Monthly Archives: August 2013

คําตรงข้ามภาษาอังกฤษ 40 คำที่ถูกใช้บ่อย

คำตรงข้ามภาษาอังกฤษมีมากมายหลายคู่ แต่ที่เรารวบรวมมาวันนี้ คือ 40 คำตรงข้ามที่ถูกใช้บ่อยมาก เรียกไดว่าเป็นชุดคำศัพท์ที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษจำเป็นจะต้องจดจำไว้ใช้

ข้อดีประการหนึ่งของการจำคำศัพท์ประเภทตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ จะช่วยให้เราจำได้แม่นยำกว่าแยกเป็นคำเดี่ยว

คำตรงข้ามภาษาอังกฤษ

คําตรงข้าม (Opposite Words) ภาษาอังกฤษพร้อมคำแปล

Big : โต ,ใหญ่ ,มาก Small / Little : เล็ก ,น้อย
Cheap : ถูก (ราคา ) Expensive : แพง ( ราคา)
Clean : สะอาด Dirty : สกปรก
Deep : ลึก Shallow : ตื้น
Down : ลง Up : ขึ้น
Early : ก่อน Late : ทีหลัง
Easy : ง่าย Difficult / Hard : ยาก
Far : ไกล Near / Close : ใกล้
Fast : เร็ว Slow : ช้า
Fat : อ้วน Thin / Skinny : ผอม
Full : เต็ม Empty : ว่าง
Good : ดี Bad : เลว ,แย่
Happy : สุข Sad : เศร้า
Heavy : หนัก Light : เบา
Here : ที่นี่ There : ที่นั่น
High : สูง Low : ต่ำ
Hot : ร้อน Cold : เย็น
In : ใน Out : นอก
Inside : ด้านใน Outside : ด้านนอก
Interesting : น่าสนใจ Boring : น่าเบื่อ
Light : สว่าง Dark : มืด
Long : ยาว Short : สั้น
Loud : ดัง (เสียง) Soft : เบา (เสียง)
Many : มาก Few : เล็กน้อย
New : ใหม่ Old : เก่า
Rich : รวย Poor : จน
Right : ขวา Left : ซ้าย
Right : ถูก Wrong : ผิด
Safe : ปลอดภัย Dangerous : อันตราย
Single : โสด Married : แต่งงานแล้ว
Smooth : เรียบ Rough : หยาบ
Soft : อ่อน Hard : แข็ง
Strong : แข็งแรง Weak : อ่อนแอ
Tall : สูง Short : เตี้ย
Thick : หนา Thin : บาง
Tight : แน่น Loose : หลวม
Warm : อุ่น Cool : เย็น
Wet : เปียก Dry : แห้ง
Wide : กว้าง Narrow : แคบ
Young : หนุ่ม ,สาว Old : แก่

จะเห็นได้ว่าบางคำอาจจะซ้ำกันบ้าง เพราะมีหลายความหมายนั่นเอง อย่างไรก็ดี หากท่านสามารถจดจำคำตรงกันข้ามเหล่านี้ได้ทั้งหมด จะช่วยให้การสื่อสารและรับสารในภาษาอังกฤษเก่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะคำศัพท์กลุ่มนี้มีการใช้บ่อยมากจริง ๆ

คำว่า yet และ already ใช้ต่างกันอย่างไร

ทั้งคำว่า yet และ alreadyล้วนแล้วแต่ถูกใช้ใน present perfect tense เหมือนกันทั้งคู่ โดยที่ความหมายของทั้งสองคำแตกต่างกันดังนี้

yet แปลว่า ยัง ,หรือยัง

alreadyแปลว่า แล้ว ,เรียบร้อยแล้ว

นอกจากความหมายของคำที่ต่างกันแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้คือ

Already ใช้ในประโยคเชิงบวก
Yet ใช้ในประโยคเชิงลบ ,ปฏิเสธ

already yet ใช้อย่างไร

ประโยคคำถาม

ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่คุณกับเพื่อนกำลังจะวางแผนไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งมีหลายอย่างที่ต้องทำ และต่อไปนี้คือคำถามที่คุณสามารถใช้ถามเพื่อนว่าได้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่เตรียมไว้หรือยัง

Have you bought the tickets yet? คุณซื้อตั๋วหรือยัง ?
Have you arranged a taxi yet? คุณจัดเตียมรถแท็กซี่หรือยัง ?
Have you reserved the hotel room yet? คุณจองห้องพักโรงแรมหรือยัง ?

จะเห็นได้ว่าตัวอย่างของประโยคคำถามทั้งหมดจะลงท้ายด้วยคำว่า yet

 

ประโยคคำตอบในแบบ Positive and Negative

Yes, I’ve already bought the tickets. ใช่ ฉันซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว
Yes, I’ve already arranged a taxi. ใช่ฉันจัดเตรียมรถแท็กซี่ไว้แล้ว

No, I haven’t reserved the room yet. ไม่ ฉันยังไม่ได้จองห้องพัก
No, I haven’t packed the bags yet. ไม่ ฉันยังยังไม่ได้จัดกระเป๋า

จะเห็นได้ชัดเจนว่าหากเป็นประโยคเชิงบวกเราจะใช้คำว่า already ส่วนประโยคเชิงปฏิเสธจะใช้คำว่า yet

ประโยคคำถามภาษาอังกฤษ

ไม่ต้องกังวลหากทุกท่านไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเรียนรู้การถามได้อย่างไร เพราะประโยคคำถามภาษาอังกฤษมีรูปแบบที่แน่นอน ซึ่งวันนี้เว็บไซต์ rakenglish.com ได้รวบรวมข้อมูลมานำเสนอให้กับทุกท่านในบทความนี้

ประโยคคำถามภาษาอังกฤษ

สูตรของประโยคคำถามภาษาอังกฤษ คือ QUASM

QU คือ คำถาม (Qestion word) เช่น what ,when ,where , who ,how เป็นต้น
A คือ กริยาช่วย (Auxiliary verb) เช่น is ,am ,are , do ,does ,did ,was ,were ,have ,has , will ,would ,could ,should
S คือ ประธาน (Subject)
M คือ กริยาหลัก (Main verb)

รูปแบบโครงสร้างประโยคคำถามภาษาอังกฤษ แยกตาม Tense

Simple Present Questions:

QUESTION WORD
AUXILIARY VERB
SUBJECT
MAIN VERB
Where
do
you
live?
How
do
you
like
your new apartment?
How many kids
does
John
have?
What
does
Tom
think
about the project?

 

Simple Past Questions:

QUESTION WORD
AUXILIARY VERB
SUBJECT
MAIN VERB
When
did
you
wake up in this morning?
Where
did
you
buy
this laptop?
How
did
they
learn
English so fast?

 

Present Continuous Questions:

QUESTION WORD
AUXILIARY VERB
SUBJECT
MAIN VERB
What
are
you
doing?
Who
is
he
dating
now ?
What time
are
we
playing
football ?

 

Past Continuous Questions:

QUESTION WORD
AUXILIARY VERB
SUBJECT
MAIN VERB
Why
were
you
eating
candy before dinner?
How
was
he
feeling
after the surgery?
What
was
Jame
doing
when you called?

 

Present Perfect Questions:

QUESTION WORD
AUXILIARY VERB
SUBJECT
MAIN VERB
How long
have
you
worked
at this company?
What
have
they
been doing
all day?
How long
has
the client
been waiting
for their order?

 

Future Questions:

QUESTION WORD
AUXILIARY VERB
SUBJECT
MAIN VERB
Who
will
you
invite
to the party?
When
will
they
play
video game ?
Why
is
she
going
to quit her job?

 

Modal Questions:

QUESTION WORD
AUXILIARY VERB
SUBJECT
MAIN VERB
What
would
you
do
if you had a million dollars?
Where
should
I
go
on my next vacation?
How
could
we
improve
our English?

 

ข้อยกเว้น:

กรณีที่เป็นประโยคคำถามประเภท ใช่หรือไม่ (Yes/No Question) ไม่ต้องมี Question Word นำหน้า ดังนั้นรูปประโยคคำถามภาษาอังกฤษประเภทนี้ คิอ

ASM (Auxiliary verb – Subject – Main verb)

Do you like bananas?
Did you enjoy the movie?
Are you studying English?
Were you sleeping when I called you last night?
Have you finished your homework?
Will you call me when you get home?

และหากเป็นคำถามที่คำกิริยาหลัก คือ verb be (is , am ,are ) ก็เพียงแค่ย้ายคำกิริยานั้นมาไว้ที่ด้านหน้าเท่านั้นเอง เช่น

Are you thirsty?
Is he a teacher?
Were your parents angry when you failed the test?
Was her ex-boyfriend a basketball player?

เป็นยังไงกันบ้าง เชื่อว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบ หลายคนคงสามารถเข้าใจโครงสร้างประโยคคำถามภาษาอังกฤษกันได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีรูปแบบประโยคคำถามอีกหลายอย่าง ซึ่งเราจะนำมาเสนอต่อไปในอนาคต อย่าลืมติดตามกันนะ

gonna แปลว่าอะไร

gonna มาจากคำว่า Going to แปลว่า “กำลังจะ” หรือ “จะ” เป็นคำแสลงที่เริ่มต้นใช้กันในกลุ่มวัยรุ่นยุคก่อน และก็ยังคงใช้กันมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งทุกท่านสามารถที่จะพบคำว่า gonna ได้ทั้งจากการพูดคุยในชีวิตประจำวัน ในเพลงและภาพยนตร์

gonna miss you

ตัวอย่างประโยคที่มีคำว่า gonna

We really didn’t tell the kids what was gonna happen. เราไม่ได้บอกเด็ก ๆว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

I’m gonna go now. ฉันกำลังจะไปแล้ว

It’s gonna happen. มันกำละงจะเกิดขึ้น

We are gonna play soccer. พวกเรากำลังจะเล่นฟุตบอล

I’m gonna love you till the end. ฉันจะรักคุณตราบจนวันตาย

เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำว่า gonna

ขอนำบทเพลงมาให้ได้ฟังสัก 1 เพลง เป็นเพลงที่ฟังง่าย เนื้อร้องสวย ดนตรีไพเราะ แม้ว่าจะเก่าสักหน่อยแต่หลายคนก็ชื่นชอบเพลงหวาน ๆ แบบนี้

ชื่อเพลง : I’m Gonna Be Around  (ฉันจะอยู่ใกล้ ๆ )

เนื้อเพลง

It’s been so long since we took the time
to share words from deep inside us
We’re in our own world spinning our wheels
but you know how I feel

since the first time I took your hand
my love for you has just been growing
You always seem to understand
You know how I am

Chorus:
I’m gonna love you til the end
I’m gonna be your very true friend
I wanna share your ups and downs
I’m gonna be around

When you’re alone cause I’m away
don’t be sad don’t be afraid
I’m gonna turn my thoughts to you
like I always do

Chorus:
I’m gonna love you til the end
I’m gonna be your very true friend…

Catch you when you fall
Hold you when you down
Sharing every moment
I wanna show you all I do
I believe I’ve found a miracle
in you

Chorus:
I’m gonna love you til the end
I’m gonna be your very true friend…

 

หวังว่าทุกคนคงจะชอบนะครับ กับเนื้อหาบทความและเพลงเพราะ ๆ ที่นำมามอบให้

นิทานสั้นภาษาอังกฤษ

นิทานสั้นภาษาอังกฤษเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำให้เด็กได้เรียนภาษาไปพร้อมกับความสนุกสนานของเนื้อเรื่อง และโดยส่วนมากแล้วนิทานก็มักจะแฝงข้อคิดที่มีประโยชน์มาเสริมสร้างไหวพริบและคุณธรรมด้วย

โดยธรรมชาติแล้วหากเริ่มต้นด้วยการอ่านนิยาย หรือนิทานยาว ๆ จะทำให้รู้สึกเบื่อได้ ผู้เรียนภาษาใหม่ จึงควรอ่านนิทานสั้นก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความยาวของหนังสือที่อ่านไปเรื่อย ๆ เมื่อความชำนาญสูงขึ้น

ตัวอย่างนิทานสั้นสอนใจภาษาอังกฤษ

The Ants and the Grasshopper (มด และ ตั๊กแตน )

มดกับตั๊กแตน

The ants were spending a fine winter’s day drying grain  collected in the summertime.
มดทั้งหลายกำลังใช้เวลาในฤดูหนาวที่ปลอดโปร่งตากเมล็ดพืชที่เก็บรวบรวมมาเมื่อฤดูร้อนให้แห้ง

A grasshopper, quite hungry, passed by and begged for a little food.
ตั๊กแตนที่หิวโซผ่านมาเห็นจึงขอแบ่งปันอาหาร

The ants asked him, “Why didn’t you gather up food during the summer?”  He replied, “I as too busy having fun to work. I passed the days singing.”
มดจึงถามตั๊กแตนว่า “ทำไมเจ้าถึงไม่รวบรวมอาหารไว้ในฤดูร้อน”
ตั๊กแตนตอบว่า “ฉันไม่ว่างที่จะทำงาน ฉันร้องเพลงตลอดทั้งวัน”

They then said in mockery: “If you were foolish enough to sing all the  summer, you must dance without supper to bed in the winter.”
มดกล่าวอย่างเยาะเย้ยว่า “ถ้าเจ้าโง่พอที่จะร้องเพลงตลอดหน้าร้อน เจ้าก็ต้องเต้นโดยไม่มีอาหารค่ำให้กินในฤดูหนาว”

Moral: One can not get through life without a little work.
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่มีใครสามารถใช้ชีวิตโดยไม่ทำงาน

 

The Bat and the Weasels (ค้างคาวและพังพอน)

ค้างคาวกับพังพอน

A bat fell upon the ground and was caught by a Weasel. The bat pleaded  with the weasel to spare him his life. The Weasel refused, saying, “I am by nature the enemy of all birds.” The Bat assured him that he was not a bird, but a mouse, and thus was set free.

ค้าวคาวร่วงตกลงบนพื้นและถูกพังพอนจับได้. ค้างคาวอ้อนวอนขอให้พังพอนไว้ชีวิต แต่พังพอนปฏิเสธ โดยกล่าวว่า “ข้าเป็นศัตรูกับนกทั้งหมดโดยธรรมชาติ”
ค้างคาวจึงบอกกลับไปว่า ตนเองไม่ใช่นกแต่เป็นหนู ด้วยเหตุนี้พังพอนจึงปล่อยค้างคาวไป

Shortly afterwards the Bat again fell to the ground and was caught by  another Weasel. The bat begged this weasel not to eat him. The Weasel said “I have a special hostility to mice.” The Bat assured him that he was not a mouse, but a bat, and thus escaped the second time.

หลังจากนั้นไม่นาน ค้างคาวก็ร่วงตกลงพื้นอีกและถูกพังพอนอีกตัวหนึ่งจับได้ ค้างคาวขอร้องพังพอนว่าอย่ากินตนเลย. พังพอนจึงกล่าวว่า “ข้าเกลียดหนูมากเป็นพิเศษ” ค้างคาวจึงบอกไปว่าตนเองไม่ใช่หนู แต่เป็นค้างคาว ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการปล่อยตัวไปเป็นครั้งที่สอง

Moral: It is wise to turn the circumstances to your advantage.

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ฉลาดย่อมเปลี่ยนพฤติการณ์ให้เกิดประโยชน์

Idiom คืออะไร สำนวนภาษาอังกฤษที่นิยมใช้กันมากมีอะไรบ้าง

Idiom คือ สำนวน ซึ่งหมายถึงถ้อยคำที่ไม่ได้มีความหมายตรงตัวนั่นเอง สำนวนภาษาอังกฤษมีมากมายหลายประโยค แต่ในวันนี้เราจะคัดเลือกเฉพาะที่มีการใช้กันบ่อยมากที่สุดมาให้ทุกท่านได้ทราบ

ก่อนอื่นเพื่อให้เห็นได้ชัดเจนว่า สำนวน (Idiom) นั้นเป็นอย่างไร ขอยกตัวอย่างสำนวนไทยมาอธิบาย เช่น

ถ่านไฟเก่า หมายถึง คนที่เคยเป็นคู่รักกัน ภายหลังเลิกรากันไป แล้วมาเจอกันอีกครั้งก็มีทีท่าว่าจะมาคบกันใหม่ (ไม่ได้หมายถึงถ่านไฟที่เก่าแล้ว)

ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หมายถึง ยังเป็นเด็ก (ไม่ได้แปลว่ามีกลิ่นน้ำนมติดปากแต่อย่างใด)

วัวลืมตีน หมายถึง คนที่ได้ดีแล้วลืมว่าเดิมเคยเป็นเช่นไร

เมื่อได้อ่านตัวอย่างสำนวนจะเห็นได้ชัดว่าเป็นเช่นไร ดังที่ได้อธิบายแล้วข้างต้น

when pigs fly

สำนวนภาษาอังกฤษที่นิยมใช้กันมาก

A piece of cake

เมื่อมีใครสักคนพูดว่า ” the task is a piece of cake” อย่าเข้าใจผิดว่างานของเขาคือทำขนมเค๊ก แต่เขากำลังบอกว่า งานนี้ง่ายมาก เพราะความหมายของคำว่า a piece of cake คือ ง่ายมากนั่นเอง

 

Costs an arm and a leg

ลองมาดูตัวอย่างบทสนทนากัน

ทอม : How much was the hospital bill?
เจอรี่ : It cost an arm and a leg!

จากตัวอย่างข้างต่น ทอมถามเจอรี่ว่า จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปเท่าไร .. เจอรี่ตอบกลับว่า “It cost an arm and a leg!” ซึ่งแปลได้ว่า มันแพงมาก ๆ

 

Hit the books

เป็นวลีที่ใช้บ่อยในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ถ้าคุณได้ยินใครกล่าวว่า I’m going to hit the books for an hour. ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไปต่อยตีหนังสือแต่อย่างใด แต่ความหมายของ Hit the books คือ ไปเรียนนั่นเอง

 

Let the cat out of the bag

แปลตรงตัวได้ว่า “ปล่อยแมวออกจากถุง” แต่คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่ามีใครจับแมวใส่ถุงไว้ แล้วโทรไปแจ้งหน่วยงานพิทักษ์สัตว์ละ เพราะคำนี้หมายถึงการเปิดเผยความลับ เช่น

It’s a secret. Try not to let the cat out of the bag. แปลว่า มันเป็นความลับ พยายามอย่าบอกให้ใครรู้

 

 You can’t judge a book by its cover

คุณไม่สามารถตัดสินหนังสือจากหน้าปก สามารถใช้สื่อความหมายได้ว่า เราไม่สามารถที่จะตัดสินว่าดีหรือเลวได้จากการมองภายนอกเพียงผิวเผิน

 

When pigs fly

เมื่อหมูบินได้ ประโยคนี้ที่มา คือ หมูไม่สามารถที่จะบินได้ เมื่อเราบอกว่าอะไรสักอย่างจะเกิดขึ้นเมื่อหมูบินได้ แปลได้ว่า ไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้น เช่น

Jame :    Can you give me 50 Baht ? คุณให้เงินฉัน 50 บาทได้ไม๊
Sek     :     Sure I can. When pigs fly. แน่นอนได้สิ เมื่อหมูบินได้ (ความหมายคือไม่ให้นั่นเอง)

 

To put a sock in it

มีความหมายว่า บอกคนที่ส่งเสียงดังให้เงียบ เช่น
Jane was yelling while I was studying so I told her to put a sock in it. เจนส่งเสียงดังขณะที่ฉันกำลังเรียน ฉันจึงบอกเธอให้ช่วยเงียบหน่อย

 

 bite off more than you can chew

กัดมากกว่าที่คุณเคี้ยวได้ ลองนึกถึงเวลาที่คุณกินแฮมเบอร์เกอร์ แล้วคุณกัดคำใหญ่มากเกินไปจนไม่สามารถที่จะเคี้ยวได้ท้ายที่สุดก็ต้องคายออกมา

ความหมายของสำนวนนี้ ก็คือ ทำอะไรที่เกินตัว มากกว่าความสามารถที่จะทำได้ เช่น

I thought I could finish this report within a month, but I bit off more than I could chew.

ฉันคิดว่า ฉันสามารถทำรายงานเสร็จได้ในหนึ่งเดือน แต่มันเกินกว่าที่จะทำได้

 

ยังมีสำนวนภาษาอังกฤษอีกมากมายให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ ในโอกาสนี้ขอนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อน แต่ในอนาคตเราจะทำการรวบรวมสำนวนที่น่าสนใจ มาเขียนผ่านบทความในเว็บไซต์แห่งนี้ให้ได้อ่านกันเรื่อย ๆ ต่อไป

สถานที่สำคัญ ภาษาอังกฤษ

คำศัพท์เกี่ยวกับสถานที่สำคัญภาษาอังกฤษ นับได้ว่าเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการสื่อสารทั่วไปในชีวิตประจำวัน แทบทุก ๆ วันที่เราพูดคุยกันก็มักจะต้องเอ่ยถึงที่ต่าง ๆ เหล่านี้ ดังนั้นผู้ที่เริ่มฝึกภาษาอังกฤษจึงควรท่องจำคำเหล่านี้ให้ได้

คำศัพท์สถานที่ภาษาอังกฤษ

คำศัพท์สถานที่สำคัญ ที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษ

airport – สนามบิน

bakery – ร้านเบเกอรี่ ,ร้านขนมปัง

bank – ธนาคาร

bookstore – ร้านหนังสือ

bus station – สถานีรถประจำทาง

butcher’s – ร้านขายเนื้อ

café หรือ Coffee shop – ร้านกาแฟ

church – โบสถ์

court – ศาล (ตัดสินคดีความ)

craft market – ตลาดฝีมือแรงงาน

department store – ห้างสรรพสินค้า

cinema/movies – โรงภาพยนตร์

fire station – สถานีดับเพลิง

gas station / petrol station – ปั้มแก๊ส , ปั้มน้ำมัน

gym – ห้องฟิตเนส

hairdresser’s – ร้านตัดผม

hospital – โรงพยาบาล

hotel – โรงแรม

gallery – ห้องแสดงภาพ

jail / prison – เรือนจำ

laundromat / launderette – ร้านซักรีด

library – ห้องสมุด

museum – พิพิธภัณฑ์

pharmacy/drugstore – ร้านขายยา

police station – สถานีตำรวจ

post office – ที่ทำการไปรษณีย์

pub – ผับ , ร้านเหล้า

park – สวนสาธารณะ

restaurant – ภัตตาคาร ,ร้านอาหาร

school – โรงเรียน

supermarket – ซุปเปอร์มาร์เก็ต

temple – วัด

video store – ร้านวีดีโอ

zoo – สวนสัตว์

If และ In case ใช้ต่างกันอย่างไรในภาษาอังกฤษ

มีหลายคนที่เข้าใจผิดไปว่า If และ In case มีความหมายที่เหมือนกันซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยส่วนมากผู้เรียนภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า If ได้อย่างถูกต้อง แต่จะสับสบกับการใช้คำว่า In case

if และ in case

เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่าว่าทั้งสองคำใช้งานแตกต่างกันเช่นไร โดยมาเริ่มกันที่ความหมาย

If    แปลว่า “ถ้า”

In case   แปลว่า “เผื่อว่า”

ลองพิจารณาจากประโยคตัวอย่างข้างล่างนี้

(1) I will take an umbrella if it rains.
(2)I will take an umbrella in case it rains.

ประโยคที่หนึ่งแปลว่า ฉันจะเอาร่มไปถ้าฝนตก (ฝนตกเอาร่มไป ,ฝนไม่ตกไม่เอาไป)
ประโยคที่สองแปลว่า ฉันจะเอาร่มไปเผื่อว่าฝนตก (ฝนตกหรือไม่ตกก็เอาร่มไป)

(1) I will carry the charger IF the mobile’s battery runs down.

(2) I will carry the charger IN CASE the mobile’s battery runs down.

ประโยคแรกแปลว่า ฉันจะเอาที่ชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วยถ้าแบตเตอรี่มือถือใกล้หมด (ถ้าแบตเตอรี่ใกล้หมดถึงจะเอาที่ชาร์จไป)

ประโยคที่สองแปลว่า ฉันจะเอาที่ชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วยเผื่อว่าแบตเตอรี่มือถือใกล้หมด (แบตเตอรี่จะหมดหรือไม่ ก็เอาที่ชาร์จไปเผื่อไว้)

เชื่อว่าทุกท่านคงเข้าใจความแตกต่างระหว่าง If และ In case แล้ว ที่นี้เรามาเรียนรู้คำว่า In case of กันบ้าง

In case และ In case of ต่างกันอย่างไร

อย่างที่บอกไปแล้วว่า In case มีความหมายว่า “เผื่อว่า” ซึ่งใช้สำหรับบอกถึงการตระเตรียมบางสิ่งเผื่อว่าบางเรื่องจะเกิดขึ้น

ส่วน In case of แปลว่า “ในกรณีที่ ” จะใช้เพื่อบอกว่าเราควรทำเช่นไรหากมีบางอย่างเกิดขึ้น เช่น

In case of fire, leave the building as quickly as possible. แปลว่า ในกรณีที่ไฟไหม้ ออกมาจากอาคารให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

have to และ must มีหลักการใช้อย่างไรและต่างกันหรือไม่

ในการบอกผู้ที่เรากำลังสนทนาด้วยให้ทราบว่า จำเป็นต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีวิธีในการบอกที่ใช้กันโดยทั่วไป 2 รูปแบบ คือ ใช้คำว่า have to หรือ must ซึ่งทั้งสองคำนี้ต่างก็มีความหมายแปลว่า “ต้อง” (ทำบางสิ่ง) ด้วยกันทั้งคู่

have to และ must

ตัวอย่างประโยค have to และ must

I have to wear glasses for reading. แปลว่า ฉันต้องสวมแว่นเพื่ออ่านหนังสือ

I must wear glasses for reading. แปลว่า ฉันต้องสวมแว่นเพื่ออ่านหนังสือ

I have to sleep at 21.00 . แปลว่า ฉันต้องเข้านอนเวลา 21.00

I must sleep at 21.00 . แปลว่า ฉันต้องเข้านอนเวลา 21.00

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าทั้ง have to และ must ต่างก็มีความหมายเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วทั้งสองคำมีวิธีการใช้แตกต่างกันเล็กน้อยดังนี้

have to และ must ใช้ต่างกันอย่างไร

must จะใช้สำหรับสิ่งที่เป็นความรู้สึกนึกคิดของผู้พูดเอง เป็นความเชื่อ

have to จะใช้สำหรับสิ่งที่เป็นความจริง

ยกตัวอย่างเช่น

I must go on a diet, because I feel that I should. แปลว่า ฉันต้องอดอาหารต่อไป เพราะฉันรู้สึกว่าฉันควรทำ
I have to go on a diet, because the doctor said so. แปลว่า ฉันต้องอดอาหารต่อไป เพราะหมอบอกอย่างนั้น

จะเห็นได้ชัดว่า แม้ทั้งสองประโยคจะกล่าวถึงความจำเป็นต้องอดอาหารต่อไป แต่กรณีแรกเป็นความรู้สึก ความเชื่อ จากภายในใจ ของผู้พูดจึงใช้ must แต่กรณีที่สองเป็นความจริงที่หมอสั่งให้ทำ เป็นปัจจัยที่ไม่ได้มาจากความรู้สึกของผู้พูด จึงใช้ have to

มาดูตัวอย่างเพิ่มเติม

I must stop smoking. (I want to.)
I have to stop smoking. (Doctor’s orders.)

ทั้งสองประโยคมีความหมายเช่นเดียวกัน คือ ฉันต้องเลิกสูบบุหรี่ แต่กรณีที่ต้องการเลิกเองจะใช้ must , ส่วนกรณีที่หมอสั่งใช้ have to

It must be nice to live in Bangkok . มันต้องดีแน่ที่จะอยู่ในกรุงเทพ ฯ (เป็นความรู้สึก)

I have to work from 8.30 to 17.30 every day. ฉันต้องทำงาน 8.30 ถึง 17.30 ทุกวัน (เป็นข้อเท็จจริง)

 

ประโยคปฏิเสธ have to และ must

- have to เมื่ออยู่ในรูปประโยคปฏิเสธ จะใช้คำว่า don’t have to

- must เมื่ออยู่ในรูปประโยคปฏิเสธ จะใช้คำว่า mustn’t

ซึ่งก็มีความแตกต่างในการใช้งาน คือ

mustn’t จะใช้บอกว่าต้องไม่ทำสิ่งใด ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นมากที่จะไม่ทำ เช่น

You must keep this a secret. You mustn’t tell anyone. แปลว่า คุณต้องเก็บความลับไว้ คุณต้องไม่บอกใคร (สำคัญมาก ห้ามบอกเด็ดขาด)

 

don’t have to จะใช้บอกว่าต้องไม่ทำสิ่งใด แต่ถ้าจะทำก็ได้ เช่น

You don’t have to tell Tom what happened.  I can tell him myself. แปลว่า คุณต้องไม่บอกทอมว่าเกิดอะไรขึ้น. ฉันสามารถบอกเขาได้เอง

 

ทั้งหมดนี้ก็คือตัวอย่างของการใช้คำว่า have to และ must แล้วพบกันใหม่ในเคล็ดลับภาษาอังกฤษดี ๆ ตอนต่อไป

เพลงภาษาอังกฤษสำหรับบอกรักแม่

เนื่องในโอกาส 12 สิงหาคม 2556 ที่ถูกกำหนดให้เป็นวันแม่แห่งชาติสำหรับชาวไทยทุกคน เชื่อว่าหลายท่านคงอยากจะหาเพลงที่มีความหมายดี ๆ เพื่อบอกรักแม่ มาฟังให้เข้ากับบรรยากาศในช่วงเวลาพิเศษนี้ เว็บไซต์ rakenglish.com จึงได้นำรายชื่อเพลงบอกรักแม่มานำเสนอให้กับทุกท่าน

รายชื่อเพลงบอกรักแม่

รายชื่อเพลงบอกรักแม่ภาษาอังกฤษ

- A Song For Mama ศิลปิน Boyz II Men

- Mama Liked The Roses ศิลปิน Elvis Presley

- Mama I Love You ศิลปิน Spice Girls

- Mother ศิลปิน Pink Floyd

- Mama I’M Coming Home ศิลปิน Ozzy Osbourne

- Thank You Mom ศิลปิน Good Charlotte

- Look What You’ve Done ศิลปิน Drake

- Dear Mama ศิลปิน Tupac

- Oh Mother ศิลปิน Christina Aguilera

- (God Must Have Spent) A Little More Time on You ศิลปิน N Sync

 

และทั้งหมดนี้ก็คือรายชื่อ 10 เพลง ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับใช้บอกรักแม่ ทั้งนี้ทุกท่านสามารถฟังได้โดยนำชื่อเพลงและศิลปินไปค้นหาในเว็บ youtube

อย่างไรก็ดีเราขอเลือก 1 คลิปวีดีโอ พร้อมเนื้อเพลงนำมาให้ได้ฟังกันผ่านหน้าเว็บตรงนี้เลย นั่นคือเพลง A Song For Mama ขับร้องโดยศิลปินกลุ่ม Boyz II Men

A Song For Mama (เพลงสำหรับแม่)

You taught me everything
And everything you’ve given me
I’ll always keep it inside
You’re the driving force in my life, yeah
There isn’t anything
Or anyone that I can be
And it just wouldn’t feel right
If I didn’t have you by my side
You were there for me to love and care for me
When skies were grey
Whenever I was down
You were always there
To comfort me
And no one else can be
What you have been to me
You’ll always be
You will always be the girl
In my life for all times

Chorus:
Mama
Mama you know I love you
(Oh you know I love you)
Mama
Mama you’re the queen of my heart
Your love is like
Tears from the stars
Mama I just want you to know
Lovin’ you is like food to my soul

(yes it is, yes it is,ohhhhh,yes it is,yes it is,yes it is… oohhhh)
You’re always there for me
Have always been around for me even when I was bad
You showed me right from my wrong
(Yes you did)
And you took up for me
When everyone was downin’ me
You always did understand
You gave me strength to go on
There was so many times
Looking back when I was so afraid
And then you come to me
And saaaayyyyy,
I can face anything
And no one else can do
What you have done for me
You’ll always be
You will always be
The girl in my life
(oooo, oohh)

Chorus

Never gonna go a day without you
Fill’s me up just thinking about you
I’ll never go a day
Without my mama

Chorus

 

ขอให้แม่ลูกผูกพันธ์ทุกท่าน มีความสุขมาก ๆ ในวันแม่นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความสอนภาษาอังกฤษที่เราจะมานำเสนอให้ในโอกาสต่อไป