เช่น
No one came to the class. There was nobody in the room.
I wanted some more coffee but there was none left.

“none” เป็น Pronoun และมีความหมายเท่ากับ “not one” หรือ “not any” (= ไม่มีเลย) เช่น
None of his pupils failed their examination.
“How many fish did you catch?” “None.”
“None so blind as those who will not see” (สุภาษิต)

“nobody, nothing และ no one” เป็นเอกพจน์จึงใช้กับกิริยาเอกพจน์ ส่วน “none” ใช้กับกิริยาเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ได้ เช่น
None of us is perfect; we all make mistakes.
“There are none so deaf as those who will not hear.” (สุภาษิต)

“none” ใช้กับกิริยาเอกพจน์นั้น นักไวยากรณ์ส่วนใหญ่เห็นว่าถูกต้องมากกว่าที่จะใช้กับกิริยาพหูพจน์
“none, nothing, nobody, no one” มักจะใช้เพื่อเป็นคำตอบย่อ (Short answers) เช่น
“How-many of the exercises did you get right?” “None.”

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ความแตกต่างระหว่าง “nothing” และ “none” ก็คือ ในการตอบย่อนั้น “nothing” เป็นคำตอบของคำถาม ที่ขึ้นต้นด้วย “What” ส่วน “none” เป็นคำตอบของคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “How many” หรือ “How much”
และ “nobody หรือ no one” เป็นคำตอบของคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “Who” เช่น
“What is on the table?” “Nothing.”
“How many books are on the table?” “None”
“Who is in the dining-room?” “Nobody” (no one)
“How much petrol is there in the car?” “None”

“no, something, nothing” สามารถใช้ในลักษณะ Adverb ด้วย เช่น He is no better and is still very ill.
It is no faster to go there by train than by car.
No sooner had I let the cat out of the room than she wanted to come in again.
He is something like what his father was at that age.
Your work is nothing like so good as Henry’s.

หมายเหตุ น่าประหลาดที่ “no” เมื่อใช้เป็น Adverb มักจะประกอบกับคุณศัพท์รูปขั้นกว่า (ดังตัวอย่าง 3 ประโยคแรก) จะไม่ใช้กับคุณศัพท์รูปขั้นธรรมดา (ยกเว้น 2 คำคือ “no different และ no good”) และคุณศัพท์ขั้นสูงสุดเลย

“other, another”
“other” ใช้เป็นทั้ง Adjective และ Pronoun เมื่อเป็น Adj. จะไม่มีการเปลี่ยนรูป เมื่อเป็น Pronoun จะมีฐานะเป็นนามนับได้ จึงมีรูปพหูพจน์ “others” และเมื่อใช้กับ Indefinite Article (an) จะเขียนติดเป็นคำเดียวกันคือ “another”
“The other” (เอกพจน์) หมายถึง “สิ่งที่สองในสองสิ่ง” เช่น
He held a sword in one hand and a pistol in the other.
One of my brothers is named Richard, the other is named Frederick.
When we got to that round about we ought to have taken the other road.

“The other (s)” หมายถึง “remaining” (= สิ่งที่ค้าง) เช่น
We got home by 6 o’clock, but the others didn’t get back until about 8 o’clock.
The other guests that we had expected didn’t come.
“other (s)” อาจหมายความว่า “different” (= ต่างๆ) หรือ “additional” (= อีก) หรือ “remaining” (=สิ่งที่ค้าง) เช่น
There are other ways of doing this exercise.
I have no other friend but you.
Some like milk chocolate, others prefer plain chocolate.

“another” มีความหมาย ดังนี้
1. “เพิ่มทีละหนึ่ง” (an additional one) เช่น
Joe is terribly greedy; his hostess offered him another cake but he took one cake, then another and another.
Mr. Brown already has two cars, and now he has bought another.

2. “อีกสิ่งหนึ่ง” (a different one) เช่น
The point of this pencil is broken; can you lend me another, please?
On one day he will say one thing and on another day something quite different.

“each other, one another”
“each other” และ “one another” จะใช้ตามหลังสกรรมกิริยา (Transitive Verbs) เพื่อแสดงความหมาย “ร่วมกัน” นั่นคือ มีความรู้สึกและการกระทำร่วมกัน

นักไวยากรณ์ให้ข้อสังเกตว่า “each other” นั้นมีความเกี่ยวข้องกันเพียง 2 คน เช่น The two sisters love each other.
และ “one another” จะมีคนมากกว่า 2 คนขึ้นไปเกี่ยวข้องกัน เช่น Little children love one another.

นอกจากนี้ “each other” และ “one another” ยังใช้ตามหลังบุพบทได้ด้วย (Preposition Object) เช่น
They gave presents to each other.
They are very fond of one another.

7. Relative Pronoun (สรรพนามทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม)
Relative Pronoun คือ “who” (รูปประธาน) “whom” (รูปกรรม) “whose” (รูปแสดงความเป็นเจ้าของ), “which”, “that”, “as” และ “but” ทุกคำเป็นทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ทั้งเพศชายและเพศหญิง

“Relative Pronoun” “who” และ “which” จะไม่มีเสียงเน้นหนักเหมือนกับที่มันถูกใช้ในลักษณะ “Interrogative Pronoun”

หลักการใหญ่ๆ ที่จะใช้ Relative Pronoun เหล่านี้ก็คือนำไปสร้าง Adjective Clause (ขอให้ศึกษาประกอบกับเรื่อง Adjective Clauses)

“who”, “whom” และ “whose”
“who”, “whom” แระ “whose” จะใช้กับบุคคล (persons) เช่น
The man who spoke was my brother.
He is one of the men whom I feel I can trust.
He is a man whose word is as good as his bond.

“which” ใช้สำหรับสิ่งของ (Things) และสัตว์ (animals) เท่านั้น
The current, which is very rapid, makes the river dangerous.
The dog which was lost has been found.
แต่ถ้าสัตว์ถูกตั้งชื่อจะถือเหมือนว่าเป็นบุคคล “who” จะถูกนำมาใช้ในกรณีเช่นนี้
Our dog, Jock, who had been lost for two days, was found and brought home by a policeman.

ถ้าใช้กับ Collective Nouns ซึ่งเป็นบุคคลและมีความหมายเป็นเอกพจน์ จะใช้ “which” แต่ถ้ามีความหมายเป็นพหูพจน์จะใช้ “who (m)” เช่น
The London team, which played so well last season, has done badly this season.
The team, who are just getting their tickets, will meet on the platform at 2:30.

แต่จะใช้ “which” เมื่อ Antecedent เป็นประโยคทั้งประโยค
He invited us to dinner, which was very kind of him.

“That”
“that” ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไป (เป็นทั้งประธานและกรรม เอกพจน์และพหูพจน์) และใช้กับ Antecedent ที่เป็นบุคคลหรือสิ่งของ และเมื่อใช้ในกรณีเป็น Relative Pronoun เช่นนี้ จะไม่มีเสียงเน้นหนัก Shakespeare is the greatest poet that England has ever had.
The plays that he wrote have been performed in almost every country in the world.
They live in a house that was built in 1600.
Have you everything that you need?

“that” (ไม่ใช่ “who” หรือ which”) จะใช้ในกรณีต่อไปนี้
1. ใช้หลังคำ Adjective ขั้นสูงสุด (รามทั้งคำ “first” และ “last”) และหลัง Indefinite Pronoun ส่วนใหญ่
Yesterday was one of the coldest days that I have ever known.

His book is the best that has ever been written on that subject, and yet you say this is the first time that you have heard of it.

He never says anything that is worth listening to.

There’s not much that can be done.

2. ใช้ในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “It is….” “It was    ……” และในประโยคคำถามที่เกี่ยวข้องกันลักษณะเช่นนี้
“It’s an ill wind that blows nobody good.” (สุภาษิต)
It is the teacher that is important, not the kind of school he teaches in.
What was it that he wanted?
In which play of Shakespeare’s is it that Viola appears?
Was it you that broke the window?

3. เมื่อ Antecedent มีทั้งบุคคลและสิ่งของ เช่น
He talked brilliantly of the men and the books that interested him.

“that” จะไม่ใช้ใน Non-defining clause เลย และจะมี Preposition วางไว้ข้างหน้าไม่ได้เด็ดขาด (แต่ “which” และ “whom” มี Prep อยู่ข้างหน้าได้)

Preposition จะต้องวางไว้ท้าย Clause เสมอ
Here is the car about which I told you.
Here is the car that I told you about.

“that” ใช้ตามหลัง “same” ได้ เช่น
She wore the same dress that she wore at Mary’s wedding.

แต่ Relative Pronoun ที่ใช้ตามหลัง “same” และ “such” คือ “as” เช่น
I shall be surprised if he does this in the same way as I do.
She wears the same kind of clothes as her sister usually does.
I never heard such stories as he tells.

“What”
“what” จะใช้เมื่อคำ Antecedent ไม่ปรากฏหรือพูดได้ว่า “what” เป็นทั้ง Relative Pronoun และ Antecedent ในคำเดียวกัน (ดูเรื่อง Noun Clause ประกอบ) เช่น
Tell me what you want to know.

ประโยคข้างต้นนี้อาจเขียนได้ดังนี้อีกแบบหนึ่ง
Tell me the things which you want to know.

“what” จะถูกนำไปใช้ในกรณีที่ Antecedent คือ ประโยคทั้งประโยค เช่น
He is an interesting speaker, and, what is more important, he knows his subject thoroughly.

“Whichever, whatever, whoever” คือ Relative Pronoun รูปผสมใช้ในความหมายเน้นขึ้น เช่น
You can have whatever you want.
Take whichever you like.
She can marry whoever she chooses.

ความสัมพันธ์ภายใน Relative Pronouns
Relative Pronouns จะสัมพันธ์กับตัว Antecedent ในเรื่องของพจน์ และบุรุษ จงสังเกตประโยคต่อไปนี้
1. He waved his hand to Brown, whom he saw buying cigarettes in the shop.
2. He waved his hand to Brown, who, he saw, was buying cigarettes in the shop.

ทั้งสองประโยคเขียนถูกไวยากรณ์ทั้งคู่ ในประโยคที่ 1 “whom” เป็นกรรมของ “saw” และในประโยคที่ 2 “who” เป็นประธานของ “was buying”

ข้อสังเกตอีกอันที่ต้องระวังก็คือ เกี่ยวกับพจน์ของกิริยาของ Subordinate Clause ที่มี “one” ใช้อยู่ใน Main Clause เช่น
This is one of the most difficult questions that have been asked.
That is one of the books that were given to us for study.
Richard is one of the boys who always do good work for me.

ข้อสังเกต กิริยาใน Subordinate Clause จะต้องสัมพันธ์กับ Antecedent ที่ติดกับมันมากที่สุด ฉะนั้น “one” แม้ว่าจะเป็นประธานที่ แท้จริง จึงไม่ถูกกระทบด้วย

เมื่อลักษณะของ Adjective Clause เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ จึงต้องระมัดระวังให้มาก เมื่อจะใช้ Adjective Clause ในประโยคจะต้องวาง Adjective Clause ให้ใกล้ตัว Antecedent มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
จงสังเกตประโยคที่ใช้ Adjective Clause ที่ชวนขันประโยคนี้
After the wedding the bride and the bridegroom left in a car for London which had been given as a present by the bride’s father.

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์,  อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

คำนาม (Nouns) ในภาษาอังกฤษ

ได้ศึกษาโครงสร้างหรือรูปแบบ (Form) ของประโยคต่างๆ ตลอดจนส่วนขยาย (Modifiers) มาครบถ้วนแล้ว แต่การเขียนประโยคต่างๆ ในภาษาอังกฤษนั้น ผิดจากภาษาไทยของเราอย่างหนึ่งก็คือ ประธาน (Subject) ของประโยคจะมีผลกระทบต่อกิริยา (Verb) ซึ่งภาษาไทยเรามิได้เป็นเช่นนั้น เซ่น ฉันกินข้าว เขาผู้ชายกินข้าว เด็กกินข้าว เด็กๆ กินข้าว ซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ดังนี้:-

คำนาม

ฉะนั้น การศึกษาส่วนต่างๆ ของประโยคนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเขียนประโยคให้ถูกต้อง และส่วนแรกที่ควรศึกษาก็คือ คำนาม (Noun)
คำนาม (Nouns) ในภาษาอังกฤษ

Noun (นาม)คือชื่อของสิ่งต่างๆ เช่น ชื่อคน, สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ ซึ่งจำแนกออกได้เป็น 5 ชนิด ดังนี้:-

1. Common Noun (นามทั่วไป) หมายถึงนามที่เป็นชื่อกว้างๆ ของสรรพสิ่งต่างๆ ในโลก เช่น table, car, chair, boy, girl, school etc.
2. Proper Noun (นามเฉพาะ) หมายถึง นามที่ให้รายละเอียดเฉพาะขึ้นแน่นอนขึ้น แคบขึ้น เช่น Daeng, Smith, Lex, Thammasat University

หมายเหตุ นามประเภทนี้จะเขียนด้วยตัวอักษรตัวใหญ่เสมอ (Capital Letter)
3. Collective Noun (นามหมวดหมู่) เป็นชื่อของกลุ่ม ก้อน คณะ ฯลฯ ซึ่งครอบคลุมนามต่างๆ ที่เป็นประเภทเดียวกันไว้ เช่น group, army, herd, crowd, flock, class etc.
4. Abstract Noun (นามธรรม) หมายถึง นามที่เป็นชื่อบอกถึงคุณภาพ สภาวะ หรือการกระทำ ปกติใช้จิตสัมผัส เช่น health, poverty, pleasure, youth, happiness, faith, laughter, arrival, perseverance etc.
5. Material Noun (นามวัตถุ) หมายถึง ชื่อที่เป็นเนื้อแท้ หรือธาตุที่ประกอบเป็นสิ่งของนั้นขึ้น เช่น Sugar, snow, salt, glass, iron, copper etc.

นั่นเป็นการแบ่งนามตามรูป Noun แต่ในทางไวยากรณ์เราศึกษาทางด้านหน้าที่ของ Noun ซึ่งจะมีผลกระทบในประโยค จึงแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ดังนี้
1. Countable Noun (นามนับได้) 2. Uncountable Noun (นามนับไม่ได้)
นามชนิดที่ 1 สามารถทำรูปเป็นพหูพจน์ได้ (Plural Number) แต่นามชนิดที่ 2 นั้น มีรูปเป็นเอกพจน์ (Singular Number) เท่านั้น และนามทั้ง 5 ชนิดข้างต้น เมื่อจัดเข้ากลุ่มใหญ่ 2 ชนิด จะได้ดังนี้

Nouns อังกฤษ
หมายเหตุ มี Material Noun บางคำซึ่งใช้ได้ 2 อย่าง คือ เป็นได้ทั้ง Common Noun และ Material Noun เช่น
iron” เป็น Common Noun = เตารีด/เป็น Material Noun = เหล็ก

glass” เป็น Common Noun = แก้วน้ำ/เป็น Material Noun = กระจก

Stone” เป็น Common Noun = ก้อนหิน/เป็น Material Noun = เนื้อหิน
tin” เป็น Common Noun = กระป๋อง/เป็น Material Noun = ดีบุก

Copper” เป็น Common Noun = เงินเหรียญ/เป็น Material Noun = ทองแดง (และอื่นๆ)

ฉะนั้น คำนามประเภทเมื่อใช้ในประโยคแล้วจะต้องดูความหมายประกอบด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าใช้เป็นนามประเภทใด

Compound Nouns (นามผสม)
มีนามอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งควรจะศึกษาประกอบด้วยคือ “นามผสม” นามชนิดนี้ประกอบด้วยคำนาม 2 คำประกอบกัน และ เวลาให้ความหมายนั้น ให้ยึดนามตัวหลังเป็นหลัก (headword) ส่วนนามตัวหน้าจะทำหน้าที่เป็นตัวขยาย (Modifier) ซึ่งมีรูปหลักดังนี้
1. Noun+ Noun เช่น post office, schoolmaster, hairpin, shopkeeper, postcard, newspaper, sunshine, fire-engine, thunder¬storm, sea-serpent etc.
2. Gerund + Noun เช่น boxing-match, dining-room, writing-paper, walking-stick, swimming-pool.

นอกจากนี้อาจมีรูปที่ประกอบด้วยส่วนอื่นๆ เช่น
1. Adj. + N. เป็น quick-silver
2. Adj. + V. เป็น whitewash
3. V + N เป็น pickpocket
4. Adv + V เป็น overlook
5. N + Phrase เป็น Son-in-law

ข้อสังเกต
1. จะสังเกตเห็นว่า รูปนามผสมนั้นค่อนข้างไม่แน่นอน เช่น บางครั้งเขียนติดเป็นค่าเดียวกัน บางครั้งเขียนแยกเป็น 2 คำ บางครั้งเขียนแยกมี Hyphen (-) คั่นกลาง แต่รูปนามผสมที่แน่นอนมีอยู่รูปหนึ่ง คือ Gerund+Noun ซึ่งจะต้องใช้ Hyphen คั่นกลางเสมอ
2. Compound Noun ในรูป Adj. + N. หรือ N + N ขอให้สังเกตให้ดีด้วยว่าจะไปซ้ำกับรูป Adj. + N ในลักษณะของคุณศัพท์ขยายนามตามปกติของมันที่เรียกว่า “กลุ่มคำ” (Word Groups) เช่น a black bird, a hot house, a light house etc. ซึ่งต่างจากรูป a blackbird, a hothouse, a lighthouse และในภาษาพูด Word Groups ทุกคำจะเสียงเน้นหนัก (Stress)

แต่ Compound Noun ทั้งหลาย (รวม Compound Noun ในรูปอื่นๆ ด้วย) จะออกเสียงเน้นหนักที่คำหน้า (Front Word) เท่านั้น เช่น

a blach bird = นกสีดำทั้งหลาย (อาจเป็นนกอะไรก็ได้)/ a blackbird = นกกางเขน/a hot house = บ้านร้อน/a hothouse = ห้องกระจกสำหรับใช้เลี้ยงต้นไม้/a light house = บ้านเบา/a lighthouse = ประภาคาร/a paper basket = ตะกร้าทำด้วยกระดาษ/ a paper basket – ตะกร้าใส่กระดาษ

หน้าที่ของคำนาม (Function of Nouns)
เมื่อได้รู้จักคำนามแล้ว ควรทราบว่าเราจะใช้คำนามไปวางตรงตำแหน่ง (Position) ใดของโครงสร้างประโยค ซึ่งจำแนกออกเป็น 7 กรณี ดังนี้

1. เป็นประธานของประโยค (Subject) เช่น The boy opened the door.
2. เป็นกรรมตรง (Direct Object) เช่น I saw the boy.
3. เป็นกรรมรอง (Indirect Object) เช่น I told the boy a story.
4. เป็นกรรมของบุพบท (Prepositional Object) เช่น Give the money to the boy.    
5. สร้างโครงสร้าง Preposition Phrase เช่น I spoke to the boy.
The House of Commons.
6. เป็นส่วนสมบูรณ์ (Complement) เช่น He is a clever boy.
7. เป็น Antecedent ของ Adjective Clause เช่น The boy whom we love is Jack.

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์,  อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

วลีภาษาอังกฤษ (Phrase)

วลี (Phrase) คือ กลุ่มคำ (a group of words) ที่ไม่มีกิริยาแท้ (Finite Verbs)

วลีภาษาอังกฤษ

การที่จะศึกษาเรื่องวลี (Phrase) ให้เข้าใจถ่องแท้นั้น นักศึกษาควรรับทราบเรื่องของกิริยา (Verb) ในแง่หนึ่งให้เข้าใจเสียก่อนว่า ถ้าเราแบ่งกิริยา (Verb) ตามรูปแบบ (Form) จะได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. กิริยาแท้ (Finite Verbs)
2. กิริยาไม่แท้ (Non-finite Verb)

กิริยาแท้ (Finite Verbs) หมายถึง กิริยา (Verb) ที่เปลี่ยนรูปร่าง (Forms) ให้สัมพันธ์กับประธาน (Subject) ของประโยค เช่น
I am a boy.
I eat rice.
You are a boy.
He eats rice.
He is a boy.
They eat rice.

จากตัวอย่างข้างต้น จะพบว่า คำกิริยา (Verb) ทุกคำในประโยคเป็นกิริยาแท้ (Finite Verb) ทั้งสิ้นเพราะยอมเปลี่ยนรูปร่างให้สัมพันธ์กับประธาน (Subject) ของประโยคอยู่เสมอ

กริยาไม่แท้ (Non-finite Verbs) คือ กิริยาที่ไม่ยอมเปลี่ยนรูปร่างให้สัมพันธ์กับประธาน (Subject) ของประโยคเลย
เช่น

จะพบว่าส่วนของกิริยา (Verb) ประกอบด้วย 2 คำ หรือที่เรียกกิริยารูปผสม (Compound Verb) แต่กิริยา (Verb) ที่อยู่ใกล้ประธาน (Subject) ของประโยคจะยอมเปลี่ยนรูปร่างตามประธาน จึงเป็นกิริยาแท้ (Finite Verb) ส่วนกิริยาที่อยู่ไกลประธานออกไป จะไม่ยอมเปลี่ยนรูปร่างตามประธานเลย จึงเรียกว่า กิริยาไม่แท้ (Non-finite Verb)

จงสังเกตตัวอย่างต่อไปนี้อีกครั้งหนึ่ง

จาก 2 ตัวอย่างข้างบนพอจะสรุปได้ว่า ประโยคเอกกัตถประโยค (Simple Sentence) ทุกประโยคจะมีกิริยาแท้ (Finite Verb) เพียงตัวเดียวเท่านั้น ส่วนกิริยาไม่แท้ (Non-finite Verb) นั้นสามารกมีได้มากกว่า 2 ตัวขึ้นไป และรูปร่าง (Form) ของกิริยาไม่แท้ (Non- finite Verbs) นั้นไม่มีการเปลี่ยนรูป (Unchanged) เลย

ดังนั้น รูป (Form) ของกิริยาไม่แท้ (Non-finite Verb) จึงแน่นอนตายตัว ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 รูป ด้งนี้:-
1. Infinitive (V. หรือ To+V1)
2. Participle (V-ing หรือ V3)
3. Gerund (V-ing)

ฉะนั้น รูปวลี (Forms of Phrases) จะประกอบด้วยกิริยาไม่แท้ (Non-finite Verbs) เป็นหลัก ซึ่งนักภาษาศาสตร์ได้รวบรวมจากการที่พบเห็นบุคคลทั่วไปนิยมใช้ไว้ 6 รูป ดังนี้

1. Infinitive Phrase (วลีที่ประกอบด้วยรูป Infinitive เป็นหลัก) ซึ่งนำไปใช้ใน 3 หน้าที่ดังนี้

1.1 ทำหน้าที่เหมือนคำนาม (Noun) เช่น
1.1.1 เป็นประธาน (Subject) ของประโยค เช่น

1.1.2 เป็นกรรมตรง (Direct Object) ของกิริยา เช่น

1.1.3 .เป็นส่วนสมบูรณ์ของประธาน (Subjective Complement) เช่น

นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนสมบูรณ์ของกรรม (Objective Complement) เช่น

1.2 ทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์ (Adjective) คือ ใช้ขยายคำนาม (Noun) หรือขยายสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (Indefinite Pronoun) เช่น

1.3 ทำหน้าที่เหมือนคำกิริยาวิเศษณ์ (Adverb) คือ ใช้ขยายคำกิริยา (Verb) ขยายคำคุณศัพท์ (Adjective) หรือขยายคำกิริยาวิเศษณ์ (Adverb) อีกคำหนึ่ง เช่น

อนึ่ง ยังมีการใช้ Infinitive Phrase ในหน้าที่ Adverb อีกลักษณะหนึ่งซึ่งพบเห็นในงานเขียนทั่วไป คือ การใช้ในความหมายเน้น (Emphasis) จะวาง Infinitive Phrase ไว้หน้าประโยค ซึ่งลักษณะเช่นว่านี้ใช้ในภาษาเขียนเท่านั้น เช่น

หมายเหตุ การใช้ Infinitive Phrase ในลักษณะเช่นนี้ ต้องสังเกตให้ดีว่าประธาน (subject) ของประโยคจะต้องสัมพันธ์กับ Infinitive เสมอหรือจะต้องกระทำอาการ Infinitive นั้นด้วย มิฉะนั้นจะถือว่าผิดไวยากรณ์ ซึ่งเรียกความผิดชนิดนี้ว่า “Dangling Infinitive” หรือ
“Misrelated Infinitive” เช่น

อนึ่ง มีกลุ่ม Infinitive Phrase ต่อไปนี้
To tell you the truth,………………………………………………
To hear him talk…………………………………………………..
To cut a long story short…………………………………………
To continue with what I was saying,……………………………

สามารถนำไปวางไว้หน้าประโยคทุกประโยค โดยไม่เกิดความผิด Dangling Infinitive เลย เพราะกลุ่มวลีเหล่านี้มีความหมายกว้างๆ ไม่ เจาะจงประธานของประโยคตัวใดเลย

2. Participial Phrase (วลีที่ประกอบด้วย Participle เป็นหลัก) แบ่งออกเป็น 2 รูป ดังนี้:-
1. Present Participial Phrase (V-ing)
2. Past Participial Phrase (V3)

ก่อนที่จะศึกษาการใช้ Participial Phrase ขอให้จดจำความหมายที่แฝงอยู่ใน Phrase ทั้ง 2 รูปนี้ก่อนว่า Present Par¬ticipial Phrase นั้นจะมีความหมายเป็น Active (แสดงการกระทำกิริยา) และ Past Participial Phrase จะมีความหมายเป็น Passive (ถูกกระทำโดยกิริยา) ซึ่งมีหน้าที่ 2 ประการ ดังนี้

2.1 ทำหน้าที่เหมือนคุณศัพท์ (Adjective) คือ ใช้ขยายคำนาม (Noun) เช่น

2.2 ทำหน้าที่เหมือนกิริยาวิเศษณ์ (Adverb 1/2) คือ ใช้ขยายกิริยา (Verb) ขยายคุณศัพท์ (Adjective) และขยายกิริยาวิเศษณ์
(Adverb) อีกคำหนึ่ง เช่น

ข้อสังเกต การใช้ Participial Phrase ในหน้าที่ Adverb นั้น จะมีลักษณะเหมือนกับการใช้ Infinitive Phrase ในหน้าที่ Adverb เช่นกัน

คือ ใช้วางไว้ข้างหน้าประโยคและใช้ในภาษาเขียนเท่านั้น และต้องระวังที่จะต้องให้ประธาน (Subject) ของประโยคสัมพันธ์หรือกระทำอาการ Participle ด้วย มิฉะนั้นจะถือว่าผิดไวยากรณ์ในความผิดที่ว่า “Dangling Participle” หรือ mis-related Participle  เช่น

หมายเหตุ นอกจากจะวาง Participial Phrase ในหน้าที่ Adverb ไว้หน้าประโยคแล้ว มีนักเขียนบางท่านวางไว้หลังประโยค หรือบางทีกลางประโยคก็มี

อนึ่ง มีกลุ่ม Participial Phrase บางกลุ่ม ซึ่งสามารถนำไปวางไว้หน้าประโยคทุกประโยคโดยไม่เกิดความผิด Dangling Participle เลย เพราะมีความหมายกว้างๆ ไม่ชี้เฉพาะเจาะจงประธานของประโยคตัวใด เช่น
Generally speaking………………………………………………..
Talking of football…………………………………………………..
Considering the position as a whole    ……………………………..
Roughly speaking,…………………………………………………
Allowing for extras,…………………………………………………
Strictly speaking……………………………………………………

3. Gerundial Phrase (วลีที่ประกอบด้วยรูป Gerund เป็นหลัก) ซึ่งมีหน้าที่ในประโยคเพียงประการเดียวเท่านั้น คือ ทำหน้าที่เหมือนคำนาม (Noun) เช่น

4. Prepositional Phrase (วลีที่ประกอบด้วยคำบุพบท (preposition) เป็นหลัก) ซึ่งทำหน้าที่ได้ 2 ประการ ดังนี้

หมายเหตุ ในกรณ์ที่ใช้ Prepositional Phrase เป็น Adv. ในภาษาเขียน(Written English) อาจจะเขียนได้อีกแบบหนึ่ง และให้ความหมายเน้นกว่ารูปแบบที่เขียนดังข้างต้น นั่นคือ นำ Prepositional Phrase ไว้หน้าประโยคแล้วคั่นด้วย Comma เช่น On the table, I sit ขอให้สังเกตว่าต้องมี Comma คั่นเสมอ (นอกจากบางครั้ง Prepositional Phrase เป็นกลุ่มวลีสั้นๆ อาจจะไม่ใช้ Comma คั่นก็ได้) ถ้าไม่มี Comma คั่นระหว่างประโยค จะทำให้รูปแบบของประโยคที่ตามมาข้างหลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ นั่นคือ จะต้องใช้รูปประโยคโครงสร้างพื้นที่ทันที เช่น

อย่างไรก็ดี ขอให้ทราบว่า รูปแบบลักษณะโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวนี้ มักจะใช้เขียนในหนังสือนิทานของเด็กๆ เท่านั้น

5. Absolute Phrase (วลีที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง) เป็นวลี (phrase) ซึ่งสร้างมาจาก participial phrase นั่นเอง แต่มีประธาน (Subject) อยู่ข้างหน้าวลี สัมพันธ์กับวลีในกลุ่มของตนเอง และใช้ในหน้าที่ Adverb เท่านั้น จึงใช้นำหน้าประโยคได้ทุกประโยค โดยไม่เกิดความผิด “Dangling Participle” เช่น

อย่างไรก็ดี มีนักไวยากรณ์บางท่านแบ่งวลี (Phrase) ไว้เพียง 3 ชนิดเท่านั้น คือ

(1) Noun Phrase (2) Adjective Phrase (3) Adverb Phrase
นั่นคือเขาแบ่งวลี (Phrase) ตามหน้าที่ (Function) ที่มันทำงานในประโยค แต่การที่เราแบ่งเป็น 6 ชนิดข้างต้นนั้น เราแบ่งตามรูป (Form)
ของมัน ซึ่งมีประโยชน์มากกว่า เพาะเราสามารถนำไปใช้งานเขียนประโยคได้

ไม่ว่าจะแบ่งวลี (Phrase) ในลักษณะใด ก็เหมือนกันทั้งสิ้น เพราะเมื่อจัดรวมกันเข้าแล้วก็เป็นลักษณะเดียวกันนั่นเอง คือ

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์,  อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

คำว่า above และ over ในภาษาอังกฤษ ใช้ต่างกันอย่างไร

above (กว่า, สูงกว่า, เบื้องบน, เหนือ) เป็นได้ทั้ง adverb และ preposition เช่นเดียวกับ over (บน, เหนือ, มากกว่า, เกิน) ทั้งสองคำใช้ดังนี้

above และ over ในภาษาอังกฤษ

1. ใช้ above เมื่อวัตถุสิ่งหนึ่งอยู่เหนือสิ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้อยู่เหนือขึ้นไป เป็นแนวดิ่ง แต่จะอยู่เยื้องๆ เช่น
I have got a big house above the lake.
ผมมีบ้านใหญ่หลังหนึ่งอยู่เหนือทะเลสาบขึ้นไป
She has got a big building above the river.
หล่อนมีตึกใหญ่หลังหนึ่งอยู่เหนือแม่นํ้าขึ้นไป

2. ใช้ above ในการอธิบายบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการวัดใน แนวตั้ง เช่น
We were living in a small house above sea-level.
พวกเราอยู่ในบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งที่อยู่เหนือระดับนํ้าทะเล
… a degree above absolute zero.
อุณหภูมิสูงกว่า 0° (ศูนย์องศา)

หมายเหตุ: ห้ามใช้ above วางไว้หน้าจำนวนนับเมื่อพูดถึงปริมาณ, จำนวนของสิ่งของหรือจำนวนของคน เช่น
ไม่ใช้ : She had above thirty pairs of shoes.
ให้ใช้ : She had over thirty pairs of shoes.
หรือใช้ : She had more than thirty pairs of shoes.
หล่อนมีรองเท้ามากกว่า 30 คู่

3. ใช้ over เมื่อสิ่งหนึ่งอยู่เหนืออีกสิ่งหนึ่งขึ้นไปในแนวตรง เช่น
I have reached the little bridge over the stream.
ผมได้ไปถึงสะพานเล็กๆ เหนือลำธาร
There is cloud over the south of Bangkok.
มีเมฆปกคลุมตอนใต้ของกรุงเทพฯ

4. ใช้ over เมื่อสิ่งหนึ่งลอยผ่านหรือไหลผ่านอีกสิ่งหนึ่งไป เช่น
The plane was flying over a train.
เครื่องบินกำลังบินผ่านรถไฟขบวนหนึ่ง
The bird is flying over the canal.
นกตัวหนึ่งกำลังบินผ่านคลอง

5. ใช้ over ในความหมาย “มากกว่า” เช่น
How old is Guntita? Over twenty.
กัณฐิตาอายุเท่าไหร่ มากกว่า 20 ปี
There were over forty people at home.
มีคนอยู่ที่บ้านมากกว่า 40 คน

6. ใช้ above และ over ในความหมายว่า “สูงกว่า” เช่น
There is a picture on the wall above / over your head.
มีรูปภาพ 1 รูป อยู่ที่ฝาผนังเหนือศีรษะคุณ
The water came up above / over my knees.
นํ้าได้ขึ้นสูงเหนือเข่าของผม

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)