Monthly Archives: August 2014

หลักการใช้ if ในภาษาอังกฤษ

วันนี้เราจะมาเรียนรู้ถึงประโยคที่ใช้คำว่า “if” ในภาษาอังกฤษ ว่ามีหลักการใช้อย่างไรที่ถูกต้อง ซึ่งการใช้ “if” จะใช้สำหรับสนทนา บอกกล่าวว่า ถ้าหากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อะไรจะเกิดตามมา

if (ถ้า)ใช้ในประโยคเงื่อนไข (condition) หรือที่เรียกว่าประโยคเหตุ ประโยคผล (Clause) ดังนี้

1. ใช้ if ในประโยคเงื่อนไขกับเงื่อนไขที่เป็นไปได้ โดยใช้วางไว้ต้นประโยคหรือท้ายประโยคก็ได้ (ท้ายประโยคหลัก)

If + clause, + clause
clause + if + clause

If you eat too much, you get fat.
ถ้าคุณทานมากเกินประมาณ คุณอ้วนแน่

You get fat if you eat too much.
คุณอ้วนแน่ถ้าคุณทานมากเกินประมาณ

2. ใช้ if ในประโยคเงื่อนไข กับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและ แม้จะพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นอนาคตก็ตาม ก็ให้ใช้ present simple tense (ในประโยค if clause) แทน future tense เช่น

If nuclear  weapons are employed in a world war, the world will be destroyed.
ถ้าอาวุธปรมาณู ถูกนำมาใช้ในสงครามโลก โลกจะถูกทำลาย

The world will be destroyed if nuclear weapons are employed in a world war.
โลกจะถูกทำลาย ถ้าอาวุธปรมาณูถูกนำมาใช้ในสงครามโลก

if we are not back by midnight, we will miss the chance.
ถ้าพวกเราไม่กลับมาในเวลาเที่ยงคืนพวกเราจะพลาดโอกาสแน่

We will miss the chance if we are not back by midnight.
พวกเราจะพลาดโอกาสถ้ากลับมาไม่ทันเที่ยงคืน

If I have enough time tomorrow, I’ll come and see you.
ถ้าพรุ่งนี้ผมมีเวลา ผมจะมาพบคุณ

I will come and see you if I have time tomorrow.
ผมจะมาพบคุณถ้าผมมีเวลาพรุ่งนี้

3. ใช้ if ในประโยคเงื่อนไขกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ในขณะที่พูดอยู่นั้นหรือในอนาคตก็ตามในเงื่อนไขนี้ให้ใช้ past tense ในประโยค if clause

If + past tense, + เงื่อนไขมี would
เงื่อนไขมี would + if + past tense

If she came, I would tell you.
ถ้าหล่อนมา ผมจะบอกคุณ

I would tell you if she came.
ผมจะบอกคุณถ้าหล่อนมา

If we came here, he would punish us.
ถ้าพวกเรามาที่นี่เขาจะลงโทษพวกเรา

He would punish us if we came here.
เขาจะลงโทษพวกเราถ้าพวกเรามาที่นี่

If I were rich, I would go to London.
ถ้าผมรวยผมจะไปกรุงลอนดอน

I would go to London if I were rich.  
ผมจะไปกรุงลอนดอน ถ้าผมรวย

หมายเหตุ : ในรูปแบบที่เป็นทางการตามเงื่อนไขนี้จะใช้ were หลัง if กับประธานทุกตัว

4. ใช้ if ในประโยคเงื่อนไข กับเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้น โดยใช้ past perfect tense ในประโยค if clause และใช้ would have (ประโยคเงื่อนไขที่สมบูรณ์) ในประโยคหลัก (main clause)

If + past perfect, + ประโยคมี would have
ประโยคมี would have + if + past perfect

If he had realized that, he would have run away.
ถ้าเขารู้สิ่งนั้นเขาคงวิ่งหนีไปแล้ว

He would have run away if he had realized that.
เขาคงวิ่งหนีแล้วถ้ารู้สิ่งนั้น

If she had invited me, I would have come.
ถ้าหล่อนได้เชิญผม ผมคงมาร่วมงานแล้ว

I would have come if she had invited me.
ผมคงมาร่วมงานแล้วถ้าหล่อนได้เชิญผม

If you had worked harder, you would have passed your exam.
ถ้าคุณขยันกว่านี้ คุณคงสอบผ่านแล้ว

You would have passed your exam if you had worked harder.
คุณคงสอบผ่านแล้ว ถ้าคุณขยันกว่านี้

5. ใช้ if + were แทน if + was โดยใช้ได้กับประธานทุกตัวทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ โดยเฉพาะใช้ were กับการสมมุติที่ตรงข้ามกับความเป็นจริง โดยเฉพาะปัจจุบันนี้จะใช้ were แทน was เสมอ

If + were / was

If I was / were offered a job, I would take it.
ถ้าผมถูกเสนองานให้ ผมจะรับทันทีเลย
(จริงๆ แล้วเป็นการสมุมติเพราะไม่มีใครเสนองานให้เลย)

If Mr. Dale was / were to apply for the post he’d probably get it.
ถ้าคุณเดลสมัครในตำแหน่งนี้ เขาคงได้แน่เลย
(ความจริงคุณเดลไม่สมัครในตำแหน่งนี้เลยแต่พูดเพราะเขาน่าจะได้ถ้าสมัครในตำแหน่งนี้)

If I were you I would marry her.
ถ้าผมเป็นคุณผมจะแต่งงานกับหล่อน
(ผมเป็นคุณไม่ได้เพราะคนละคนกัน)

If I were in his circumstances, I would do the same thing
ถ้าผมอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเขาผมจะทำอย่างเดียวกับที่เขาทำ
(ผมอยู่ในสถานการณ์ของเขาไม่ได้เพราะคนละคนกัน)

หมายเหตุ : ปัจจุบันภาษาพูดมักใช้ was เพราะง่าย ยกเว้นแต่
‘If I were you’ ส่วนในภาษาเขียนใช้ were แทน was

6. ใช้ประโยค (tense) ที่สัมพันธ์กับประโยคของ if ก็ได้โดยทำหน้าที่เหมือนคำสันธานอื่นๆ เช่น

If you want to know English, you have to learn.
ถ้าคุณอยากรู้อังกฤษคุณต้องเรียน

If that was Boonmee, why didn’t he stop and talk to me
ถ้านั่นคือบุญมีทำไมเขาไม่หยุดคุยกับผม

7. ใช้ if only เพื่อแสดงถึงความหวัง (hope), ความปรารถนา (wish) หรือแม้แต่แสดงความเสียใจ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประโยคที่ตามหลังมา โดยใช้ประโยค (tense) เดียวกัน วางไว้หลัง if only เหมือนกันกับ tense ที่วางอยู่หลัง I wish แต่ if only จะให้ความรู้สึกเน้นมากกว่า I wish

If only + present tense / will ที่แสดงความหวัง

If only he comes in time.
=We hope he will come in time.
พวกเราหวังว่าเขาจะมาทันเวลา

If only he will talk to her.
=We hope he will be willing to talk to her.
พวกเราหวังว่าเขาอยากจะคุยกับหล่อน

If only + past / past perfect tenses อธิบายความเสียใจ

โดยโครงสร้างนี้จะให้ความหมายเหมือน

Wish + past / past perfect tenses

If only he didn’t drive so fast.
= We wish he didn’t drive so fast.
หรือ
We are sorry he drives so fast.
พวกเราต่างเสียใจที่เขาขับรถเร็วมาก

If only + subject + would
โครงสร้างนี้จะกล่าวถึงอนาคต

If only it would stop raining !
ผมหวังว่าฝนจะหยุดตก

If only somebody would smile !
หวังว่าจะมีคนยิ้มบ้าง

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)

หลักการใช้ Present Simple Tense

Present Simple Tense คือ Tense ที่ถูกใช้บ่อยมากในภาษาอังกฤษ เรามาเรียนรู้กันว่าหลักในการใช้ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร

โครงสร้างของ Present Simple Tense

ประโยคบอกเล่า

ประธาน + กิริยา + กรรม  เช่น
i like coffee.
i am a man.

ทั้งนี้สำหรับบางคำกิริยา ที่ไม่ต้องการกรรม มาเสริมในประโยค ก็เหลือโครงสร้างในประโยคบอกเล่าแค่

ประธาน + กิริยา เช่น
I sing.
She smiles.

 

ประโยคปฏิเสธ

ในรูปประโยคปฏิเสธ จะใช้ กิริยาช่วย (auxiliary verb) ซึ่งได้แก่ Do และ Does โดยการเลือกใช้คำใดคำหนึ่งนั้นจะขึ้นอยู่กับประธาน ดังนี้

ถ้าประธานเป็น I, you, we, they จะใช้ do โครงสร้างประโยคจะเป็น ประธาน + do not + คำกิริยา + กรรม เช่น

I do not like tea.

You do not speak Thai.

 

กรณีที่ถ้าประธานเป็น He, she, it จะใช้ does ครงสร้างประโยคจะเป็น ประธาน + does not + คำกิริยา + กรรม เช่น

She does not play football.

แต่ถ้าหากคำกิริยาของประโยค เป็น Verb to be ให้เราเปลี่ยนเป็นประโยคประปฏิเสธ โดยวางคำว่า not ไว้หลัง Verb to be ได้เลย เช่น

She is not a teacher.

 

ประโยคคำถาม

หากคำกิริยาหลักในประโยค คือ Verb to be ให้เราย้าย Verb to be มาไว้หน้าประโยคได้เลย เช่น

Is she a teacher ? เธอเป็นครูใช้หรือไม่ ?

Are you hungry ? คุณหิวหรือไม่ ?

 

หากคำกิริยาหลักในประโยค ไม่ใช่ verb to be ให้นำกิริยาช่วย (auxiliary verb) ซึ่งได้แก่ Do และ Does มาวางไว้หน้าประโยค โดยใช้หลักการในการเลือกใช้ do หรือ does เช่นเดียวกับประโยคปฏิเสธ คือ

ถ้าประธานเป็น I, you, we, they จะใช้ do เช่น

Do you love me ? คุณรักฉันหรือไม่ ?

ถ้าประธานเป็นHe, she, it จะใช้ does เช่น

Does she like coffee ? เธอชอบดื่มกาแฟหรือไม่ ?

 

การใช้ Present Simple Tense

1. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นประจำ  หรือทำจนเป็นนิสัย เช่น

I always wake up early. ฉันตื่นแต่เช้าเสมอ

I go to cinema twice a month. ฉันไปดูหนังสองครั้งต่อเดือน

ประโยคเหล่านี้ จะมีคำแสดงความบ่อยบอกให้ทราบอยู่ในประโยค ซึ่งคำศัพท์เหล่านี้ที่ใช้กันมาก เช่น

Always แปลว่า เสมอ
Almost always แปลว่า เกือบตลอดเวลา
Usually แปลว่า โดยปกติ
Normally แปลว่า โดยปกติ
Frequently แปลว่า บ่อยๆ
often  แปลว่า บ่อยๆ
Sometime แปลว่า บางครั้ง
Occasionally แปลว่า เป็นครั้งคราว
Seldom แปลว่านานๆ ครั้ง
Rarely แปลว่า ไม่บ่อย
Almost never, Hardly ever แปลว่า แทบจะไม่เคย
Never แปลว่า ไม่เคย

 

2. เหตุการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริง

Present Simpleใช้ได้กับการกล่าวถึงสิ่งที่เป็นความจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป  ตลอดจนสิ่งที่ผู้พูดเชื่อว่าเป็นความจริง โดยไม่สำคัญว่าผู้พูดจะกล่าวถูกหรือผิด  เช่น

Krabi is in Thailand. จังหวัดกระบี่อยู่ในประเทศไทย

Dogs like milk. หมาชอบกินนม

Fire is Hot. ไฟร้อน

 

3. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่กำหนดไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เช่น

The bus  leaves at 5 PM. รถประจำทางออกตอน 5 โมงเย็น

The plane arrives at 10AM.  เครื่องบินมาถึงเวลา 10 โมง

The party starts at 22.00 . งานเลี้ยงเริ่มเวลา 22.00

 

4. ใช้บอกถึงเหตุการณ์ในตอนนี้ เช่น

I am here now. ฉันอยู่ที่นี่ตอนนี้
He needs help right now. ขณะนี้เขาต้องการความช่วยเหลือ
She has her passport in her hand. เธอมีหนังสือเดินทางอยู่ในมือของเธอ

วิธีการใช้ let และ let’s ในภาษาอังกฤษ

ศัพท์ภาษาอังกฤษ คำว่า Let เป็นอีกหนึ่งคำที่ถูกใช้บ่อยมากในการสนทนาพูดคุยกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าหลักการใช้ Let มีอะไรบ้าง และเราจะเลือกใช้ได้ในกรณีใดบ้าง

1. ใช้ let เพื่ออนุญาตให้ใครสักคนทำอะไรบางอย่าง โดยจะใช้ let
ในโครงสร้าง let + infinitive ไม่มี to (กริยาช่องที่ 1 ไม่มี to นำหน้า) เช่น
The doctor lets me live in a small room behind his house.
คุณหมออนุญาตให้ผมพักอยู่ในห้องเล็กๆ หลังบ้านของท่าน

He never lets her leave home.
เขาไม่เคยอนุญาตให้หล่อนออกจากบ้าน

2. ไม่ใช้ to infinitive หรือ gerund (verb -ing) วางไว้หลัง let เช่น
She lets me use her telephone.
หล่อนอนุญาตให้ผมใช้โทรศัพท์ของหล่อน
ห้ามใช้: She lets me to use her telephone.
(ไม่ใช้ to คั่นระหว่างกริยา lets และ use)

3. รูปอดีตของ let คือ let (ไม่ใช่ leted) และ let จะทำเป็นรูป passive ไม่ได้เช่น
I let Viroj lead the way.
ผมให้คุณวิโรจน์ เป็นคนนำทาง

She had let me leave without suspicioun.
หล่อนได้อนุญาตให้ผมไปโดยไม่สงสัย

หมายเหตุ : ใช้ let me เมื่อผู้พูดเสนอที่จะช่วยเหลือคนอื่น เช่น
Let me take your suitcase.
ให้ผมขนกระเป๋าเดินทางของคุณนะครับ

let me show you.
ให้ผมพาคุณไปชมนะครับ

4. ใช้ let’s ในโครงสร้าง let’s + infinitive ไม่มี to เพื่อเป็นการเสนอคำแนะนำ เช่น
Let’s go outside.
ไปข้างนอกกันเถอะ

Let’s have a drink.
ไปดื่มเหล้ากันเถอะ

หมายเหตุ:
1. let’s ย่อมาจาก let us ซึ่งใช้กับ infinitive ไม่มี to
2. let’s มีรูปปฏิเสธ คือ let’s not… เช่น
Let’s not get angry.
อย่าโกรธนะ

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)

คำว่า because และ because of ใช้แตกต่างกันอย่างไร ในภาษาอังกฤษ

because และ because of (เพราะว่า) เป็นการแสดงเหตุและผล ใช้ต่างกันดังนี้
1. because เป็น conjunctionใช้เชื่อมประโยคสองประโยคเข้าด้วยกัน โดย because จะต้องใช้วางไว้หน้า clause (ประโยค)

Because + clause, clause
หรือ

Clause + because + clause

Because I was tired, I went home.
เพราะผมเหนื่อย ผมจึงกลับบ้าน

I was worried because Thanonq was late.
ผมกังวลใจเพราะทนงมาสาย

2. ใช้ because เพื่อเป็นการอธิบายเหตุผลกับคำนามที่ขึ้นต้นด้วย “why” เช่น
Why didn’t you come to my party ?
ทำไมคุณไม่มางานผม

Because I was busy that day.
ที่ผมไม่มาเพราะผมไม่ว่าง

3. because of เป็น preposition โดยใช้วางไว้หน้าคำนาม (noun) หรือ สรรพนาม (pronoun) จะไม่วางไว้หน้าประโยคเหมือน because

because of + noun / pronoun

She loves me because of my money.
หล่อนรักผมเพราะเงิน

I was late because of the traffic jam.
ผมมาสายเพราะจราจรติดขัด

I came home early because of my wife.
ผมกลับบ้านเร็ว เพราะภรรยาของผม

I was late because of the rain.
ผมสายเพราะฝนตก

หมายเหตุ  
1. ใช้ because of นำหน้ากลุ่มคำนามก็ได้ เช่น
Prime Minister Chavalit’s visit was postponed because of the heavy rain in the South.
การมาเยือนของนายกรัฐมนตรี ชวลิต ถูกเลื่อนออกไป เพราะฝนตกหนักที่ภาคใต้

2. because ให้วางไว้หน้า clause (ประโยค) ส่วน because วางไว้หน้า noun หรือ pronoun

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)

ตัวอย่างการใช้ before และ ago

before (ก่อนหน้านี้) เป็น adverb และ conjunction และ ago (ผ่านมาแล้ว ที่แล้วมา)ใช้ดังนี้
1. ใช้    before ในความหมายว่า“ก่อนหน้านี้” โดยใช้กับประโยค present perfect tense (S + has, have + V3 ) เช่น    
Have you ever been there before ?
คุณเคยอยู่ที่นั่นมาก่อนหรือเปล่า

I have never been there before.
ผมไม่เคยอยู่ที่นั่นมาก่อนเลย

2. ใช้ before ในความหมายว่า “ก่อนหน้านั้นไปอีก” (คือก่อนหน้าเวลาในอดีตที่กำลังพูดถึงอยู่ และถ้าใช้ before กับเหตุการณ์ที่อยู่ก่อนหน้าอดีตให้ใช้ past perfect tense) (S+had + V3) เช่น
I realised that I had ever been there before.
ผมนึกขึ้นได้ว่าเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน

3. ใช้ before กับการแสดงการอธิบายเวลา เช่น two days before, a year before, a long time before ซึ่งจะให้ความหมายว่า “หลังจากนั้น” เช่น
When I went back to my village that I had left ten years
before, every thing was changed.
เมื่อผมได้กลับไปสู่บ้านเกิดซึ่งผมได้จากมาเป็นเวลา 10ปี แล้วทุก
อย่างในที่นั่นได้เปลี่ยนแปลงไปหมดเลย

4. ใช้ ago วางไว้หลังระยะเวลา ในโครงสร้าง

expression of time + ago
I saw Somchai six weeks ago.
ผมเห็นสมชัยเมื่อ 6 สัปดาห์ที่แล้ว

How long ago was it, when you arrived ?
คุณมาถึงนานเท่าไหร่แล้ว

5. ใช้ ago กับประโยค past tense เท่านั้น ห้ามใช้กับประโยค present tense เช่น
She went a few minutes ago.
หล่อนไป 2-3 นาทีที่แล้ว
ไม่ใช้ She goes a few minutes ago. (ความหมายของ ago เป็นอดีต)

before ที่เป็น conjunction (คำสันธาน) ใช้ดังนี้
1. ใช้ before เชื่อมประโยคสองประโยคเข้าด้วยกัน

Clause + before + clause
หรือ

Before + clause, + clause

I wrote many books before I went to India.
ผมได้เขียนหนังสือหลายเล่มก่อนไปอินเดีย
หรือ : Before I went to India, I wrote many books.

ข้อสังเกต : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนหน้า before และหลัง before ให้ใช้ past simple tense ทั้งหมด

S + V2 before S + V2
Before S + V2 S + V2

2. ถ้าประโยคหลัง before มีความหมายเป็น future ให้ใช้ present tense แทน past tense เช่น
I will tell you before you leave.
ผมจะบอกคุณก่อนที่คุณจะจากไป

3. บ่อยครั้งที่ใช้ before ในรูป before + V-ing โดยเฉพาะการใช้ในรูป ที่เป็นทางการ เช่น
Please put out all lights before leaving the office.
กรุณาปิดไฟทุกดวงก่อนออกจากที่ทำงาน

Before writing this book, I spent two months on research
ก่อนแต่งตำราเล่มนี้ผมได้ใช้เวลาค้นคว้า 2 เดือน

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)

การใช้ as much as และ as many as

as much…as ใช้กับคำนามที่นับไม่ได้เอกพจน์ ส่วน
as many…as ใช้กับคำนามที่นับได้พหูพจน์ ดังนี้
1. ใช้ as much…as กับคำนามนับไม่ได้เอกพจน์ (singnlar uncountable noun) เช่น
We need as much time as possible.
พวกเราต้องการเวลามากเท่าที่จะเป็นไปได้
(time เป็นคำนามนับไม่ได้)
She wanted as much sugar as posible.
หล่อนต้องการนํ้าตาลมากเท่าที่จะเป็นไปได้
(sugar เป็นคำนามนับไม่ได้)

2. ใช้ as many…as กับคำนามนับได้พหูพจน์ (plural countable noun)
We need as many books as possible.
พวกเราต้องการหนังสือมากเท่าที่จะเป็นไปได้
(book คือคำนามนับได้)
She needs as many boyfriends as possible.
หล่อนต้องการเพื่อนชาย(แฟน)มากเท่าที่จะเป็นไปได้

3. as much… as และ as many… as ใช้โดยไม่ต้องมีคำนาม (noun) ตามหลังก็ได้ เช่น
She drank so much as she wanted.
หล่อนดื่มมากเท่าที่หล่อนต้องการ

Rest as much as possible.
พักผ่อนให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้

Can I take these chairs ?
ผมเอาเก้าอี้พวกนี้ได้ไหม
Yes, you can take as many as you like.
ได้ เอามากเท่าไหร่ก็ได้

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)

หลักการใช้ across, over และ through ในภาษาอังกฤษ

across (ข้าม, ข้ามผ่านไป, พาด) เป็นได้ทั้ง adverb และ preposition มีวิธีใช้เหมือนและแตกต่างจาก over และ through ดังนี้

1. ใช้ across เมื่อพูดเกี่ยวกับการเคลื่อนที่บนพื้นที่ราบ เพื่อไปสู่อีกด้านหนึ่งของพื้นที่นั้น เช่น
She spent ten hours to walk across the desert.
หล่อนใช้เวลา 10 ช.ม. เดินข้ามทะเลทราย

2. ใช้ across และ over ในความหมายว่า “อยู่อีกด้านหนึ่งของหรือไปสู่อีกด้านหนึ่งของ” เช่น
She is trying to jump across / over the canal.
หล่อนพยายามที่จะกระโดดข้ามคลอง
Our house is just over / across the road.
บ้านของพวกเราอยู่อีกด้านหนึ่งของถนน

3. ใช้ over ในความหมายว่า “ข้าม” ซึ่งเป็นการข้ามที่สูงๆ เช่น ข้ามกำแพง เช่น
The boys are trying to climb over the wall.
เด็กผู้ชายหลายคนกำลังพยายามปีนข้ามกำแพง

4. across ใช้ต่างจาก through ตรงที่ across ใช้กับการเคลื่อนที่บนพื้น ผิวราบ เช่น สนามหญ้า, ทะเลทราย เป็นต้น ส่วน through ใช้กับการเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ๆ มีสิ่งกีดขวางอยู่ เช่น
He walked across the street.
เขาได้เดินข้ามถนน (ถนนเป็นพื้นราบ)
She walked through the wood.
หล่อนเดินผ่านป่าใหญ่ (ป่ามีต้นไม้ขวางจึงไม่เป็นพื้นราบ)
I walked across the room.
หล่อนเดินผ่านห้อง (ห้องเป็นพื้นราบ)
She walked through the crowd of people to the bar.
หล่อนเดินฝ่าฝูงชนไปสู่บาร์ (ฝูงชนเป็นเครื่องกีดขวาง)

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์
B.A.(English), M.A.(English)

หลักการใช้ about, around และ round ในภาษาอังกฤษ

1. ใช้ about (ประมาณ, ราวๆ, เกี่ยวกับ) เมื่อต้องการกล่าวถึงสิ่งที่บางคนกำลังพุดถึง, เขียนถึง หรือกำลังคิดอยู่ เช่น
It was wonderful to hear my mother talking about my father.
เป็นเรื่องแปลก (ดี) ที่ได้ยินแม่พูดเกี่ยวกับพ่อ
I have to write about that.
ผมต้องเขียนเกี่ยวกับเรื่องนั้น
I have about 100 baht.
ผมมีเงินประมาณ 100 บาท

2. ใช้ about เมื่อกล่าวถึงหนังสือที่เป็นวิชาเฉพาะ เช่น
My friend is writing a book about Thai philosophy.
เพื่อนของผมกำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาไทย
…. a Thai story about a king who has fifty sons.
…. หนังสือเกี่ยวกับประวัติของไทยเล่มหนึ่งที่พูดเกี่ยวกับกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่มีพระโอรส 50 องค์

3. ใช้ about to ในโครงสร้าง be+about+to infinitive ซึ่งมีความหมายว่าจะทำสิ่งนั้นๆ ในไม่ช้า เช่น
I was about to go home.
ผมจะกลับบ้านในเร็วๆ นี้
We are about to have supper.
พวกเรากำลังจะทานอาหารเย็นในเร็วๆ นี้

4. ใช้ round (รอบ, กลับ, ล้อม) กับการเคลื่อนไหว หรือ กับตำแหน่งที่อยู่ในวงกลม หรือส่วนโค้ง เช่น
They all sat round the table.
พวกเขาได้นั่งรอบๆ โต๊ะ
The earth moves round the sun.
โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์

5. ใช้ round เมื่อพูดถึงการเคลื่อนที่ไปในทุกทิศทางหรือการให้สิ่งต่างๆแก่คนในกลุ่ม เช่น
We walked round the old part of Bangkok.
พวกเราได้เดินรอบๆ ส่วนที่เก่าแก่ของกรุงเทพฯ
Can I look round ?
ขอดูรอบๆ ได้ไหม

6. ใช้ around (ล้อม, กลับ, วกกลับ) หรือ about (ประมาณ) เพื่ออธิบายถึงการเคลื่อนไหวหรือตำแหน่งที่ไม่ชัดเจนหรือไม่เฉพาะเจาะจงมีคำว่า here, there, in lots of places เป็นต้น เช่น
They were running around / about everywhere.
พวกเขาวิ่งไปรอบๆทุกๆที่เลย
Stop walking around / about and do some work.
หยุดเดินไปมาเสียทีสิ หางานอะไรทำบ้าง

7. ใช้ around, round, และ about ในความหมายว่า “ประมาณ” เช่น
There are around / about twenty students now.
ขณะนี้มีนักเรียนอยู่ประมาณ 20 คน
I have been here for around / about two years.
ผมได้อยู่ที่นี่มาประมาณ 2 ปีแล้ว

8. ใช้ round กับการเคลื่อนไหว หรือกับตำแหน่งในวงกลม หรือตำแหน่งที่อยู่ในส่วนโค้ง เช่น
They all sat round the table.
พวกเขาทุกคนนั่งเป็นวงกลมรอบโต๊ะ
We walked round the Buddha Hall and worshiped the
Buddha statue.
พวกเราได้เดินเวียนรอบพระอุโบสถและได้นมัสการองค์พระพุทธรูป

9. ใช้ round เมื่อพูดเกี่ยวกับการเดินไปสู่ส่วนต่างๆ ของพื้นที่หรือใช้กับ การให้สิ่งของต่างๆ กับทุกๆ คนในกลุ่ม เช่น
Could you pass the cups round, please ?
แจกถ้วยไปรอบๆ วงได้ไหมครับ

10. ใช้ around หรือ about เพื่อแสดงถึงการเคลื่อนที่หรือแสดงตำแหน่งซึ่งไม่ชัดเจน เช่น
The students were running around/ about everywhere.
พวกนักเรียนวิ่งไปทุกที่เลย
‘Where is Amonrat ?’ อมรรัตน์อยู่ที่ไหน
‘Somewhere around / about.’ แถวๆ นี้แหละ

ที่มา:นเรศ  สุรสิทธิ์

B.A.(English), M.A.(English)