Monthly Archives: August 2013

ดี ภาษาอังกฤษ : Good และ Well ใช้ต่างกันอย่างไร

คำว่าดีในภาษาอังกฤษ มีทั้งคำว่า Good และ Well ซึ่งทั้งสองคำนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคำที่พบบ่อย หลายคนจึงอาจจะสับสนและแยกไม่ออกว่า เมื่อไรควรที่จะใช้คำว่า Good เมื่อไรใช้คำว่า Well

ในบทเรียนนี้เราจะพาทุกคนมาเรียนรู้การใช้งานที่ถูกต้องของคำที่มีความหมายว่า ดี ทั้งสองคำนี้

Good และ Well ต่างกันอย่างไร

well และ good ต่างกันอย่างไร

โดยทั่วไป มีหลักการใช้งานคำทั้งคู่อยู่ 3 ประการ ดังนี้

1. Good เป็นคำ adjective ใช้ขยายคำนาม ,  Well เป็นคำ adverb ใช้ขยายกริยา

ลองดูประโยคข้างล่างนี้

You did a good job.  (คำว่า Good ทำหน้าที่ขยายคำ job) หมายความว่าคุณทำงานที่ดี

You did the job well. (คำว่า Well บอกว่างานที่ทำเป็นอย่างไร) หมายความว่า การทำงานของคุณดี

 

2. หากเป็นเรื่องสุขภาพ ให้ใช้ well

I do not feel well today. ฉันรู้สึกไม่ดีวันนี้ (สุขภาพ)
You do not look well. คุณดูไม่ดี

หากมีใครถามว่า you look sick , are you ok ? เป็นการถามเกี่ยวกับสุขภาพ ก็ให้ตอบโดยใช้ well (ไม่ใช่ good) ว่า

I don’t feel well.

 

3. เรื่องอธิบายสภาพของอารมณ์ให้ใช้   good

I don’t feel good today. ฉันรู้สึกไม่ดีวันนี้ (อารมณ์)

ดังนั้นหากมีใครถามคุณว่า “How are you?”

หากคุณคิดว่าเขาถามเกี่ยวกับสุขภาพ ก็ตอบโดยใช้ well เช่น

“I feel well.” หรือ “I don’t feel well.”

แต่ถ้าคิดว่าเขาถามเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกก็ตอบว่า

I feel good,” หรือ  “I don’t feel good.”

 

แม้ว่าในช่วงแรกหลายคนอาจจะสับสน แต่เมื่อใช้บ่อย ๆ ก็จะชินไปเอง อย่างไรก็ตามหากไม่แน่ใจ ก็อย่ากลัวที่จะสื่อสารออกไป เพราะชาวต่างชาติย่อมสามารถเข้าใจได้ว่าเราจะบอกอะไร การกลัวที่จะพูดเป็นการหยุดการเรียนรู้ ไม่ให้ทักษะทางภาษาอังกฤษของเราพัฒนา

bossy แปลว่าอะไร

ก่อนที่จะทำึความรู้จักกับคำศัพท์ bossy ในภาษาอังกฤษ ว่ามีความหมายแปลว่าอะไรนั้น เรามาดูตัวอย่างประโยคที่ใช้คำศัพท์นี้กันก่อน แล้วลองมาเดาความหมายว่าพอจะทราบหรือไม่

The office manager is so bossy! She is always telling everyone what to do, but I never see her doing anything herself.

ผู้จัดการสำนักงาน bossy มาก . เธอบอกทุกคนว่าต้องทำอะไรตลอดเวลา แต่ฉันไม่เคยเห็นเธอทำอะไรด้วยตัวเอง

พอจะนึกออกไม่ครับว่าแปลว่าอะไร

bossy แปลว่าอะไร

bossy เป็นคำ  adjective ใช้สำหรับบอกถึงบุคคลที่อาจเป็นหัวหน้างาน หรือไม่ใช่หัวหน้า แต่มีการกระทำที่วุ่นวายมากเกินไป ในภาษาไทยก็จะตรงกับคำว่า “เจ้ากี้เจ้าการ” เป็นพวกชอบเอาแต่สั่งคนอื่นนั่นเอง

บุคคลประเภทนี้ มักจะไม่มีใครชื่นชอบเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่ใช่หัวหน้างาน แต่ทำตัวเป็นหัวหน้า สั่งให้คนอื่นทำอย่างโน้นอย่างนี้ตามใจตนเองไปเสียหมด โดยที่ตนเองไม่ทำอะไรเลย และคนอื่น ๆ ก็มีหน้าที่งานอยู่ในระบบตามที่ได้รับมอบหมายอยู่แล้วด้วย

ถ้าคุณได้เจอกับคนที่ bossy แล้วละก็ ชีวิตการทำงานคงขาดความสุขลงไปอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเป็นคนแบบนี้อยู่ละก็ ลองพิจารณาตนเองว่าถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง ก่อนที่จะไม่มีใครชอบหน้าและอยากร่วมงานด้วยเลย

Bad Habit แปลว่า นิสัยไม่ดี

Bad Habit แปลว่า นิสัยไม่ดี เป็นพฤติกรรมเชิงลบที่เกิดขึ้นจากจิตใจ ซึ่งเมื่อทำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดการเสพติดการกระทำที่ทำลายบุคลิกภาพ เช่น การกัดเล็บ ,ดึงผม ,ผลัดวันประกันพรุ่ง , ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ เป็นต้น

เรามาดูกันดีกว่าว่า พฤติกรรมด้านลบ มีอะไรบ้าง เพื่อที่เมื่อเราทราบแล้ว หากพบว่าเรามีรูปแบบการกระทำเช่นนี้อยู่ จะได้พยายามเลิกซะ

นิสัยไม่ดี (Bad Habits)

bad habit แปลว่า นิสัยไม่ดี

1. Biting Nails แปลว่า กัดเล็บ

2. Cracking Knuckles แปลว่า หักนิ้ว  บางคนจะชอบดึงหรือหักนิ้วให้เกิดเสียงดัง

3. Picking your Nose แปลว่า แคะขี้มูก

4. Twirling Hair แปลว่า ม้วนผม จะพบได้ว่าบางคนชอบที่จะม้วนผมไปรอบนิ้วมือตัวเองบ่อยครั้ง

5. Rolling Eyes: แปลว่า กรอกตา ไปมา

6. Slouching แปลว่า หลังงอ

7. Picking a Wedgie  คือ การใช้มือดึงกางเกงในที่เข้าวินออกมา ซึ่งการทำเช่นนี้ในที่สาธารณะจะดูไม่สุภาพ

8. Talking with your Mouth Full คือ พูดขณะที่รับประทานอาหารเต็มปาก

9. Not Washing Hands แปลว่า ไม่ล้างมือ จัดเป็นหนึ่งในนิสัยเชิงลบ และยังส่งผลให้ติดโรคได้ด้วย

10. Cursing แปลว่า การสบถ ,แช่ง

11. Gossiping คือ พูดถึงผู้อื่นลับหลัีงในแง่ลบ หรือที่เรียกว่า นินทา นั่นเอง

12. Mumbling คือ การพูดโดยไม่อ้าปากออกเสียงในทุกคำที่พูด

13. Always Complaining แปลว่า ขี้บ่น เห็นสิ่งไหนก็ตำหนิไปหมด

14. Always Being Negative แปลว่า มองโลกในแง่ลบ

15. Denying Personal Responsibility คือ การปฏิเสธความรับผิดชอบ  อะไรที่เกิดขึ้นล้วนไม่ใช่ความผิดของตนเอง โทษแต่ผู้อื่น

16. Speaking too Fast แปลว่า พูดเร็ว (จนผู้ฟังไม่เข้าใจ)

17. Over Committing or Always Saying “Yes” คือ นิสัยของบางคนที่ปฏิเสธผู้อื่นไม่เป็น ใครให้ช่วยอะไรก็ทำให้หมด สุดท้ายความเดือดร้อนก็อยู่ที่ตนเอง

18. Never Asking for Help แปลว่า ผู้ที่ไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น แม่กระทั่งเวลาที่มีคนอาสามาช่วย (ฟังดูเป็นนิสัยที่ดีนะเนี่ย )

19.  Always Being Late แปลว่า มาสายเสมอ

20. Spitting in Public คือ ผู้ที่ชอบถ่มน้ำลายลงบนพื้นสาธารณะ

21. Road Rage เป็น อารมณ์หงุดหงิดขณะขับรถ มักจะขับเร็ว และแสดงความโมโหผู้ขับรถคันอื่นเป็นประจำ

22. Smoking/Drinking/Drugs/Junk Food ติดบุหรี่ ,เหล้า ,ยาเสพติด หรือแม้กระทั่งอาหารขยะ

23. Gambling ติดการพนัน

24. Addicted to TV/Internet/Video Games/Smart Phone/Porn คือพวกที่ใช้เวลากับการอยู่หน้าจอมากไป ไม่ว่าจะเป็นทีวี คอมพิวเตอร์ หรือ มือถือ

25. Being a Slacker เกียจคร้าน เป็นคนขี้เกียจ ไม่ทำอะไร

26. Procrastination พวกผลัดวันประกันพรุ่ง รอจนวินาทีสุดท้ายจึงจะทำ

ในบทความนี้นอกจากเราทุกคนจะได้เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับนิสัยด้านลบแล้ว เรายังสามารถนำมาใช้ตรวจสอบและปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นได้อีกด้วย เท่าที่สังเกต ผมเองก็มีนิสัยไม่ดีอยู่หลายอย่างเลยนะเนี่ย คงต้องเร่งปรับปรุงซะแล้ว :D

หลักการใช้ Future Simple Tense

Future Simple คือ Tense ที่ใช้สำหรับกล่าวถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคต โดยรูปแบบของ Tense จะมี 2 แบบ คือ  ”will” และ “be going to”

ถึงแม้ว่าทั้ง “will” และ “be going to” จะสามารถใช้แทนกันได้ แต่ก็มีข้อแตกต่างกัน ซึ่งหลังจากอ่านบทความนี้จบ ทุกท่านจะได้ทราบถึงการเลือกใช้คำที่ถูกต้องได้

Future Simple Tense

รูปแบบของ Future Simple Tense

1. [Subject + will + verb 1 ]

- I will survive. ฉันจะอยู่รอด

- I will play football tomorrow. ฉันจะเล่นฟุตบอลพรุ่งนี้

 

2. [Subject + am/is/are + going to + verb]

- I’m going to meet you tonight. ฉันกำลังจะพบคุณคืนนี้

- He is going to leave.  เขากำลังจะจากไป

 

การใช้ will และ going to

1. will ใช้บอกถึงความตั้งใจที่จะทำ

ผู้พูดจะใช้ will เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รวมถึงการตอบสนองคำขอร้องขอผู้ที่ขอความช่วยเหลือ

นอกจากนั้นยังใช้ will เพื่อขอความช่วยเหลือ เช่น Will you help?

และหากเราต้องการบอกว่าจะไม่ทำสิ่งใดก็ให้ใช้ “will not” หรือ “won’t” เพื่อปฏิเสธ

 

2. will ใช้แสดงการให้คำสัญญา

I will call you when I arrive. ฉันจะโทรหาคุณเมื่อฉันมาถึง

I promise I will not tell him about the surprise party. ฉันสัญญา ฉันจะไม่บอกเขาเกี่ยวกับงานเลี้ยงเซอร์ไพรซ์

Don’t worry, I’ll be careful. ไม่ต้องกังวล ฉันจะระวัง

 

3. Be going to ใช้เพื่อวางแผน

แสดงถึงไอเดียว่ามีแผนจะทำอะไรในอนาคต เช่น

I’m going to be an actor when I grow up. ฉันจะเป็นนักแสดงเมื่อฉันเติบโต

John is going to make Jame’s birthday cake. จอห์นกำลังจะทำเค๊กวันเกิดเจมส์

 

4. ใช้ “Will” หรือ  “Be Going to” เพื่อแสดงการคาดการณ์

Obama will be the next President. โอบาม่าจะเป็นประธานาธิบดีคนถัดไป

Obama is going to be the next President. โอบาม่าจะเป็นประธานาธิบดีคนถัดไป

กินข้าวหรือยัง ภาษาอังกฤษ

นับได้ว่าเป็นประโยคยอดนิยมสำหรับคนไทย คล้ายๆกับเป็นคำทักทายไปแล้ว เมื่อเจอหน้ากันเราก็มักจะถามด้วยความห่วงใยว่ากินข้าวหรือยัง ความจริงแล้วความตั้งใจของผู้ถามก็คือรับประทานอะไรแล้วยัง เพียงแต่ว่าคนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก เราจึงมักติดคำถามว่ากินข้าวรึยัง

กินข้าวหรือยังภาษาอังกฤษ

กินข้าวหรือยัง ภาษาอังกฤษ

ประโยคคำถามนี้ โดยทั่วไปที่สร้างความสับสนให้กับผู้เรียนภาษาอังกฤษมี 2 รูปแบบ คือ

Have you eaten (rice) ?

Did you eat (rice) ?

ซึ่งทั้งสองประโยคใช้ tense ที่แตกต่างกัน ทำให้มีความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย หลายคนจึงอาจไม่รู้ว่าจะใช้ประโยคไหนดี เรามาดูรายละเอียดกัน

Have you eaten ? อยู่ในรูปแบบ present perfect จะใช้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน คือ ผู้ถามต้องการไปทานข้าวด้วยกันกับผู้ถูกถาม

Did you eat ? เป็น past simple  จะใช้ในกรณีที่คุณไม่ได้คาดหวังจะไปทานข้าวด้วยกันกับผู้ที่คุณถาม เช่น คุณนัดเพื่อนคนหนึ่งไว้ว่าหลังจากที่ต่างฝ่ายรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ค่อยนัดเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง  ทีนี้เมื่อใกล้ถึงเวลานัดคุณอยากรู้ว่าเขารับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วยัง ให้ใช้ประโยคว่า Did you eat your lunch?

 

เชื่อได้ว่าหลังจากนี้ไป ทุกท่านคงสามารถที่จะใช้ประโยคภาษาอังกฤษในการถามว่า คุณกินข้าวหรือยังได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามคุณสามารถพลิกแพลงประโยคให้หลากหลายได้เพื่อให้ความหมายตรงกับที่คุณต้องการที่สุด โดยระบุประเภทอาหาร (เช้า กลางวัน เย็น )  เช่น

- Have you eaten your dinner yet ?

- Have you eaten your breakfast ?

- Have you eaten rice yet ?

- Did you eat your dinner ?

- Did you eat rice ?

เป็นต้น

 

 

อกหัก ภาษาอังกฤษ

ความรักและการพลัดพรากจากกันเป็นสิ่งคู่กันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้จะผิดหวังเสียใจอย่างไร ก็ทนต่อไปให้เวลาเป็นยารักษาแผลใจ ว่าแล้วก็มาเข้าเรื่องในวันนี้กันดีกว่ากับคำว่าคำว่าอกหักในภาษาอังกฤษ ซึ่งหลายคนคงจะทราบแล้วว่าคือ broken heart

broken heart แปลว่า อกหัก หมายถึงความรู้สึกเสียใจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อคนรักตายจากไปหรือไม่รักคุณอีกแล้ว

จะเห็นได้ว่าคำที่ใช้แสดงความเสียใจในการอกหักนั้นไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องใช้ในกรณีผิดหวังจากความรักเท่านั้น

อกหักภาษาอังกฤษ

นอกจาก broken heart แล้ว เรายังสามารถใช้คำอื่น ๆ ที่มีความหมายเช่นเดียวกัน เช่น heartbreak

ในกรณีที่เราจะต้องการกล่าวถึงใครสักคน โดยบอกว่า เขา/เธอ อกหัก เราสามารถใช้ประโยคได้ดังนี้

He’s heart broken
She’s heart broken

หรือ

He’s a broken-hearted man
He’s a heartbroken man
He’s a man with a broken heart
He’s a man whose heart has been broken

สุดท้ายนี้คงต้องขอปิดท้ายบทความด้วยคำซึ่งเป็นวาจาจริงที่สุด คือ “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ” ดังนั้นถ้าคุณเลือกที่จะรักแล้วละก็ จงทำใจเตรียมพร้อมรับความเสียใจที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะสุดท้ายแล้วถึงจะไม่เลิกรากันไป ก็ต้องตายจากกันอยู่ดี

สำนวน to chip in แปลว่าอะไร

สำหรับท่านผู้เรียนภาษาอังกฤษซึ่งเป็นผู้ใจบุญด้วยแล้วละก็ สำนวน to chip in เป็นอีกหนึ่งความรู้ทางภาษาที่ควรจะทราบไว้ เป็นเพราะอะไรนั้นมาดูตัวอย่างประโยคกันก่อนดีกว่า

to chip in แปลว่าอะไร

ตัวอย่างสำนวน to chip in

ตัวอย่างที่ 1

Everyone chipped in 100 BAHT to buy a birthday present for Jo.

ทุกคน chipped in 100 บาท เพื่อซื้อของขวัญวันเกิดให้โจ

 

ตัวอย่างที่ 2

All of Jeny’s coworkers chipped in to give her a wedding shower.

เพื่อนร่วมงานของเจนี่ทุกคน chipped in เพื่อจัดงานปาร์ตี้สละโสดให้เธอ

 

สรุปแล้ว สำนวน to chip in มีความหมายแปลว่า ช่วยกันจ่ายเงินเพื่อบางสิ่งนั่นเอง , ซึ่งในวัฒนธรรมของอเมริกามักจะมีการรวบรวมเงินเพื่อซื้อของขวัญหรือจัดงานสังสรรค์ให้บุคคลในที่ทำงานเนื่องในโอกาสพิเศษอยู่เสมอ

ส่วนในประเทศไทยนั้นแม้ว่าการซื้อของขวัญมักจะแยกกันซื้อแล้วมอบให้ แต่เราก็พบการ chip in อยู่เสมอโดยเฉพาะในเรื่องการทำบุญถวายวัด การรวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ตอนต้นของบทความเราจึงได้กล่าวไปว่า ผู้ทำบุญเป็นประจำไม่ควรพลาดคำศัพท์สำนวน to chip in

สำนวน to flip out ภาษาอังกฤษ แปลว่าอะไร

ท่านที่อยากทราบว่าสำนวน to flip out มีความหมายแปลว่าอย่างไรในภาษาอังกฤษ เราลองมาพิจารณาตัวอย่างดังต่อไปนี้กันก่อน

ตัวอย่างที่ 1

When I accidentally dropped my new iPhone into a cup of coffee, I flipped out! I had just bought it the day before, and it was very expensive.

เมื่อฉันทำไอโฟนเครื่องใหม่หล่นลงไปในถ้วยกาแฟโดยไม่ต้องใจ. ฉัน flipped out! ฉันเพิ่งซื้อมันมาได้เพียงแค่วันเดียว และมันแพงมาก

ตัวอย่างที่ 2

When Lisa came home and found a burglar in her kitchen, she just flipped out. She couldn’t stop screaming, even after he ran away.
เมื่อลิซ่ากลับมาบ้านและพบกับขโมยที่ในห้องครัว เธอ flipped out. เธอไม่สามารถหยุดกรีดร้องได้ แม้หลังจากนั้นขโมยจะหนีไปแล้ว

พอจะเดากันได้หรือไม่้จากตัวอย่างข้างต้นถึงความหมายของคำแสลงว่า to flip out ในประโยคข้างต้นทั้งสอง

flip out ภาษาอังกฤษ

ความหมาย

to flip out หมายถึง ตกใจสติแตก

ลองคิดดูสิจากเรื่องตัวอย่าง เพิ่งจะซื้อไอโฟนมาได้แค่วันเดียว ราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ ดันทำตกในถ้วยกาแฟซะได้ เป็นใครก็คงจะช็อค

เช่นเดียวกันกับที่กลับบ้านไปแล้วเจอขโมย ถ้าเป็นสาว ๆ ที่ขี้ตกใจคงจะร้องสติแตกเลยทีเดียว

 

คำอุทาน (interjection) ภาษาอังกฤษ

คำอุทาน (interjection)  คือ เสียงที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงความรู้สึก อารมณ์ของผู้พูด ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีความหมาย คำอุทานในภาษาอังกฤษมีมากมายไม่ต่างจากภาษาไทย ซึ่งหากเรารู้ว่าเสียงที่สื่ออกมานั้นมีความหมายอย่างไร ก็จะช่วยให้เราสามารถรับสารส่งสารระหว่างผู้พูดและผู้ฟังได้ดีขึ้น

คำอุทานภาษาอังกฤษ

ตัวอย่างคำอุทานภาษาอังกฤษ

คำอุทาน meaning example
ah แสดงความรู้สึกยินดี “Ah, that feels good.”
แสดงความเข้าใจ “Ah, now I understand.”
แสดงการการยอมจำนน “Ah well, it can’t be heped.”
แสดงความแปลกใจ “Ah! I’ve won!”
alas แสดงความเศร้าโศกหรือความสงสาร “Alas, she’s dead now.”
dear แสดงความสงสาร “Oh dear! Does it hurt?”
แสดงความแปลกใจ “Dear me! That’s a surprise!”
eh กล่าวซ้ำ “It’s hot today.” “Eh?” “I said it’s hot today.”
แสดงการถาม “What do you think of that, eh?”
แสดงความแปลกใจ “Eh! Really?”
ข้อตกลงการเชิญชวน “Let’s go, eh?”
er แสดงความลังเล “Lima is the capital of…er…Peru.”
hello, hullo แสดงคำอวยพร “Hello John. How are you today?”
แสดงความแปลกใจ “Hello! My car’s gone!”
hey เรียกร้องความสนใจ “Hey! look at that!”
แสดงความแปลกใจ ฯลฯ ความสุข “Hey! What a good idea!”
hi แสดงคำอวยพร “Hi! What’s new?”
hmm แสดงความลังเลสงสัยหรือไม่เห็นด้วย “Hmm. I’m not so sure.”
oh, o แสดงความแปลกใจ “Oh! You’re here!”
แสดงความเจ็บปวด “Oh! I’ve got a toothache.”
แสดงการอ้อนวอน “Oh, please say ‘yes’!”
ouch แสดงความเจ็บปวด “Ouch! That hurts!”
uh แสดงความลังเล “Uh…I don’t know the answer to that.”
uh-huh แสดงข้อตกลง “Shall we go?” “Uh-huh.”
um, umm แสดงความลังเล “85 divided by 5 is…um…17.”
well แสดงความแปลกใจ “Well I never!”
กล่าวนำ “Well, what did he say?”

ลองเลือกนำคำอุทานภาษาอังกฤษเหล่านี้ไปใช้ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ จะช่วยให้การพูดคุยดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

Adverbs แสดงความถี่ ความบ่อย

ใน present simple tense เรามักจะใช้ adverbs of frequency (คำวิเศษณ์แสดงความถี่) ในการบอกว่า บ่อยครั้งแค่ไหนที่เรากระทำการบางอย่าง ซึ่งในบทความนี้เราได้รวมเอาคำ้หล่านี้มาให้ได้ทราบกัน

adverbs แสดงความถี่

Adverbs แสดงความถี่

always                   แปลว่า         ตลอดเวลา ,ทุกเวลา
frequently           แปลว่า         บ่อยๆ
generally             แปลว่า         โดยทั่วไป
hardly ever         แปลว่า         แทบจะไม่เคย
infrequently       แปลว่า         นาน ๆ ครั้ง
never                    แปลว่า         ไม่เคย
normally             แปลว่า          ปกติ
occasionally      แปลว่า          บางครั้งบางคราว
often                     แปลว่า          มักจะ ,บ่อย ๆ
rarely                   แปลว่า          นานๆครั้ง
regularly             แปลว่า          สม่ำเสมอ
seldom                 แปลว่า         ไม่ค่อยจะ
sometimes          แปลว่า          บางครั้ง
usually                แปลว่า           อย่างเป็นประจำ , ตามปรกติ

ตามปกติเราจะวาง adverbs ที่กลางประโยค ระหว่างประธานและกริยา เช่น

I often go to the cinema. ฉันไปโรงภาพยนตร์บ่อย ๆ
She sometimes visits me at home. เธอมาเยี่ยมฉันที่บ้านเป็นบางครั้ง
We usually drink coffee. พวกเราดื่มกาแฟเป็นประจำ

เราสามารถวาง adverbs แสดงความถี่ไว้ที่จุดเริ่มต้นหรือท้ายประโยคก็ได้ เพื่อทำให้ดูจริงจังมากขึ้น

Often I go to the cinema.
I go to the cinema often.

 

นอกจากคำแสดงความถี่แล้ว ก็ยังมีวลีที่ทำหน้าที่บ่งบอกได้เช่นกัน ตัวอย่างได้แก่
I go to the cinema once in a while.
She drinks wine every now and again.
From time to time I visit my mother.

เพื่อที่จะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งแค่ไหน คุณสามารถใช้จำนวน หรือ ‘several’ หรือ  ‘many’ ตามด้วยเวลา  (หากจำนวนคือ 1 ใช้ ‘once’ แทน ‘one time’) และ (ถ้าจำนวนคือ 2 ใช้ ‘twice’ แทน  ‘two times’ ) ถัดจากนั้นเพิ่ม a และช่วงเวลา

She takes these tablets three times a day.
I go to the cinema twice a week.
I change the sheets once a fortnight (fortnight = two weeks).
I meet him several times a year.
I visit my parents once a month.

เราสามารถใช้คำว่า ‘every’ + ช่วงเวลา

every morning
every day
every Tuesday
every week
every month

วันในสัปดาห์หากลงท้ายด้วย s เช่น ‘on Tuesdays’ หมายถึง ทุกวันอังคาร

I take a dance class on Wednesdays.
I relax on Saturdays.