Monthly Archives: September 2014

ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences)

ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences) เป็นลักษณะประโยคที่บอกการกระทำของกิริยาอีกลักษณะหนึ่งที่มีความสำคัญพอๆ กับเรื่อง “mood” เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ข้อความของประโยคในรูปแบบต่างๆ จะแสดงความหมายไม่เหมือนกัน ข้อความบางอันเป็นจริง แต่ข้อความบางอันไม่เป็นจริง เป็นแต่การสมมุติเท่านั้น

ฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องศึกษารูปแบบของประโยคเงื่อนไขต่างๆ ให้ดี จึงจะเข้าใจข้อความได้ถูกต้องขึ้น ประโยคเงื่อนไขนั้น ความจริงก็คือ Adverb clause ชนิดหนึ่งที่แสดงเงื่อนไข (Condition) ซึ่งมีตัว Relative เช่น “if, unless, provided (that), suppose (that), on condition that” แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้ “if’ บางตำรา จึงเรียกประโยคเงื่อนไขว่า “IF-Clause” ก็มี

ชนิดของประโยคเงื่อนไข
ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. เงื่อนไขที่เป็นจริง หรือเงื่อนไขที่เป็นไปได้ในอนาคต (Real Conditions or Open Conditions) มีรูปแบบโครงสร้างดังนี้

Subordinate Clause            Main Clause
IF + Present Simple            Future Simple

ตัวอย่าง
If John works hard, he will pass his examination.
If the rain stops I shall go for a walk.
Unless the rain stops I shall not go for a walk.

ตำแหน่งการวาง Clause ทั้ง 2 อาจสลับกันได้ คือ เอา Main Clause ขึ้น แล้วตามด้วย Subordinate Clause (แต่อย่างไรก็ดี ถ้าขึ้นต้น ประโยคด้วย Subordinate Clause หรือ if Clause ก่อนจะเป็นการเน้นยิ่งขึ้น) เช่น
I will help him if he asks me.
I won’t help him unless he asks me.
He will do the work if (provided that/on condition that) he has the time.

ประโยคเงื่อนไขแท้จริง (Real Conditions) นอกจากจะใช้โครงสร้างประโยคดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ใช้มากที่สุดแล้ว ยังมีโครงสร้างอีกแบบหนึ่งซึ่งใช้มากเช่นกัน และค่อนข้างจะมีความหมายเน้น (Emphasis) กว่าโครงสร้างข้างบน คือ

Subordinate Clause                Main Clause
If + Present Simple                 Present Simple

ตัวอย่าง
If you are right, I am wrong.
If he comes, I tell you.
If you boil water, it changes into steam.

นอกจากโครงสร้างหลัก 2 แบบ ดังกล่าวแล้ว ประโยคเงื่อนไขแท้จริง อาจใช้ในแบบอื่นๆ อีก เช่น ตัวอย่าง
1. If + Present Simple\Future Perfect Tense เช่น If I get this right, I shall have answered every question correctly.
2. IF + Present Simple, Past Simple Tense เช่น If what you say is right, then what I said was wrong.
3. If + Present Simple, Imperative Mood. เช่น If you meet Henry, tell him I want to see him. It the ground is very dry, don’t forget to water those plants.
4. If + should + Bare Infinitive, Imperative or Future in Question Forms เช่น
If you should meet Henry, tell him I want to see him.
If he should come, please give him this book.
If you should be passing, do come and see us.
If the train should be late, what will you do?

หมายเหตุ โครงสร้างตามรูปแบบที่ 4 นี้ จะมีความหมายความเป็นไปได้ที่น้อยลงกว่าโครงสร้างปกติ (Remote Possibility)
5. If + Past Simple, Present Simple Tense เช่น If I said that, I apologise.
6. If + Past Simple, Past Simple Tense เช่น If I said that, I was mistaken.
7. If + Past Simple, Future Simple Tense เช่น If I made a mistake, I will try to remedy it.
8. If + Present Perfect, Future Simple Tense เช่น If I have made a mistake, I will try to remedy it.
9. IF + Present Perfect, Present Simple Tense เช่น If you have done your work, you may go to the cinema.

ข้อสังเกต
1. ใน IF-Clause จะไม่ตามด้วย Future Tense เลย แม้ว่าความหมายจะเป็นอนาคตก็ตาม เช่น
I shall go for a walk if the rain will stop. (ผิด)
I shall go for a walk if the rain stops. (ถูก)

2. “will” จะใช้ใน IF-Clause แต่มิได้แสคงความหมาย “อนาคตกาล” แต่แสดงถึง “ความเต็มใจหรือตั้งใจทำ (Willingness) เช่น
If you will sign this agreement, I will let you have the money at once.

แต่ข้อความข้างบนจะสุภาพยิ่งขึ้นถ้าใช้ “would” เช่น If you would (=would be so kind as to/would be kind enough to) sign this agreement, I will let you have the money at once.

2. เงื่อนไขที่ไม่จริงหรือเงื่อนไขสมมุติ (Unreal Conditions or Hypothetical Conditions, Suppositions) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
2.1 เงื่อนไขที่ไม่จริง หรือเป็นไปไม่ได้ในอนาคต (Unreal Conditions in Future) มีรูปแบบดังนี้

Subordinate Clause            Main Clause
IF+Past Simple Tense        Future Simple in the Past

เช่น
If Henry were here, he would know the answer.
If I had the money, I would buy a new car.
If I were King, you should be Queen.

ข้อสังเกต
1. ใน IF-Clause ที่แสดงเงื่อนไขไม่จริงในอนาคตนี้ จะใช้ “were” กับทุกๆ ประธาน
2. รูป Future Simple in the Past นั้น ก็คือ รูปที่มาจาก Future Simple นั่นเอง แต่เปลี่ยน “will” เป็น “would” หรือเปลี่ยน “shall” เป็น “should”
3. ความหมายของทุกตัวอย่างข้างต้น จะแสดงการสมมุติทั้งสิ้น เช่น
“If Henry were here……” แสดงว่า “ผมรู้ว่าเฮนรีไม่มีโอกาสจะอยู่ที่นี่ได้เลย” หรือ “If I had the money………” หมายความว่า “ผมรู้ว่าผมไม่มีทางจะมีเงินจำนวนนั้นได้เลย’’ ตัวอย่างประโยคสุดท้ายยิ่งเน้นชัดว่า ข้อความนั้นไม่มีทางเป็นไปได้อย่างยิ่ง คือ “If I were King…………”

อนึ่ง รูปแบบเงื่อนไขไม่แท้จริง หรือเงื่อนไขเป็นไปไม่ได้ในอนาคตนี้ อาจแสดงได้อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะมีความหมายเน้นขึ้น

IF+Past Simple Tense        Future Perfect in the Past
เช่น
If he were really interested in buying the property, he would have made an offer before now.

หมายเหตุ รูป Future Perfect in the Past นั้นคือรูป Future Perfect Tense นั่นเอง แต่เปลี่ยน “will” เป็น “would” “shall” เป็น “should” เช่นกัน

2.2 เงื่อนไขไม่จริงหรือเงื่อนไขสมมุติย้อนอดีต (Unreal Conditions in Past) มีรูปแบบดังนี้

Subordinate Clause                  Main Clause
IF + Past Perfect Tense            Future Perfect in the Past
เช่น
If John had worked hard, he would have passed the examination.
If you had asked me, I would have helped you.
If I had had the money, I would have bought a bigger house.
If the hat had suited me, I would have bought it.
I should never have done that work if you had not helped me.
If you hadn’t told me about it, I might never have gone to see it.

ข้อสังเกต
1. รูป Future Perfect in the Past ก็คือ รูปที่มาจาก Future Perfect Tense นั่นเอง แต่เปลี่ยน “will” เป็น “would” หรือ “shall” เป็น “should”

2. ความหมายของรูปเงื่อนไขไม่จริงย้อนอดีตนี้จะมีความหมายเหมือนกับโครงสร้าง “wish + Past Perfect” (ดูเรื่อง “Mood” ที่เกี่ยวกับโครงสร้าง “wish” ประกอบ) กล่าวคือ เป็นเงื่อนไขที่กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและได้กระทำลงไปตรงกันข้ามกับรูปประโยคเสมอ หรือเป็นเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงนั่นเอง (Contrary to the Facts) เช่น
“If John had worked hard……..” (= ผู้พูดกล่าวพาดพิงถึงการเรียนที่แล้วมา และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จอห์นไม่ได้ศึกษาอย่างขยันเลย เขาจึงสอบตก)
หรือ
“If you had asked me,………………”
(= ผู้พูดกล่าวพาดพิงถึงการเรียนที่แล้วมา และความจริงที่เกิดขึ้นคือคุณไม่ได้ขอร้องผม ผมก็เลยไม่ได้ช่วยคุณ)
หรือ
“If the hat had suited me, I would have bought it.”
(= ผู้พูดกล่าวพาดพิงเรื่องที่แล้วมาเช่นกัน ซึ่งมีความหมายว่า “(เมื่อวานนี้ตอนที่ผมไปดูหมวกใบหนึ่งในร้าน) ถ้ามันเหมาะกับผม ผมก็คงซื้อมันไปแล้ว” ซึ่งความเป็นจริงก็คือ ผมไม่ได้ซื้อหมวกใบนั้น  เพราะมันไม่เหมาะกับผม)

ลองทำความเข้าใจกับตัวอย่างอื่นๆ ต่อไป

อนึ่ง ยังมีรูปแบบเงื่อนไขไม่จริง หรือเงื่อนไขสมมุติย้อนอดีตอีกรูปหนึ่งที่ใช้กันในภาษาอังกฤษ คือ

IF + Past Perfect Tense        Future Perfect Tense

ซึ่งมีความหมายแตกต่างจากรูปแบบหลักที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ เช่น
If you had been there last night, you will have helped me.
จะมีความหมายว่า “ผู้พูดไม่ทราบว่าเมื่อคืนคุณอยู่ที่นั่นหรือเปล่า แต่แน่ใจว่าถ้าคุณอยู่คุณคงช่วยผมไปแล้ว” ซึ่งมีความหมายต่างจาก
“If you had been there last night, you would have helped me. หมายความว่า “ผู้พูดแน่ใจว่า คุณไม่ได้อยู่ที่นั่น คุณจึงไม่ได้ช่วยผม” สามารถกล่าวได้ว่า เงื่อนไขไม่จริงหรือเงื่อนไขสมมุติแบบ 2 นี้ ใช้แสดงความหมายได้ทั้ง 3 กาลเวลาด้วยกัน คือ
1. Present time (ปัจจุบันกาล)
If Henry were here, he would know the answer.
If I had the money, I should buy a new car.
If the grass needed cutting, I would cut it.
If the hat suited me, I would buy it.

แม้ว่ากิริยาในประโยคจะเป็นรูปอดีต แต่ความหมายเป็นเงื่อนไขปัจจุบัน คือ จะมีความหมายเท่ากับ
“If Henry were here Now………..” หรือ “If I had the money Now……….” หรือ “If the grass needed cutting Now…………….”
แต่ทุกอย่างที่กล่าวนั้นมีเหตุข้ดข้องที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ (Impossible) ตามรูปแบบโครงสร้าง 2.1

2. Past time (อดีตกาล) เช่น
If John had worked hard last term, he would have passed the examination.
If you had asked me that time, I would have helped you.

ความหมายประโยคต่างๆ จะเป็นไปตามลักษณะโครงสร้าง 2.2 ตามที่กล่าวมาแล้ว

3. Future Time (อนาคตกาล) เช่น
รูปแบบของมันส่วนหนึ่งจะเป็นไปตามลักษณะโครงสร้าง 2.1 แต่บางครั้งอาจใช้ Adverb of Time ขยาย แสดงความเป็น
อนาคตอย่างชัดเจน หรือบางทีใช้โครงสร้าง “were + To-lnfinitive” เช่น
If Richard worked hard next term, he would pass the examination.
What would you say if I were to tell you that Mary is going to be married?
If our train were to arrive punctually, we should have time to visit your sister.

ความหมายของประโยคต่างๆ ก็เป็นไปตามลักษณะโครงสร้าง 2.1 เช่นกัน

ลักษณะการวาง IF-Clause
ได้กล่าวมาข้างต้นบ้างแล้วว่า การวาง If-Clause อาจจะวางสลับกันก็ได้ คือ
1. วาง IF Clause ก่อน และตามด้วย Main Clause ซึ่งจะมีความหมายที่เน้นมาก เช่น
If he should come here, please tell me.
If our train were to arrive punctually, we should have time to visit your sister.
If John had worked hard last term, he would have passed the examination.

ซึ่งส่วนมากมักจะวาง IF-Clause ในลักษณะเช่นนี้

2. วาง Main Clause แล้วตามด้วย IF-Clause ความหมายของรูป IF-Clause เช่นนี้จะไม่เน้น แต่เป็นการบอกกล่าวธรรมดา เช่น
Please tell me if he should come here.
We should have time to visit your sister if our train were to arrive punctually.
John would have passed the examination if he had worked hard.
I will go if it should be necessary.

3. วางในระบบ Inversion Form รูปแบบนี้ใช้ในภาษาเขียนเท่านั้น ซึ่งจะเขียนรูปแบบนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีกิริยาช่วย (Helping Verbs) อยู่ในส่วน IF-Clause แล้วย้ายกิริยาช่วย (Helping Verbs) ตัวนั้นไว้หน้าประธาน ตัด “if” ทิ้ง เช่น
1. Should he come here, please tell me. (มาจาก If he should come here, please tell me.)
2. Were our train to arrive punctually, we should have time to visit your sister.
3. I will go, should it be necessary.
4. Had John worked hard last term, he would have passed the examination.

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์, อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า ครู (teacher)

ในภาษาอังกฤษนั้นมีอยู่หลายคำที่มีความหมายแปลว่า ครู , ผู้ฝึก หรือ ผู้สอน ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกลุ่มคำศัพท์ที่แปลว่าครูกันอย่างครบถ้วน เพื่อที่จะได้รู้ถึงความแตกต่างของครูในแต่ละประเภทคำว่ามีความต่างกันอย่างไรบ้าง

คำศัพท์ครูภาษาอังกฤษ

coach    
ครูฝึก
Someone  who trains people for football, basketball, swimming, and other sports.
คือคนที่สอนให้เล่นฟุตบอล บาสเกตบอล ว่ายน้ำ และกีฬาอื่นๆ

counsellor  
ครูที่ปรึกษา
A special teacher who helps you if you have problems and are unhappy at school.
คือครูพิเศษที่ช่วยแก้ปัญหาพิเศษและช่วยเหลือเมื่อนักเรียนมีความทุกข์ในโรงเรียน

instructor
ครู
Someone who helps people learn skills such as driving a car, riding a horse, flying a plane and other things like these.
ผู้สอนทักษะเช่นการขับรถ ขี่ม้า ขับเครื่องบินและอื่นๆ

lecturer    
ผู้บรรยาย
A teacher at a college or university.
ครู อาจารย์ ผู้สอนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย

principal
ครูใหญ่
The teacher in charge of a school. Other words that can mean the same are headmaster and headmistress.
ครูที่ควบคุมกิจการของโรงเรียน คำอื่นๆ ที่ใช้เรียกครูใหญ่ได้แก่ headmaster (ครูใหญ่ชาย) และ headmistress (ครูใหญ่หญิง)

professor
ศาสตราจารย์
The teacher in charge of a university department.
อาจารย์ผู้รับผิดชอบแขนงวิชาในมหาวิทยาลัย

trainer    
ครูฝึกสอน
Someone who teaches animals to do tricks and to work.
ผู้ที่สอนสัตว์ให้ทำงานหรือทำสิ่งต่างๆ

teacher
ครู
เป็นคำที่รู้จักกันดี เราเรียกคุณครูที่สอนหนังสือในโรงเรียนให้กับเราด้วยคำนี้

tutor    
ครูพิเศษ
A teacher who comes to your house to help you with your school work.  Another word that can mean the same is coach.
ครูที่มาที่บ้านเพื่อสอนวิชาต่างๆ ให้ คำที่หมายความเช่นเดียวกันนี้อีกคำคือ coach

ที่มา:ลีห์  บลูมฟิลด์ แปลและเรียบเรียงโดย รศ.ดร.พัชรี  โภคาสัมฤทธิ์

ต้องทำหน้าที่รับโทรศัพท์ จะพูดภาษาอังกฤษอย่างไร ?

มีหลายคนที่ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ที่โทรเข้ามายังบริษัท ซึ่งบางครั้งผู้ที่โทรเข้ามาก็เป็นชาวต่างชาติ พูดภาษาอังกฤษ เรามาเรียนด้วยกันดีกว่า ว่าจะมีวิธีพูดโต้ตอบอย่างไรในกรณีนี้

รับโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ

รับโทรศัพท์ ภาษาอังกฤษ

ทันทีที่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น และคุณเอื้อมมือยกหูโทรศัพท์ขึ้นมารับ คำสนทนาแรกที่คุณต้องพูดก็เหมือนกับที่หลายคนใช้กันเป็นประจำ ในการรับสาย นั่นก็คือ ฮัลโหล (Hello)

หลังจากนั้นผู้ที่โทรเข้ามาก็จะเริ่มพูด ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว บทสนทนาที่เจอบ่อย มีดังเช่นตัวอย่างดังนี้

Is  Prayuth there, please? แปลว่า คุณประยุทธ์อยู่ที่นั่นหรือไม่ ,โปรดบอกฉัน ?

Is Pisit  in ? แปลว่า คุณพิสิษฐ์ อยู่หรือไม่ ?

This is Messi calling for Neyma. แปลว่า ฉันชื่อเมสซี โทรมาหา เนย์มาร์.

May i please speak to Ronaldo ? ขอได้โปรดให้ฉันพูดกับคุณโรนัลโดได้ไม๊ครับ ?

 

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะใช้วิธีการพูดแบบใด แต่ความหมายก็จะตรงกัน คือ ขอพูดกับคนที่ผู้โทรต้องการ

หากคนที่เขาต้องการคุยด้วย คือ เรา ให้ตอบไปว่า

Speaking  หรือ I’m speaking แปลว่า ฉันกำลังพูดอยู่

 

หากคนที่เขาต้องการพูดด้วย คือ คุณอื่น คุณก็อาจบอกให้เขารอสักครู่ ระหว่างที่คุณไปตามคนที่เขาต้องการพูดด้วยมารับโทรศัพท์ โดยบอกว่า

Please wait a few minutes. หรือ Please wait a moment.

 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้ คงจะมีประโยชน์กับทุกท่านที่ต้องรับโทรศัพท์จากคนต่างชาติ ในโอกาสต่อไป rakenglish.com จะนำบทสนทนาภาษาอังกฤษในโอกาสสำคัญอื่น ๆ มานำเสนอให้ได้ติดตามกัน อย่าลืมแวะมาเยี่ยมชมเว็บไซต์บ่อย ๆ นะ

คำศัพท์ที่มีความหมายว่า ทำงาน (work) ในภาษาอังกฤษ

ศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลว่าทำงาน ซึ่งเราทุกคนรู้จักกันดีนั้น คือ Work  แต่เพื่อให้รู้จักคำศัพท์ที่กว้างขึ้น เรามาดูกันดีกว่าว่ายังมีคำในภาษาอังกฤษคำใดบ้าง ที่เกี่ยวข้องมีความหมายสอดคล้องกับการทำงานบ้าง

คำศัพท์ที่มีความหมายเหมือนwork

กลุ่มคำศัพท์ที่แปลว่างาน หรือ เกี่ยวข้องกับการทำงาน

be employed
ได้รับการว่าจ้าง
She used to be employed as a cashier at the supermarket.
เธอเคยได้รับการว่าจ้างให้เป็นพนักงานเก็บเงินที่ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต

career    
อาชีพ
What sort of career do you want when you grow up?
เมื่อโตขึ้นเธออยากมีอาชีพอะไร
=Same as: job, trade, occupation, profession, business

go    
ทำงาน
The radio wouldn’t go after I dropped it.
วิทยุไม่ทำงานหลังจากฉันทำตก
=Same as: run, p/ay, operate, function

job    
งาน
If you do this job for me I’ll give you a dollar.
ถ้าเธอทำงานนี้ให้ฉัน ฉันจะให้เงินเธอหนึ่งดอลลาร์
=Same as: task, duty, errand, chore

slave    
ทำงานหนัก
They had to slave for weeks to clean up after the fire.
พวกเขาต้องทำงานอย่างหนักหลายสัปดาห์เพื่อทำความสะอาดหลังจากไฟไหม้
=Same as: struggle, labour, toil

use    
ใช้
Do you know how to use the machine?
คุณรู้วิธีใช้เครื่องจักรนี้ไหม
Same as: drive, run, operate

ที่มา:ลีห์  บลูมฟิลด์ แปลและเรียบเรียงโดย รศ.ดร.พัชรี  โภคาสัมฤทธิ์

รายชื่อเครื่องมือที่ใช้ทำงาน(tools ) ในภาษาอังกฤษ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ตรงกับคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ ว่า Tool ซึ่งจะแบ่งออกได้เป็น

Hand Tool (เครื่องมือที่ทำงานด้วยมือ ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า)

Power Tool (เครื่องมือที่ทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า)

 

รายชื่อเครื่องมือภาษาอังกฤษ

 

Axe แปลว่า ขวาน ใช้ตัดไม้ ตัดฟืน

 

Chisel แปลว่า สิ่ว เป็นเครื่องมือที่มีปลายแบนคม ใช้ตอกให้ปลายคมแซะเนื้อวัตถุที่ต้องการหลุดออกมา

 

Drill แปลว่า สว่าน เป็นเครื่องมือสำหรับเจาะรู

 

Grinder แปลว่า เครื่องเจียร

 

Hammer แปลว่า ค้อน  ใช้สำหรับตอกตะปู (nail)

นอกจากเป็นคำนามแปลว่าค้อนแล้ว hammer ยังเป็นคำกิริยา แปลว่า ตอกตะปู ได้อีกด้วย เช่น

I hammer in the nail แปลว่า ฉันตอกตะปู

 

Level คือ ระดับน้ำ , เครื่องวัดระดับ

 

Measuring tape แปลว่า ตลับเมตร

 

Paint brush แปลว่า แปรงทาสี

 

Pliers แปลว่า คีม

 

Sander แปลว่า เครื่องขัด

 

Saw แปลว่า เลื่อย

 

Screwdriver แปลว่า ไขควง ใช้สำหรับขันหรือคลายสกรู (Screws)

 

Wrench แปลว่า ประแจ

คำพูดตรงและคำพูดอ้อม (Direct and Indirect Speech)

Direct Speech (คำพูดตรง) หมายถึง คำพูดที่ผู้พูดพูดกับผู้ฟังในขณะเวลานั้นในภาษาเขียนจะต้องมีเครื่องหมายคำพูด (Quotation Mark) คลุมข้อความเสมอ เช่น
He said, “I am learning English”

แต่ Indirect Speech (คำพูดอ้อม) หมายถึงคำพูดที่ถูกนำไปพูดหรือเล่าต่อโดยอีกบุคคลหนึ่ง หรืออาจเรียกว่า “คำพูดที่ถูกนำไปรายงาน” (Reported Speech) เครื่องหมายคำพูด (Quotation Mark) จึงไม่ต้องใส่อีกต่อไป เช่น

Direct Speech : “I am learning English”
Indirect Speech: He said that he was learning English.

จะสังเกตเห็นว่า จากรูปแบบของ Direct Speech เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบของ Indirect Speech จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายประการด้วยกัน เช่น เรื่อง Tense รวมทั้งการเปลี่ยนบุรุษสรรพนาม และรูปแสดงความเป็นเจ้าของ ตลอดจนคำบางคำที่แสดงความใกล้ ใน Direct Speech จะต้องเปลี่ยนเป็นคำที่แสดงความหมายไกลออกไป (Remoteness) ใน Indirect Speech และบางครั้งจะต้องมีการวางลำดับคำ (Word Order) เสียใหม่ด้วย

กิริยาที่มีรูปเป็น Present Tense ใน Direct Speech มักจะเปลี่ยนเป็นรูป Past Tense ใน Indirect Speech (แต่ไม่เสมอไปนัก) ดังกฎเกณฑ์ต่อไปนี้
I. กฎการเปลี่ยน Tense

Direct Speech Indirect Speech
Present SimplePresent ContinuousPresent Perfect

Past Simple

Future Tense

Conditional

Past SimplePas ContinuousPast Perfect

Past Perfect

Future in the Past

Perfect Conditional

เช่นI write home every week.I am learning English.

I have learned English.

I have been playing football.

I wrote a letter to my friend.

I shall see her in London.

If I had my pen, I could write the answers.

He said that:He wrote home every week.He was learning English.

He had learned English.

He had been playing football.

He had written a letter to my friend.

He would see her in London.

If he had had his pen, he could have written the answers.

สรุปแล้วจะสังเกตว่า Tense ใน Direct Speech จะก้าวไป 1 ขั้น ในอดีต (Past) เสมอใน Indirect Speech แต่อย่างไรก็ดี ถ้ากิริยาใน Main Clause เป็น Present Tense หรือ Future Tense กิริยาใน Subordinate Clause (หรือ Direct Speech เดิม) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง Tense เลย เช่น
Direct Speech : “This work is too difficult.”
Indirect Speech:
He says
He is saying
(that) this work is too difficult.
He has said
He will say

นอกจากนี้ ถ้าข้อความใน Direct Speech เดิมเป็นเรื่องจริง (Facts) โดยทั่วไป ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับเวลาในขณะที่กล่าวข้อความนั้น หรือข้อความใน Direct Speech เป็นเรื่องของความเป็นปกติวิสัย (Habitual Actions) ทั้ง 2 กรณีนี้ต้องใช้กับ Present Tense เสมอ เช่น
Direct : “Fools rush in where angels fear to tread.” (Alexander Pope)
Indirect : Pope said that fools rush in where angels fear to tread.
Direct : The sun is 92 million miles away.”
Indirect : He said that the sun is 92 million miles away.
Direct : I get up at seven o’clock every morning.”
Indirect : He said that he gets up at seven o’clock every morning.
Direct : “My wife always drinks coffee for breakfast.”
Indirect : He said that his wife always drinks coffee for breakfast.

II. กฎการเปลี่ยนแปลงสรรพนาม
สรรพนาม (Pronouns) และรูปแบบแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Forms) จะเปลี่ยนแปลงตามกฎต่อไปนี้

Direct Indirect
I, me        my, minewe, us     our, ours

you          your, yours

he(she) his(her),  hers him(her) histhey, them           their, theirs

they, them           their, theirs

เช่นI bring my book every day; the book on the desk is mine. 

 

 

We bring our book every day;

the books on the desk are ours.

He said that he brought his book every day; the book on the desk was his.She said that she brought her book every day; the book on the desk was hers.

 

they said that they brought

their books every day; the books on the desk were theirs.

อนึ่ง การเปลี่ยนสรรพนาม (Pronouns) และรูปแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive Forms) อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจะต้องใช้สามัญสำนึก (Common Sense) ในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆ ด้วย เช่น
Teacher:     ”John, you must bring your book to the class.”
William     (นำข้อความนี้ไปเล่าให้อีกคนหนึ่งฟัง) : The teacher told John that he must bring his book to the class.
William (เตือน John ให้นึกถึงคำสั่งของครู) : The Teacher said that you must bring your book to the class.
John (นำข้อความนี้ไปเล่าให้เพื่อนฟัง) : The teacher said that I must bring my book to the class.

III. การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ
คำต่างๆ ที่แสดงความหมาย “ใกล้ๆ” (Nearness) จะต้องเปลี่ยนเป็นคำที่แสดงความหมาย “ไกลออกไป” (Remoteness) เช่น
this                      เป็น        that
these                   เป็น        those
here                     เป็น        there
now                     เป็น        then
ago                       เป็น        before
today                  เป็น        that day
tomorrow         เป็น        the next day
yesterday         เป็น        the previous day; the day before

Direct Indirect
I saw the boy here in this room today. He said that he had seen the boy there, in that room that day.
I will see these boys now. He said he would see those boys then.
I spoke to them yesterday. He had spoken to them the day before.
I will teach the same lesson tomorrow that I taught two days ago. He said that he would teach the same lesson the next day that he had taught two days before.
George said, “This is the house where Shakespeare was born.”
George said, “This is the house where Shakespeare was born.” George said that that was the house where Shakespeare had been born.
I will do it here and now. He said he would do it there and then.

ข้อสังเกต ถ้า Main Clause ซึ่งคลุม Subordinate Clause (Direct Speech) ไม่ได้ถูกวางไว้หน้าประโยค กิริยาของ Main Clause จะต้อง วางไว้หน้าประธานเสมอ เช่น

1. George said, “This is the house where Shakespeare was born.” (Main Clause อยู่หน้าประโยค)

2. “This,” said George,” is the house where Shakespeare was born.” (Main Clause มิได้วางไว้หน้าประโยค)

3. “This is the house where Shakespeare was born,” said (V)George(S). (Main Clause มิได้วางไว้หน้าประโยคเช่นกัน)

การเปลี่ยนรูป Direct Speech เป็นรูป Indirect Speech ข้างต้นทั้งหมด จะสังเกตว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อความประโยคบอกเล่า (Statement) ทั้งสิ้น ซึ่งอาจเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดา หรือประโยคบอกเล่าเชิงปฏิเสธก็ตาม ตัวเชื่อม (Relative) ที่นำมาวางระหว่าง Main Clause และ Subordinate Clause คือ “that” เสมอ และสามารถละ “that” ได้ตามทฤษฎีของการละตัวเชื่อม ใน Noun Clause (ดูเรื่อง Noun Clause ประกอบ) เช่น
Direct : George said, “This is the house where Shakespeare was born.”
Indirect : George said (that) that was the house where Shakespeare had been born.
Direct : Mary said, “I don’t write every week.”
Indirect : Mary said (that) she didn’t write every week.

Indirect Speech รูปคำถาม (Indirect Questions)
คำพูดของเรานอกจากจะเป็นประโยคบอกเล่าดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการถาม (Questions) และการสั่ง (Commands) หรือการขอร้อง (Requests) อีกด้วย ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงจาก Direct Speech เป็น Indirect Speech ผิดแผกไปจากกฎเกณฑ์การเปลี่ยน ประโยคบอกเล่า (Statement) บ้างเล็กน้อย ดังนี้

1. รูปประโยคคำถามเดิมใน Direct Speech จะเปลี่ยนรูปเป็นประโยคบอกเล่าใน Indirect Speech
2. กิริยาใน Main Clause จะเป็นคำ asked หรือคำที่มีความหมายเหมือนกันคือ enquired, wondered, wanted to know ตามลักษณะความหมายในประโยคนั้น)
3. ตัวเชื่อม (Relatives) ใน Indirect question จะแยกเป็น 2 กรณี คือ
(3.1) ถ้าประโยคคำถามเดิมใน Direct Speech เป็นรูปคำถามที่สร้างด้วยกิริยาช่วย (Helping Verbs) ต้องใช้ “if” หรือ “whether” เป็นตัวเชื่อม

(3.2) ถ้าประโยคคำถามเดิมใน Direct Speech เป็นรูปคำถามที่สร้างด้วยคำสร้างคำถาม (Question Words) ให้ใช้ Question Words ตัวนั้นเป็นตัวเชื่อมได้เลย
ตัวอย่าง
I. การเปลี่ยนแปลงเมื่อ Direct Question เป็นคำถามที่สร้างด้วย Helping Verbs

Direct Question Indirect Question
Is Charles your brother? He asked me if (whether) Charles was my brother.
Has John many friends? He asked me if (whether) John had many friends.
Can Henry speak Spanish? He asked me if (whether) Henry could speak Spanish.
Will you help me? He asked me if (whether) I would help him.
Has Mary spent all the money? He asked (enquired) if (whether) Mary had spent all the money.
Do you know Mr. Brown? He asked if (whether) I knew Mr. Brown.
Does Pedro speak English? He asked if (whether) Pedro spoke English.
Did you see George at the football match? He asked if (whether) I have seen George at the football match.
Did they all do the exercise correctly? He asked (wondered) if (whether) they had all done the exercise correctly.

II. การเปลี่ยนแปลงเมื่อ Direct Question เป็นคำถามที่สร้างด้วย Question Words

Direct Question Indirect Question
What is her name? He asked me what her name was.
Where are you going? He asked me where I was going.
How will she get there? He wondered how she would get there.
Where does she live? He asked where she lived.
Why do they go to Paris so often? He asked me why they went to Paris so often.
What did she say? He asked what she had said.
Why did you come here? He asked me why I had gone there.

ในกรณีที่ Direct Speech เป็นการผสมด้วยประโยคต่างๆ มีทั้งประโยคบอกเล่าและประโยคคำถาม ให้ใช้ “and” เชื่อมข้อความทั้งสอง แล้วปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของแต่ละรูปประโยคดังกล่าวแล้ว เช่น
Direct : He said, “I have left my watch at home. Can you tell me the time?”
Indirect : He Said that he had left his watch at home and asked me if I could tell him the time.

Indirect Speech รูปคำสั่งและขอร้อง
(Indirect Commands and Requests)
ในกรณีเปลี่ยน Direct Commands หรือ Requests เป็น Indirect Commands หรือ Requests มีกฎเกณฑ์ ดังนี้
1. ใช้กิริยาใน Main Clause ให้ถูกต้องตามความหมาย เช่น ในความหมายคำสั่งใช้กิริยา “ordered, commanded, told” ใน ความหมายขอร้องใช้กิริยา “asked, requested”

2. นำกรรมตรง (Direct Object) ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกสั่ง หรือถูกขอร้องใน Direct Commands หรือ Requests มาเป็นกรรมของกิริยาของ Main Clause ใน Indirect Speech

3. เปลี่ยนโครงสร้างของประโยคำสั่งหรือขอร้องให้เป็นรูป Infinitive Phrase
4. ในกรณีที่ Direct Commands หรือ Requests เป็นรูปปฏิเสธ ใส่ “not” หน้า Infinitive Phrase เมื่อเป็น Indirect Com¬mands หรือ Requests
ตัวอย่าง

Direct Command or          Request Indirect Command or Request
Go away! He ordered him to go away.
Officer (to soldiers) : Fire! The officer commanded the soldiers to fire. 
Run quickly! He told (ordered, asked, requested, commanded’) me (him, her, us, you, them) to run quickly. 
Play the piano, please. He (she, etc.) asked me (him, her, etc.) to play the piano. 
Do write to me as soon as you arrive. He (she, etc.) asked (begged, entreated, etc.) me (him, her, etc.)to write to him (her, etc.) as soon as I (she, etc.) arrived. 
Don’t shut the door. He asked me (him, her, etc.) not to shut the door. 
Don’t all answer at once. He told (ordered, etc.) them not to answer all at once. 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ “if” หรือ “whether”
การใช้ “if” หรือ “whether” ใน Indirect Questions นั้นไม่ค่อยมีความหมายแตกต่างกันเท่าใดนัก แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วมักจะนิยมใช้ “if” เมื่อไม่ต้องการเน้นความหมายของข้อความ เช่น
He asked me if (whether) I have seen the film. แต่ “whether” มักจะแสดงความหมาย “สงสัย” (doubt) หรือ “มีการให้เลือกในระหว่าง 2 สิ่ง” และในกรณีเช่นนี้มักจะตามด้วย “or” เช่น
I don’t know whether I should go away or stay here.
He asked me whether you would rather have tea or coffee for breakfast.

“whether” มักจะตามด้วย “or not” บ่อยๆ เช่น I don’t know whether it is raining or not และ “or not” อาจละไว้ก็ได้ เช่น
I am doubtful whether I can find time to see him (or not).
The question whether (or not) he should be invited is not for me to decide.
Ask him whether he’s coming on Friday (or not).

ในกรณีต่อไปนี้ใช้ “whether” เท่านั้น ห้ามใช้” if” แทนเด็ดขาด
1. เมื่อ Indirect Question นำหน้า Main Clause เช่น
Whether this is true or not, I cannot say.
2. เมื่อนำหน้า Infinitive Phrase เช่น
She hasn’t decided whether to sail or fly to America.
3. เมื่อใช้ในความหมาย “ขัดแย้ง” (Clause of Concession) เช่น Whether he works or not, I don’t think he will pass his examination.

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ “say” และ “tell”
คำ 2 คำนี้มักจะก่อความยุ่งยากในการใช้เสมอ ซึ่งมีลักษณะการใช้ที่แตกต่างกันดังนี้

“say”
จะใช้ในกรณีต่อไปนี้
1. “say” มีความหมาย ”พูดหรือกล่าว” to utter) หรือ ”แสดงออกเป็นคำพูด” to express in words) เช่น
He always says what he means.
Say you are sorry for what you have done.
What did you say?
She says her prayers every night.
Who said that?

2. ใช้ใน Direct Speech และ Indirect Speech เช่น
He said, “the point is quite clear.”
He said that the point was quite clear.

3. จะไม่ใช้กรรมรอง (Indirect Object) ตามหลัง “say” เลย แต่ถ้าจำเป็นจะต้องมีกรรมรอง (Indirect Object) ในประโยค จะต้องใส่ “to” หน้ากรรมรองเสมอ เช่น
He said to me that the point was quite clear.

4. ใน Indirect Speech “say” ห้ามตามด้วย Infinitive Phrase เช่น
I told the boy to leave.
แต่ I said to the boy that he must leave.

“tell”
ใช้ในกรณีต่อไปนี้
1. ความหมายเดิมของ “tell” คือ ”นับ” (to count) เช่น
“And every shepherd tells his tale
Under the hawthorn in the doll.”
(“L’ Allegro” by Milton)

Milton หมายความว่า คนเลี้ยงแกะนับ จำนวน (“tale” ความหมายเดิมหมายถึง “จำนวน,, (number)) แกะในฝูงของเขา ความหมายของ “tell” ในลักษณะนี้ยังคงใช้อยู่ในภาษาปัจจุบันอยู่หลายคำและหลายวลี เช่น เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ฟังคะแนนออกเสียงในสภา หรือ เจ้าหน้าที่ธนาคารที่มีหน้าที่จ่ายเงินเรียกว่า “tellers” หรือ วลี “all told” หมายความว่า “เมื่อนับทั้งหมดแล้ว” (= all counted) เช่น
There were twenty of us, all told, who went on the excursion.
His hard work is beginning to tell. (= to count หรือมีผลแล้ว = to have an effect.)
That was a telling argument/a telling blow. (= one that counted)
A clock tells the time.

2. แต่ความหมายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ “เล่าเรื่อง’’ (= to narrate), “บรรยาย” (= to recount), เปิดเผย (= to reveal), ”อธิบาย” (to explain) สั่ง (to order) เช่น to tell a story; Tell me all you know;
I can’t tell you how sorry I am; to tell a secret;
I can’t tell how it was done; I told him to go away.

3. ใช้ใน Indirect Speech ในลักษณะประโยคบอกเล่า (Statements) และประโยคคำสั่ง (Commands) เช่น
Olaf told Pedro that he had enjoyed his stay in England.
The teacher told the boy to leave the room at once.

ในกรณีเช่นนี้ “tell” จะต้องมีกรรม 2 ชนิด คือ 1. กรรมรอง (Indirect Object) และ 2. กรรมตรง (Direct Object) ซึ่งอาจเป็นรูป Noun Clause หรือ Noun Phrase แต่อย่างไรก็ดี “tell” จะไม่ใช้ใน Direct Speech เลย

4. ใน Indirect Speech ในลักษณะคำสั่ง (Commands) จะต้องตามด้วย Infinitive Phrase เสมอ เช่น
He told the boys to leave.

อนึ่ง จะเห็นความแตกต่างทางความหมายอย่างชัดเจนของ “say” และ “tell” ในประโยคต่อไปนี้
Please tell me your name. (= ผมไม่รู้ว่าคุณชื่ออะไร)
Please say your name. (=ผมอยากจะรู้ว่าคุณอ่านชื่อของคุณว่าอย่างไร)

การใช้ “Say” ในลักษณะสำนวน
I am glad to say that he is better.
I have nothing further to say on the matter.
It is said that he is worth half a million pounds.
He is said to be worth half a million pounds.
You must go there because I say so.
Suppose I were to lend him, say, five pounds.
Mr. Brown is out; I can’t say when he will be back.
He said to himself (= คิด = thought) there was something wrong.
What do you/What would you say to (= how would you like) a drink?
What I say (= my opinion = ตามความคิดของฉัน) is that women should be paid the same wages as men.
Yes, I think that goes without saying. (=It’s obvious that it doesn’t need to be stated = ใช่ มันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีก)
I say! Look who’s coming.

หมายเหตุ ในภาษาอเมริกันใช้ “say!” เท่านั้น และมีความหมาย “แสดงความประหลาดใจ พึงพอใจ ประท้วง” และรวมทั้ง “เรียกร้องความสนใจ” ด้วย
The concert takes place in a fortnight’s time, that is to say on May 15th.

การใช้ “tell” ในลักษณะสำนวน
Don’t tell me it’s four o’clock already. (= surely it isn’t………)
The two children are so much alike that you can’t tell (= distinguish = แยกไม่ออก) one from the other; you can’t tell which is which.
It’s difficult to tell what this is made of.
He may pass his examination; you never can tell.
Nobody can tell what the consequence may be.
You can’t tell from his faces what he is thinking.
There’s no telling what may happen.
A gipsy told my fortune.
I tell you. I’m sick of the whole business.
George is very annoyed, let me tell you.

หมายเหตุ ตัวอย่างการใช้ “tell” 2 ประโยคสุดท้ายเป็นการแสดงความหมายเน้นอย่างยิ่ง

สรุปโครงสร้างของการใช้ “Say”
มีดังนี้
1. say + Object (หรือ + “so”) เช่น He said nothing. I say so.
2. say + “that” (Clause) เช่น He said that he was Mr. Brown.
3. say + to + (pro) noun + “that” (Clause) เช่น He said to me/the porter/that he is Mr. Brown.

สรุปโครงสร้างของการใช้ “tell”
มีดังนี้
1. Tell + Indirect Object + Direct Object เช่น He told me a story.
2. Tell + Direct Object + to + (pro) noun เช่น He told a story to me/his children.
3. Tell + (pro) noun + Infinitive Phrase เช่น I told him/the annoying person/to go away.
4. tell + (pro) noun + noun clause เช่น He told me/the porter/that he was Mr.Brown. Tell me what is worrying you.

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์, อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

ALL และ WHOLE ใช้งานต่างกันอย่างไร ?

ทั้งคำว่า All และ Whole ต่างก็มีความหมายในภาษาอังกฤษ แปลว่า ทั้งหมด ,ตลอดทั้ง ซึ่งแสดงว่าความหมายของทั้งสองคำนี้ตรงกันอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีความแตกต่างในการสื่อความหมายระหว่าง All และ Whole ดังนี้

ALL และ WHOLE ใช้ต่างกันอย่างไร

All ใช้กับทุก ๆ สิ่ง ,จำนวนหนึ่ง

The Whole ใช้กับสิ่งที่ สมบูรณ์ทั้งหมดทั้งสิ้น , กลุ่ม , แพคเกจ

 

ในเงื่อนไขของเวลา เพื่อให้เห็นความต่างกัน ขออธิบายดังนี้

สมมุติว่า เรานั่งรถเดินทางจากกรุงเทพ ไปหัวหิน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง แล้วเราพูดว่า

The baby cried all the time. จะหมายถึง เด็กเดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็หยุด ตลอดเวลา

The baby cried the whole time.  หมายถึง เด็กร้องไห้ตลอดเวลาที่อยู่บนรถ โดยไม่หยุดร้องเลย

หรือ

I studied all day หมายถึง เรียนหนังสือทั้งวัน แต่ก็มีการหยุดพักเบรก ระหว่างเรียน

I studied the whole day หมายถึง เรียนหนังสือทั้งหมด โดยไม่มีช่วงเวลาหยุดพักเลย

 

Whole ใช้กับ กลุ่ม

All my friends came.

My whole group of friends came.

จะเห็นได้ว่า all วางไว้ข้าง my friends ได้เลย
ส่วน whole นั้น จะวางข้างหลัง My

 

ในประเทศที่มีหลายเมืองด้วยกัน หากเรากล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว แล้วบอกว่า

All cities were destroyed . ความหมาย คือ เมืองทุกเมืองในรัฐนั้นถูกทำลายทั้งหมด

Whole cities were destroyed.  ความหมาย คือ มีเมืองเดียวหรือบางเมืองในรัฐนั้นโดนทำลายแบบสิ้นซากไม่เหลืออะไร แต่เมืองอื่น ๆ ยัง ok อยู่

การแสดงความเป็นเจ้าของของคำนาม (The Possessive case of Nouns)

รูปที่แสดงความเป็นเจ้าของของคำนามนั้น ถือว่ามีผลกระทบต่อกิริยา (Verb) ในประโยคด้วย เพราะอาจเป็นประธานของประโยคได้ และรูปของมันนั้นจะต้องประกอบด้วยคำนาม 2 คำเสมอ เช่น the boy’s books และ the book of the boys เมื่อเป็นเช่นนี้ จะต้องทราบว่านามตัวใดคือประธานของประโยคที่แท้จริง ซึ่งจะต้องกระทบกิริยาในประโยคต่อไป

จะสังเกตเห็นว่าถ้าแสดงด้วยรูป Apostrophe (‘) คำนามที่อยู่หลังมันจะเป็นประธานที่แท้จริง คำนามข้างหน้าเป็นแค่คุณศัพท์ส่วนแสดงด้วย “of” คำนามข้างหน้าเป็นประธานที่แท้จริง ส่วนคำข้างหลังจะเป็นคำคุณศัพท์ (=Preposition Phrase) ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การแสดงความเป็นเจ้าของ ของคำนามนั้น มีวิธีสร้างรูปแบบ ดังนี้
(1.1) สำหรับคำนามเอกพจน์ โดยการเติม ‘s’ เช่น
The boy’s book (= the book of the boy)
Tom’s house (= the house of Tom)

หมายเหตุ สำหรับชื่อเฉพาะบางชื่อที่ลงท้ายด้วย “s” อยู่แล้วให้เติม Apostrophe (‘) อย่างเดียว เช่น
Hercules’ labours ; Phoebus’ horses
St. Agnes’ Eve ; Moses’ laws ; Sophocles’ plays

นอกจากนี้ยังรวมทั้งข้อความ for goodness sake ; for conscience’ sake

(1.2) สำหรับคำนามพหูพจน์ที่ลงท้ายด้วย “s” อยู่แล้ว ให้เติม Apostrophe (’) เท่านั้น เช่น
The boys’ houses (= the house of the boys) The soldiers’ horses of the horses of the soldiers)

(1.3) สำหรับคำนามพหูพจน์ที่ไม่ลงท้ายด้วย “s” (ซึ่งมีจำนวนน้อย) ให้เติม “s” เช่น
The men’s room the room of the men) The women’s society (= the society of the women)

The children’s voices (= the voices of the children)

2. เมื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ (possessor) ประกอบด้วยคำนามหลายๆ คำ รูปแสดงความเป็นเจ้าของ (‘s) จะเติมที่คำท้ายเท่านั้น เช่น
Crosse & Black well’s jam ; Bryant & May’s matches
John, the butcher’s, shop ; my father-in-law’s house
The Prince of wales’ feathers ; my father and mother’s friends

3. รูปแสดงความเป็นเจ้าของ (‘s) ส่วนใหญ่ใช้กับชื่อของคนและกับสัตว์บางชนิด เช่น John’s friend ; Mrs. Brown’s car ; the cat’s tail ; a spider’s web แต่ถ้าใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต เราใช้ “of” แสดงความเป็นเจ้าของ เช่น
the window of the room ไม่ใช่ the room’s window
และในทำนองเดียวกัน ต้องเขียนว่า
the colours of the flowers ; the noise of the traffic
the walls of the house ; the foot of the mountain

อย่างไรก็ดี มีกฎยกเว้นอยู่ 2 กรณี คือ
(3.1) ในกรณีที่คำนามแสดงความหมายเกี่ยวกับการวัด (measurement) เกี่ยวกับเวลาหรือช่วงเวลา (Time or space) เกี่ยวกับปริมาณ (quantity) เช่น a week’s holiday ; two days’ wages ; a year’s absence ; an hour’s time ; today’s post;
yesterday’s news ; a stone’s throw ; a hair’s breadth ; a shilling’s worth

(3.2) ในสำนวนบางสำนวนที่ใช้กันมานาน เช่น
at his wit’s end ; out of harm’s way ;
to your heart’s content ; in my mind’s eye ;
to get one’s money’s worth

4. ในกรณีที่คำแสดงความเป็นเจ้าของขยายคำนามซึ่งมีลักษณะแสดงการกระทำ (Action) ความสัมพันธ์ของคำนามที่มีต่อคำแสดงความเป็นเจ้าของอาจจะมีความหมายได้ 2 ลักษณะดังนี้
(4.1) นามที่แสดงความเป็นเจ้าของเป็นผู้กระทำอาการ หรือ
(4.2) นามที่แสดงความเป็นเจ้าของเป็นผู้ถูกกระทำ เช่น

“Thompson’s murder” อาจมีความหมายว่า
1. นายธอมพ์สันกระทำการฆาตกรรม หรือ
2. นายทอมพ์สัน ถูกฆาตกรรม

“The King’s praise” อาจหมายถึง
1. กษัตริย์สรรเสริญใครคนหนึ่ง หรือ
2. ใครคนหนึ่งสรรเสริญกษัตริย์

ในทำนองเดียวกัน ในโครงสร้าง “of” เมื่อคำนามมีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะแสดงการกระทำ อาจมีความหมาย 2 ลักษณะเช่นกัน เช่น
“The love of his wife” อาจหมายถึง “การที่เขารักภรรยาของเขา’’ (= He did that for love of his wife.) หรือ ‘‘การที่ภรรยาของเขารักเขา’’ (= He was happy in the love of his wife.)

“The punishment of the teacher” อาจหมายถึง ‘‘การที่ครูกระทำการลงโทษ’’ หรือ “การที่ครูถูกลงโทษ”

จากตัวอย่างข้างต้น จะสังเกตว่า ถ้าเป็นกลุ่มที่แสดงความเป็นเจ้าของอันเดียวตามลำพังจะเกิดความยุ่งยากในการแปลความอย่างยิ่ง แต่ถ้าผูกเป็นประโยคแล้วจะมีความเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอาศัยบริบท (Context) ข้างเคียงเป็นข้อความช่วยในการแปลความ

5. การแสดงความเป็นเจ้าของมักจะละได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องใส่คำหลัก เมื่อพูดถึงเกี่ยวกับธุรกิจ, ตึกรามบ้านช่อง ฯลฯ เช่น
I must go to the butcher’s this morning, (butcher’s = butcher’s shop)
I bought this at Harridge’s (shop).
We visited St. Paul’s (Cathedral).
He was educated at Merchant Taylor’s (school)
We are having dinner at my aunt’s (house) tonight.

บางครั้งการละคำหลักเสียก็เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงคำซ้ำ เช่น
She put her arm through her brother’s (arm).

I have read some of Shaw’s plays, but none of shakespear’s. (plays)

William’s (homework) is the only homework that is never badly done.

‘Whose book is this?’ ‘It’s John’s, (book)

6. โครงสร้าง “of” ไม่สามารถใช้ในลักษณะเป็นคุณศัพท์ได้ ต้องใช้ “s” แสดงเท่านั้น เช่น
He is a ship’s carpenter. (ไม่ใช่ The carpenter of a ship)
She is a lady’s maid.
He has a doctor’s degree.
It was a summer’s day.

7. มักจะใช้ “s” แสดงความเป็นเจ้าของกับ Proper Noun มากกว่าจะใช้โครงสร้าง “of” แต่อย่างไรก็ดีบางครั้งอาจใช้โครงสร้าง “of” กับ Proper Noun เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของการวางคำ เช่น
Henry’s work แต่ The work of Henry and’ John
Scott’s Wanerly แต่ The collectted novels of Scott

นอกจากนี้ยังใช้โครงสร้าง “of” แสดงความเป็นเจ้าของกับ Proper Noun เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ “s” กับวลี หรืออนุประโยค ยาวๆ ซึ่งเป็นเพียงแต่ส่วนขยายของ Proper Noun เท่านั้น เช่น

ห้ามเขียน     ……The man whom we met’s car.

8. มีโครงสร้างการแสดงความเป็นเจ้าของในลักษณะสำนวน (Idiomatic Construction) ลักษณะหนึ่งเมื่อใช้ทั้งโครงสร้าง “of” และโครงสร้าง “s” พร้อมกัน เช่น
He is a friend of Henry’s. We saw a play of Shaw’s.

โครงสร้างสำนวนดังกล่าวคล้ายกับมีความหมายว่า “one of Henry’s friends” หรือ “one of Shaw’s plays” แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
ข้อแตกต่างอยู่ที่ว่า “a friend of Henry’s” หรือ “a play of Shaw’s” นั้น หมายถึงว่า “Henry มีเพื่อนเพียงคนเดียว” หรือ “Shaw เขียนบทละครเพียงบทเดียวเท่านั้น”

ซึ่ง “one of Henry’s friends” หรือ “one of Shaw’s plays” หมายถึงว่า “Henry มีเพื่อนหลายคน และนั่นคือหนึ่งในจำนวนหลายคนนั้น” หรือ “Shaw เขียนบทละครหลายบทและนั่นคือหนึ่งในหลายๆ บทนั้น”

โครงสร้างเช่นนี้ดูจะมีความสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อสังเกตความหมายของข้อความต่อไปนี้

A portrait of Rembrandt ( = ภาพที่ Rambrandt ไปให้ช่างวาดรูปตัวเอง)

A portrait of Rambrandt’s ( = ภาพที่วาดโดย Rambrandt)
หรือ
a criticism of Shaw ( = ความคิดเห็นเกี่ยวกับ Shaw)
a criticism of Shaw’s ( = ความคิดเห็นที่เกิดจาก Shaw)

ที่มา:อาจารย์ชำนาญ  ศุภนิตย์, ดร.สัญญา  จัตตานนท์,  อาจารย์สุทิน  พูลสวัสดิ์

เครื่องหมาย สัญลักษณ์ คณิตศาสตร์ภาษาอังกฤษ บวก ลบ คูณ หาร อ่านอย่างไร

พวกสัญลักษณ์  หรือ เครื่องหมายต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์ อาจจะไม่ได้ใช้กันมากนักทุกตัวในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เราจึงไม่ค่อยพบว่ามีหนังสือสอนภาษาอังกฤษในไทยฉบับใดที่บอกชื่อเรียกของสัญลักษณ์เหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีนักเรียน นักศึกษา บางกลุ่มที่จำเป็นต้องอ่านสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะผู้ที่เรียนคณิตศาสตร์ภาคอินเตอร์ หรือ ในต่างประเทศ

เรามีดูพร้อม ๆ กันดีกว่าว่า สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์แต่ละตัวมีชื่อเรียกกันว่าอย่างไรบ้าง

สัญลักษณ์ คณิตศาสตร์ภาษาอังกฤษ

ชื่อเรียกสัญลักษณ์คณิตศาสตร์ภาษาอังกฤษ

+ อ่านว่า  plus (พลัส) หรือ positive (โพสิทีฟ) แปล ว่า บวก

- อ่านว่า minus (ไมนัส) หรือ negative (เนกาทีฟ) แปลว่า ลบ

× อ่านว่า multiplies (มัลติพลาย) หรือ times (ไทมส์) แปลว่า คูณ

÷ , / อ่านว่า divided by (ดิวายเดด บาย) แปลว่า หาร

= อ่านว่า equals (อีคัวส์) หรือ equal to (อีคัว ทู) แปลว่า เท่ากับ

อ่านว่า does not equals (ดาส นอท อีคัวส์) หรือ not equal to (นอท อีคัว ทู) แปลว่า ไม่เท่ากับ

<  อ่านว่า less than (เลส แดน) แปลว่า น้อยกว่า

> อ่านว่า greater than (เกรทเตอร์ แดน) แปลว่า มากกว่า

อ่านว่า less than or equal to (เลส แดน ออ อีคัว ทู) แปลว่า น้อยกว่าหรือเท่ากับ

≥ อ่านว่า greater than or equal to (เกรทเตอร์ แดน ออ อีคัว ทู) แปลว่า มากกว่าหรือเท่ากับ

( อ่านว่า open parenthesis (โอเพ่น พาเรนธีสิส) หรือ right parenthesis (ไรท์ พาเรนธีสิส) แปลว่า วงเล็บเปิด

) อ่านว่า closed parenthesis (โคลส พาเรนธีสิส) หรือ left parenthesis (เลฟท์ พาเรนธีสิส) แปลว่า วงเล็บปิด

% อ่านว่า Percent (เปอร์เซ็นต์)

ใช้ due to ในภาษาอังกฤษ

1. ใช้ due to (เพราะว่า) เพื่อแสดงเหตุผลสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ โดยใช้วางไว้หน้าคำนาม (noun)
due to + noun / pronoun

Due to repairs, the garage will be closed next week.
เพราะการซ่อมแซม อู่ซ่อมรถจะถูกปิดในสัปดาห์หน้า

The flight has been delayed one hour, due to weather conditions.
เที่ยวบินนี้มาถึงช้า 1 ช.ม. เพราะสภาพอากาศ

due to ในภาษาอังกฤษ

2. นอกจากใช้ due to แล้ว ยังสามารถใช้ owing to และ because of ในความหมายเดียวกับ due to ได้อีกด้วย เช่น

Owing to the heavy rainfall I stayed at home.
เพราะฝนตกหนักผมจึงอยู่กับบ้าน

Because of you I missed my flight.
เพราะคุณนั่นแหละผมจึงพลาดเที่ยวบิน

หมายเหตุ : วาง due to, owing to และ because of ไว้ต้นประโยคหรือ กลางประโยคก็ได้โดยจะวางอยู่หน้าคำนามและสรรพนาม

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)