Monthly Archives: May 2013

รายชื่อสัตว์ภาษาอังกฤษ หมวดอักษร A และ B

รายชื่อสัตว์ภาษาอังกฤษ เป็นหนึ่งในประเภทคำศัพท์ที่เด็ก ๆ ชื่นชอบที่จะจดจำ จึงเหมาะอย่างมากในการเริ่มต้นใช้ฝึกสอนเด็กที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนานไปกับการเรียนรู้

เนื่องจากรายชื่อสัตว์มีมากมายเกินกว่าจะโพสได้หมดในบทความเดียว ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตค่อย ๆ ทยอยลงรายละเอียด ทีละหมวดตัวอักษร โดยในบทความนี้จะเป็นหมวดตัีว A และ B

รายชื่อสัตว์ภาษาอังกฤษ

หมวด A

รายชื่อสัตว์ภาษาอังกฤษหมวด a1

Aardvark (อาร์ดวาร์ก )      คือ สัตว์ประเภทตัวกินมดชนิดหนึ่ง
African Elephant               คือ ช้างแอฟริกัน
African Tree Pangolin 8nv             ตัวนิ่มแอฟริกัน
Albatross             นกอัลบาทรอส
Alligator(แอลลิเกเตอร์ ) คือ จระเข้ตีนเป็ด
Alpaca (อัลปากา)               คือ สัตว์เลี้ยงในตระกูลอูฐ คล้ายตัวยามา
Anaconda            งูอนาคอนดา
Angel Fish           ปลาสินสมุทร
Ant                         มด
Anteater              ตัวกินมด
Antelope (แอนทีโลป)       สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมลักษณะคล้ายกับกวาง

Archer Fish         คือ ปลาเสือพ่นน้ำ
Armadillo (อาร์มาดิลโล) สัตว์ท้องถิ่นในทวีปอเมริกา หน้าตาคล้ายหนู มีกระดองแข็ง ม้วนตัวกลมได้
Asian Elephant                  ช้างเอเชีย
Atlantic Puffin                   นกพัฟฟิน
Aye-Aye                              อาย-อาย
Arab horse                          คือ ม้าอาราเบียน

 

หมวด B

Baboon                                  คือ ลิงบาบูน

Badger                                  คือ แบดเจอร์

Bald Eagle                            คือ อินทรีหัวขาว

Bandicoot(แบนดิคูต)        คือ หนูพุก

Bangle Tiger                       คือ เสือโคร่งเบงกอล

Barnacle                               คือ เพรียง

Barracuda                            คือ ปลาสากใหญ่

Basilisk                                  คือ กิ้งก่าบาซิลิสก์

Bass                                        คือ ปลาแบส

Basset Hound                    คือ สุนัขพันธ์บาสเซต ฮาวนด์

Bat                                         คือ ค้างคาว

Bearded Dragon               คือ กิ้งก่าเครา

Beaver                                  คือ ตัวบีเวอร์

Bee                                        คือ ผึ้ง

Beetle                                   คือ แมลงเต่าทอง

Beluga Whale                    คือ ปลาวาฬเบลูก้า

Bird                                        คือ นก

Big-horned sheep            คือ แกะเขาใหญ่

Bird of paradise                คือ นกการเวก

Bison                                     คือ วัวไบซัน

Billy goat                              คือ แพะตัวผู้

Black Bear                           คือ หมีควาย

Black Fly                               คือ แมลงริ้นดำ

Black Rhino                         คือ แรดดำ

Black Widow Spider        คือ แมงมุมแม่ม่ายดำ

Blackbird                              คือ นกแบล็กเบิร์ด

Blowfish                               คือ ปลาปั๊กกะเป้า

Blue Jay                                คือ นกบลูเจ

Blue Whale                         คือ ปลาวาฬสีน้ำเงิน

Boa                                        คือ งูโบอา

Boar                                       คือ หมูป่า

Bonobo                                 คือ ลิงไร้หางสกุลชิมแปนซี

Bottle-Nose dolphin       คือ โลมาปากขวด

Boxer dog                           คือ สุนัขบ๊อกเซอร์

Brown Bear                        คือ หมีสีน้ำตาล

Buck                                      คือ กวางตัวผู้

Budgie                                  คือ นกหงส์หยก

Buffalo                                 คือ ควาย

Bull                                         คือ วัว

Bull frog                               คือ กบบูลฟร็อก

Bull Mastiff                         คือ สุนัขพันธุ์ บูลมาสทิฟ

Butterfly                              คือ ผีเสื้อ

Buzzard                                คือ อีแร้ง

Border Collie                      คือ สุนัขพันธ์บอร์เดอร์ คอลลี่

กลอนอกหักภาษาอังกฤษ เรียนรู้จากความเศร้า

กลอนอกหักภาษาอังกฤษ คือ หนึ่งในงานเขียนที่ถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์ ออกมาเป็นตัวอักษรได้อย่างไพเราะ ถึงแม้เจตนาของผู้แต่งกลอนจะเขียนขึ้นเพื่อบรรยายความรู้สึกแสนเศร้าของตนเอง แต่ประโยชน์ในแง่หนึ่งที่ผู้อ่านได้รับ นอกจากจะสามารถร่วมไปกับอารมณ์จากการอ่าน ยังช่วยให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษสามารถจนจำประโยคและคำศัพท์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนวิกฤติจากความเศร้า ให้เป็นโอกาสในการพัฒนาภาษาไปด้วย

 

กลอนอกหักภาษาอังกฤษ

Your ignorance is killing me inside   ความไม่รู้ของคุณกำลังฆ่าฉันจากภายใน
All my emotions that i can’t hide    ทุกอารมณ์ของฉันที่ไม่สามารถซ่อนเร้นได้อีก

You arr the only thing thats always on my mind  คุณคือสิ่งเดียวที่อยู่ในใจฉันเสมอมา
Why is your heart so blind?  ทำไมหัวใจคุณจึงมือบอด

Why can’t your see my love for you?  ทำไมคุณจึงมองไม่เห็นความรักของฉันที่มีต่อคุณ
And my pain just grew  และความเจ็บปวดของฉันก็เพิ่มขึ้น

When will you see my pain?  เมื่อไรคุณจึงจะมองเห็นความปวดร้าวของฉัน
I stand all alone in the rain   ฉันยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางสายฝน

I cry for you a blood tear   ฉันร้องไห้เสียน้ำตามากมายให้คุณ
I think my end is near ฉันคิดว่าจุดสุดท้ายของฉันกำลังจะมาถึง

I would like to say good-bye  ฉันต้องการที่จะบอกว่า ลาก่อน
Beause the day goes by เพราะว่าวันเวลากำลังจะผ่านไป

กลอนอกหักภาษาอังกฤษ

How do I mend a broken heart?  ฉันจะรบรอยร้าวในใจได้อย่างไร
My entire world has fallen apart.  โลกของฉันถูกแยกออกจากกัน
How do I find hope in a brand new day, ฉันจะค้นหาความหวังในวันใหม่ได้อย่างไร
when the one I love has gone away? เมื่อคนที่ฉันรักได้จากไป
My mind overflows with memories of you, ในใจของฉันเต็มไปด้วยความทรงจำเรื่องคุณ
of all that we’ve shared, all that we knew. ทุกสิ่งที่เราร่วมแบ่งปัน ทั้งหมดที่เรารู้กัน
I long for your touch and your warm embrace, ฉันโหยหาสัมผัสจากคุณ ,อ้อมกอดที่อบอุ่น
the look in your eyes, the smile on your face. ประกายในตาคุณ ,รอยยิ้มบนใบหน้าคุณ
My dreams are filled with your soft gentle kiss, ความฝันของฉันถูกเติมเต็มด้วยจูบที่นุ่มนวล
I wake and cry for all that I miss. ฉันตื่นขึ้นมาและร้องไห้ สำหรับทุกสิ่งที่ฉันคิดถึง

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนที่กำลังเศร้าโศกจากการอกหัก จงมีกำลังใจลุกขึ้นมายืนใหม่ได้อีกครั้ง ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และพร้อมเปิดรับคนดี ๆ ซึ่งรอเวลาที่จะเดินเข้ามาหาคุณ

จดหมายสมัครงานภาษาอังกฤษ

หนึ่งในรูปแบบการเขียนภาษาอังกฤษที่สำคัญมากสำหรับคนวัยทำงาน คือ จดหมายสมัครงานภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้สำหรับส่งไปยังบริษัทที่เราต้องการร่วมทำงานด้วย โดยเนื้อหาจะเป็นรายละเอียดการแนะนำตัวของเรา สรุปย่อให้ผู้อ่านสนใจ เพื่อจูงใจให้เขาเข้าไปดู resume ที่มีรายละเอียดเชิงลึกในขั้นต่อไป

หลักในการเขียนจดหมายสมัครงานภาษาอังกฤษ

1. เริ่มต้นเขียนจากที่อยู่ของคุณ ซึ่งสามารถติดต่อกลับได้สะดวก ควรระบุเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์ลงไปด้วย เพราะปัจจุบันไม่ค่อยมีการตอบทางจดหมายธรรมดากันแล้ว

 

2. เขียนชื่อของนายจ้าง หรือ ฝ่ายบุคคล ที่คุณจะต้องการส่งจดหมายสมัครงานไปถึง รวมทั้งที่อยู่บริษัท

 

3. วันที่เขียนจดหมาย

 

4. เขียนชื่อของบุคคลที่คุณกำลังเขียนถึง (ถ้ารู้ชื่อ )

 

5. เริ่มต้นเนื้อหาจดหมายด้วยการบอกตำแหน่งงานที่คุณต้องการสมัคร

“I am applying for the position of ……..(ตำแหน่งงาน)…….”

 

6. เขียนบอกนายจ้างว่าทำไมคุณต้องการทำงานนี้ และทำไมงานนี้จึงเหมาะสำหรับคุณ

 

7. ในย่อถัดมานี้ อธิบายถึงข้อดีและประสบการณ์ในการทำงานของคุณ

“I graduated from the…..(ชื่อสถาบันการศึกษาที่คุณจบมา) with diploma in …..(คณะที่จบ)…. . I worked with….(ชื่อบริษัทที่เคยทำงาน) as a …..(ตำแหน่งงานที่เคยทำ)….. for a period of ……(ระยะเวลาที่ทำงานในบริษัทข้างต้น)….

 

8. อธิบายว่าคุณสามารถมีส่วนร่วมกับบริษัทอะไรบ้าง เพื่อนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จ

 

9. ก่อนจะจบเนื้อหาจดหมาย เขียนบอกว่า “ฉันคาดหวังว่าจะได้รับฟังคำตอบ เมื่อคุณสะดวก”  .” I look forward to hearing from you at your earliest convenience.”

 

10. คำว่าจบ “ด้วยความเคารพ” “ด้วยความนับถือ”  ภาษาอังกฤษใช้ว่า “Yours sincerely” หรือ  “Yours faithfully

 

11. เซ็นลายเซ็น เหนือชื่อ นามสกุล ของคุณ

ตัวอย่างจดหมายสมัครงานภาษาอังกฤษ

ตัวอย่างจดหมายสมัครงานภาษาอังกฤษ

 

ข้างต้นคือตัวอย่างการเขียนจดหมายสมัครงานภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามโปรดทราบด้วยว่า รูปแบบของจดหมายสมัครงานไม่ได้บังคับตายตัวว่าต้องเป็นเช่นนี้เท่านั้น ที่นำเสนอมานี้เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางที่แนะนำให้ได้นำไปใช้เท่านั้น

ชื่อเด็กผู้ชายภาษาอังกฤษเพราะๆ ปี 2013

เนื่องด้วยภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลได้รับความนิยมมากขึ้น หลายคนจึงนิยมตั้งชื่อเล่นให้กับลูกเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นในวันนี้เราจึงรวมชื่อเด็กผู้ชายภาษาอังกฤษที่ฟังไพเราะ มาให้เลือกนำไปใช้กัน

รายชื่อต่อไปนี้ คือ รายชื่อเด็กผู้ชายที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ซึ่งเราคัดสรรมาบางส่วนเฉพาะที่มีความเหมาะสมกับเด็กไทย สามารถนำมาใช้ตั้งได้โดยไม่รู้สึกแปลกมากนัก

ชื่อเด็กผู้ชายภาษาอังกฤษ2013

ชื่อเด็กผู้ชายภาษาอังกฤษ ยอดนิยม ปี 2013

Ace อ่านว่า เอส
Aj อ่านว่า เอเจ
Ava อ่านว่า เอวา
Boo อ่านว่า บู
Brendan อ่านว่า แบรนแดน
Creed อ่านว่า ครีด
Cyrus อ่านว่า ไซรัส
Dean อ่านว่า ดีน
Finn อ่านว่า ฟินน์
Gael อ่านว่า เกว
Gus อ่านว่า กัส
Hugo อ่านว่า ฮิวโก้
Isaac อ่านว่า ไอแซค
Jake อ่านว่า เจค
Jasper อ่านว่า แจสเปอร์
Jett อ่านว่า เจทท์
Julius อ่านว่า จูเลียส
Kash อ่านว่า แคช
Leo อ่านว่า ลีโอ
Luke อ่านว่า ลุค
Marcus อ่านว่า มาร์คัส
Mario อ่านว่า มาริโอ้
Max อ่านว่า แมกซ์
Mia อ่านว่า ไม
Miles อ่านว่า ไมลส์
Owen อ่านว่า โอเว่น
Potter อ่านว่า พอตเตอร์
Prince อ่านว่า ปริ้นซ์
Remy อ่านว่า เรมี่
Romeo อ่านว่า โรมีโอ
Rowan อ่านว่า โรแวน
Rush อ่านว่า รัช
Ruth อ่านว่า รุธ
Seth อ่านว่า เซท
Theo อ่านว่า ธีโอ
Titan อ่านว่า ไททัน
Will อ่านว่า วิล

ท่านสามารถนำรายชื่อข้างต้นไปใช้ หรือจะไปดัดแปลงต่อให้ดีที่สุดก็ได้ อย่างไรก็ตามการตั้งชื่อเด็กต้องอย่าลืมคิดคำนึงไปถึงวันที่พวกเขาเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ด้วย เพราะบางชื่อฟังแล้วก็เหมาะสมกับเด็กๆที่มีความน่ารัก แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วชื่อดังกล่าวกลับมีความขัดแย้ง จนหลายคนต้องเปลี่ยนชื่อเล่นตัวเองด้วยความอายก็มีไม่น้อย

1-100 ภาษาอังกฤษ พร้อมคำอ่านและแปล

ตัวเลขมีบทบาทสำคัญมากในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การคำนวน การบอกเวลา ฯลฯ ดังนั้นในวันนี้เพื่อเป็นการเรียนรู้เรื่องราวของตัวเลข เรามาเริ่มต้นกันที่ 1-100 ภาษาอังกฤษ กันดีกว่า

1-100ภาษาอังกฤษ

ตัวเลข  1-100 ในภาษาอังกฤษ

one อ่านว่า วัน แปลว่า หนึ่ง
two อ่านว่า ทู แปลว่า สอง
three อ่านว่า ธรี แปลว่า สาม
four อ่านว่า โฟร์ แปลว่า สี่
five
อ่านว่า ไฟว์ แปลว่า ห้า
six อ่านว่า ซิกซฺ แปลว่า หก
seven อ่านว่า เซฟวฺ เวิน แปลว่า เจ็ด
eight อ่านว่า เอท แปลว่า แปด
nine อ่านว่า ไนน แปลว่า เก้า
ten อ่านว่า เท็น แปลว่า สิบ
eleven อ่านว่า อิเล็ฟเวิน แปลว่า สิบเอ็ด
twelve อ่านว่า ทเวลฟฺ แปลว่า สิบสอง
thirteen อ่านว่า เธอร์ทีน แปลว่า สิบสาม
fourteen อ่านว่า โฟร์ทีน แปลว่า สิบสี่
fifteen อ่านว่า ฟิฟทีน แปลว่า สิบห้า
sixteen อ่านว่า ซิคซฺทีน แปลว่า สิบหก
seventeen อ่านว่า เซฟวฺเวินทีน แปลว่า สิบเจ็ด
eighteen  อ่านว่า เอททีน แปลว่า สิบแปด
nineteen อ่านว่า ไนนทีน แปลว่า สิบเก้า
twenty
  อ่านว่า ทเวนที แปลว่า ยี่สิบ

 

twenty-one  อ่านว่า ทเวนที วัน แปลว่า ยี่สิบเอ็ด
twenty-two  อ่านว่า ทเวนที ทู แปลว่า ยี่สิบสอง
twenty-three อ่านว่า ทเวนที ธรี แปลว่า ยี่สิบสาม
twenty-four อ่านว่า ทเวนที โฟร์ แปลว่า ยี่สิบสี่
twenty-five อ่านว่า ทเวนที ไฟว แปลว่า ยี่สิบห้า
twenty-six อ่านว่า ทเวนที ซิคซฺ แปลว่า ยี่สิบหก
twenty-seven อ่านว่า ทเวนที เซฟวฺเวิน แปลว่า ยี่สิบเจ็ด
twenty-eight อ่านว่า ทเวนที เอท แปลว่า ยี่สิบแปด
twenty-nine อ่านว่า ทเวนที ไนน แปลว่า ยี่สิบเก้า
thirty อ่านว่า เธอร์ที แปลว่า สามสิบ
thirty-one  อ่านว่า เธอร์ที วัน แปลว่า สามสิบเอ็ด
thirty-two  อ่านว่า เธอร์ที ทู แปลว่า สามสิบสอง
thirty-three อ่านว่า เธอร์ที ธรี แปลว่า สามสิบสาม
thirty-four อ่านว่า เธอร์ที โฟร์ แปลว่า สามสิบสี่
thirty-five อ่านว่า เธอร์ที ไฟว แปลว่า สามสิบห้า
thirty-six อ่านว่า เธอร์ที ซิคซฺ แปลว่า สามสิบหก
thirty-seven อ่านว่า เธอร์ที เซฟวฺเวิน แปลว่า สามสิบเจ็ด
thirty-eight อ่านว่า เธอร์ที เอท แปลว่า สามสิบแปด
thirty-nine อ่านว่า เธอร์ที ไนน แปลว่า สามสิบเก้า
forty อ่านว่า โฟว์ที แปลว่า สี่สิบ
forty-one  อ่านว่า โฟว์ที วัน แปลว่า สี่สิบเอ็ด
forty-two  อ่านว่า โฟว์ที ทู แปลว่า สี่สิบสอง
forty-three อ่านว่า โฟว์ที ธรี แปลว่า สี่สิบสาม
forty-four อ่านว่า โฟว์ที โฟร์ แปลว่า สี่สิบสี่
forty-five อ่านว่า โฟว์ที ไฟว แปลว่า สี่สิบห้า
forty-six อ่านว่า โฟว์ที ซิคซฺ แปลว่า สี่สิบหก
forty-seven อ่านว่า โฟว์ที เซฟวฺเวิน แปลว่า สี่สิบเจ็ด
forty-eight อ่านว่า โฟว์ที เอท แปลว่า สี่สิบแปด
forty-nine อ่านว่า โฟว์ที ไนน แปลว่า สี่สิบเก้า
fifty อ่านว่า ฟิฟที แปลว่า ห้าสิบ

 


fifty-one  อ่านว่า ฟิฟที วัน แปลว่า ห้าสิบเอ็ด
fifty-two  อ่านว่า ฟิฟที ทู แปลว่า ห้าสิบสอง
fifty-three อ่านว่า ฟิฟที ธรี แปลว่า ห้าสิบสาม
fifty-four อ่านว่า ฟิฟที โฟร์ แปลว่า ห้าสิบสี่
fifty-five อ่านว่า ฟิฟที ไฟว แปลว่า ห้าสิบห้า
fifty-six อ่านว่า ฟิฟที ซิคซฺ แปลว่า ห้าสิบหก
fifty-seven อ่านว่า ฟิฟที เซฟวฺเวิน แปลว่า ห้าสิบเจ็ด
fifty-eight อ่านว่า ฟิฟที เอท แปลว่า ห้าสิบแปด
fifty-nine อ่านว่า ฟิฟที ไนน แปลว่า ห้าสิบเก้า
sixty อ่านว่า ซิกซฺที แปลว่า หกสิบ
sixty-one  อ่านว่า ซิกซฺที วัน แปลว่า หกสิบเอ็ด
sixty-two  อ่านว่า ซิกซฺที ทู แปลว่า หกสิบสอง
sixty-three อ่านว่า ซิกซฺที ธรี แปลว่า หกสิบสาม
sixty-four อ่านว่า ซิกซฺที โฟร์ แปลว่า หกสิบสี่
sixty-five อ่านว่า ซิกซฺทีไฟว แปลว่า หกสิบห้า
sixty-six อ่านว่า ซิกซฺที ซิคซฺ แปลว่า หกสิบหก
sixty-seven อ่านว่า ซิกซฺที เซฟวฺเวิน แปลว่า หกสิบเจ็ด
sixty-eight อ่านว่า ซิกซฺที เอท แปลว่า หกสิบแปด
sixty-nine อ่านว่า ซิกซฺที ไนน แปลว่า หกสิบเก้า
seventy อ่านว่า เซฟวฺเวินที แปลว่า เจ็ดสิบ
seventy-one  อ่านว่า เซฟวฺเวินที วัน แปลว่า เจ็ดสิบเอ็ด
seventy-two  อ่านว่า เซฟวฺเวินที ทู แปลว่า เจ็ดสิบสอง
seventy-three อ่านว่า เซฟวฺเวินที ธรี แปลว่า เจ็ดสิบสาม
seventy-four อ่านว่า เซฟวฺเวินที โฟร์ แปลว่า เจ็ดสิบสี่
seventy-five อ่านว่า เซฟวฺเวินที ไฟว แปลว่า เจ็ดสิบห้า
seventy-six อ่านว่า เซฟวฺเวินที ซิคซฺ แปลว่า เจ็ดสิบหก
seventy-seven อ่านว่า เซฟวฺเวินที เซฟวฺเวิน แปลว่า เจ็ดสิบเจ็ด
seventy-eight อ่านว่า เซฟวฺเวินที เอท แปลว่า เจ็ดสิบแปด
seventy-nine อ่านว่า เซฟวฺเวินที ไนน แปลว่า เจ็ดสิบเก้า
eighty  อ่านว่า เอททีแปลว่า แปดสิบ
eighty-one  อ่านว่า เอทที วัน แปลว่า แปดสิบเอ็ด
eighty-two  อ่านว่า เอทที ทู แปลว่า แปดสิบสอง
eighty-three อ่านว่า เอทที ธรี แปลว่า แปดสิบสาม
eighty-four อ่านว่า เอทที โฟร์ แปลว่า แปดสิบสี่
eighty-five อ่านว่า เอทที ไฟว แปลว่า แปดสิบห้า
eighty-six อ่านว่า เอทที ซิคซฺ แปลว่า แปดสิบหก
eighty-seven อ่านว่า เอทที เซฟวฺเวิน แปลว่า แปดสิบเจ็ด
eighty-eight อ่านว่า เอทที เอท แปลว่า แปดสิบแปด
eighty-nine อ่านว่า เอทที ไนน แปลว่า แปดสิบเก้า
ninety  อ่านว่า ไนนที แปลว่า เก้าสิบ
ninert-one  อ่านว่า ไนนที วัน แปลว่า เก้าสิบเอ็ด
ninert-two  อ่านว่า ไนนที ทู แปลว่า เก้าสิบสอง
ninert-three อ่านว่า ไนนที ธรี แปลว่า เก้าสิบสาม
ninert-four อ่านว่า ไนนที โฟร์ แปลว่า เก้าสิบสี่
ninert-five อ่านว่า ไนนที ไฟว แปลว่า เก้าสิบห้า
ninert-six อ่านว่า ไนนที ซิคซฺ แปลว่า เก้าสิบหก
ninert-seven อ่านว่า ไนนที เซฟวฺเวิน แปลว่า เก้าสิบเจ็ด
ninert-eight อ่านว่า ไนนที เอท แปลว่า เก้าสิบแปด
ninert-nine อ่านว่า ไนนที ไนน แปลว่า เก้าสิบเก้า
one hundred  อ่านว่า วัน ฮันเดร็ด แปลว่า หนึ่งร้อย

 

สำหรับเด็ก ๆ ที่ต้องการฝึกท่องตัวเลข 1-100 ในภาษาอังกฤษ ลองชมคลิปวีดีโอข้างล่างแล้วท่องตามจะช่วยให้จำง่ายขึ้นมา

คิดถึง ภาษาอังกฤษ นอกจากคำว่า “I miss you”

คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากต้องการบอกผู้อื่นว่าเราคิดถึงเป็นภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปจะใช้ประโยคว่า “I miss you” ที่แปลว่า “ฉันคิดถึงคุณ” แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่อยากที่จะพูดตรง ๆ ยิ่งช่วงที่กำลังจีบกันใหม่ ๆละก็ การพูดตรงไปฟังดูแล้วไม่มีเสน่ห์เท่ากับการบอกแบบอ้อมอ้อมด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี หากคุณไม่ต้องการใช้ประโยคว่า I miss you บอกกับคนที่คุณชอบ ในภาษาอังกฤษก็ยังมีประโยคอื่นที่บอกความหมายว่าคิดถึงได้เช่นกัน ซึ่งบางประโยคก็หวานกว่า i miss you เสียอีก

คำว่าคิดถึงภาษาอังกฤษ

ประโยคที่สื่อความหมายว่า “คิดถึง” ในภาษาอังกฤษ

- ประโยคคิดถึงภาษาอังกฤษที่ใช้กับเพื่อน ,สมาชิกครอบครัว และคนที่คุณต้องการ

I wish you were here. แปลว่า ฉันอยากให้คุณอยู่ที่นี่

I can’t wait to talk to you again. แปลว่า ฉันไม่อาจรอที่จะได้พูดคุยกับคุณอีกครั้ง

I’ve been thinking of you.  แปลว่า ฉันคิดถึงคุณ (เป็น Present Perfect Continuous Tense แสดงว่าคิดถึงมานานแล้วจนกระทั่งปัจจุบันและจะยังคงคิดถึงต่อไป)

I hope I see you again soon. แปลว่า ฉันหวังว่าจะได้พบคุณอีกครั้งเร็วๆนี้

I was thinking about you and it made me smile. แปลว่า ฉันคิดถึงคุณและนั่นมันทำให้ฉันเกิดรอยยิ้ม

I’m counting the days until I see you again. ฉันเฝ้านับวันที่จะได้เจอคุณอีกครั้ง

 

- ประโยคคิดถึงภาษาอังกฤษที่ใช้กับแฟน คนรัก

You’ve been on my mind. แปลว่า คุณอยู่ในใจของฉัน

I can’t wait to see your beautiful face. แปลว่า ฉันไม่สามารถรอคอยที่จะเห็นใบหน้าสวย ๆ ของคุณ

All I do is think of you.  แปลว่า ทุกสิ่งที่ฉันทำคือคิดถึงคุณ

I think of you night and day. แปลว่า ฉันคิดถึงคุณทั้งวันทั้งคืน

I smile when I think of the time we spent together. แปลว่า ฉันยิ้มเมื่อนึกถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน

 

ทั้งหมดคือตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษสำหรับบอกคนที่เรารักไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่พี่น้อง หรือคนรัก ให้รู้ความในใจของเรา ว่า เราคิดถึง และสุดท้ายนี้ไม่ว่าคุณกำลังคิดถึงใคร ขอให้คนคนนั้นคิดถึงคุณเช่นกัน

ป้ายจราจรภาษาอังกฤษ ภาพพร้อมคำอธิบาย

ในอนาคตเมื่อมีการเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียนอย่างเต็มตัว ป้ายจราจรภาษาอังกฤษ ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญบนท้องถนนที่ช่วยสื่อให้ทุกคนที่ขับรถได้เข้าใจ

แม่ว่าโดยความจริงแล้ว สัญลักษณืบนป้ายจราจร จะเป็นสื่อสากลที่ทั่วโลกเข้าใจตรงกัน แต่มีบางครั้งที่เราก็จำเป้นต้องอธิบายให้ผู้ไม่รู้กฎจราจรได้เข้าใจความหมาย ว่าแต่ละป้ายสื่อถึงอะไร ว่าแล้วเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

ป้ายจราจร (Traffic signs) ภาษาอังกฤษ

โดยทั่วไปประเภทของป้ายจราจรจะแบ่งได้ดังนี้

1. WARNING SIGNS คือ ป้ายเตือน ทำหน้าที่บอกกล่าวแจ้งเตือนให้ทราบ เช่น ระวังถนนลื่น เป็นต้น

สีของป้ายเตือนจะเป็นพื้นเหลือง อักษรหรือสัญลักษณ์สีดำ

2. REGULATION SIGNS คือ ป้ายบังคับให้ทำตาม โดยมากเป็นป้ายที่มีสีแดงเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นวงกลมสีแดง พื้นหลังสีแดง

3. DESTINATION SIGNS หรือ Guide SIGNS คือ ป้ายบอกทางข้างหน้า เป็นป้ายสีเขียว เขียนบอกว่าข้างหน้ามีทางไปยังสถานที่ใดบ้าง

4. SERVICE SIGNS ป้ายสีน้ำเงิน อักษรสีขาว เป็นป้ายบอกสถานที่สำคัญ หรือ จุดบริการต่าง ๆ เช่น ปั้มน้ำมัน เป้นต้น

 

ตัวอย่างป้ายจราจรภาษาอังกฤษ

ป้ายจราจรภาษาอังกฤษ

ภาพป้ายจราจรภาษาอังกฤษ

ป้ายจราจรภาษาอังกฤษ

 

และทั้งหมด คือ ป้ายจราจรที่เราสามารถพบเห็นได้เป็นประจำขณะขับรถ เรียนรู้ความหมายกันไปครบหมดแล้ว ก็ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ แล้วพบกันใหม่

resume ภาษาอังกฤษ เขียนอย่างไร

resume ภาษาอังกฤษ คือ ประวัติส่วนตัวที่เราใช้สำหรับส่งให้กับบริษัทที่รับสมัครงาน ซึ่งหากผู้มีอำนาจตัดสินใจในการรับพนักงาน อ่านresume ของเราแล้ว มีความคิดเห็นว่าคุณสมบัติของเราตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทกำลังต้องการ ก็จะดำเนินการในขั้นตอนสัมภาษณ์งานต่อไป

และเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพอย่างชัดเจน เราจึงได้นำตัวอย่าง และวิธีการเขียน resume เป็นภาษาอังกฤษมาแสดงให้ชม แต่ต้องบอกก่อนว่า รูปแบบของ resume  ไม่ได้มีลักษณะตายตัว แม้จะคล้ายคลึงกันก็ตาม แต่ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ของแต่ละคนว่าจะออกแบบเอกสารให้เป็นอย่างไร

resume ภาษาอังกฤษ

โดยทั่วไปแล้ว resume ภาษาอังกฤษ จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. Name and Last name (ชื่อ และ นามสกุล) หากเจอแบบฟอร์มของบางบริษัท ที่ระบุชื่อกลาง middle name ให้เว้นว่างไว้ เพราะคนไทยไม่มีชื่อกลางเหมือนฝรั่ง

 

2. Date Of Birth (วันเกิด)

 

3. Contact Infomation (ข้อมูลการติดต่อ) จะประกอบไปด้วย ที่อยู่ ,อีเมล์ ,เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น

คำว่า current address จะหมายถึงที่อยู่ปัจจุบัน ส่วน permanent address คือ ที่อยู่ประจำตามบัตรประชาชน

 

4. Education ให้ใส่ข้อมูลประวัติการศึกษาลงไป โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย วุฒิการศึกษา ,ชื่อสถาบันการศึกษา ,เกรดเฉลี่ย ,ช่วงเวลาที่เรียน

ตัวอย่างเช่น

2012     Bachelor of Management Science in Marketing ,  Chulalongkorn University
GPA: 3.55

จบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะวิทยาการจัดการ วิชาเอกการตลาด มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ เกรดเฉลี่ย 3.55

** วุฒิการศึกษาเราใช้ดังนี้

ปวช คือ Vocational Certificate

ปวส คือ Vocational Diploma

ปริญญาตรี คือ Bachelor

ปริญญาโท คือ Master

ปริญญาเอก คือ Doctor

รูปแบบการเขียน (วุฒิการศึกษา) of  ..(คณะ)..  in ….(วิชาเอก)….

 

5. Work Experience (ประสบการณ์การทำงาน)

- ทำงานที่ไหนมาบ้าง ในตำแหน่งอะไร ช่วงระยะเวลาจากปีไหนถึงปีไหน

 

6. Special Skills (ทักษะ หรือ ความสามารถพิเศษ)

 

ทั้งหมด คือ รายละเอียดโดยทั่วไปในแบบฟอร์มเอกสาร resume ที่ใช้กันอยู่ แต่สำหรับบางบริษัทที่มีแบบฟอร์มเฉพาะให้ผู้มาสมัครงานกรอกรายละเอียดอาจมีข้อมูลเพิ่มไปกว่านี้ เช่น ในส่วนของ Military Service Background (ประวัติการเกณฑ์ทหาร) เป็นต้น

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลเรื่องการเขียน resume ภาษาอังกฤษ ในบทความนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน ที่กำลังเตรียมพร้อมสมัครงาน ขอให้โชคดีกันทุกคน

หลักการใช้ Adverbs ภาษาอังกฤษ

Adverbs หรือ คำวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ในประโยคสำหรับอธิบายความหมายของคำกริยา หรือคำคุณศัพท์(adjectives) รวมถึงคำวิเศษณ์คำอื่นในประโยค ตัวอย่างเช่น

He walked slowly across the crossroad.  เขาเดินข้ามถนนอย่างช้า ๆ

จากประโยคข้างต้น คำว่า slowly ที่แปลว่าช้า ช่วยอธิบายขยายความหมายของคำกริยา walk ที่แปลว่าเดิน

หลักการใช้ adverbs

ประเภทของ Adverbs

1. Adverb of Time  คำวิเศษณ์เกี่ยวกับเวลา

ตัวอย่างเช่น She will visit the hospital tomorrow. เธอจะไปโรงพยาบาลวันพรุ่งนี้

คำว่า visit ที่แปลว่า “ไป” เป็น verb (คำกิริยา) ส่วนคำ adverb ที่มาขยาย คือ คำว่า tomorrow ซึ่งแปลว่าพรุ่งนี้

คิดง่าย ประโยคนี้คือคำตอบซึ่งหากใครมาถามว่า When will she visit the hospital? เธอจะไปโรงพยาบาลเมื่อไร

 

ในส่วนของ คำวิเศษณ์เกี่ยวกับเวลา อาจแบ่งย่อยเป็น 3 อย่างคือ

- adverbs ที่ใช้ตอบว่า when (เมื่อไร) ที่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เช่น

I saw Mary yesterday.
She was born in 1980.
I will see you later.

- adverbs ที่ใช้ตอบว่า how long (นานแค่ไหน) :

We waited all day.
They have lived here since 2004.
We will be on holiday from July 1st until August 3rd.

- adverbs ที่ใช้ตอบว่า how often (บ่อยแค่ไหน)

They usually watched television in the evening.
We sometimes went to work by car.

 

2. Adverb of Place คำวิเศษณ์เกี่ยวกับสถานที่

ตัวอย่างเช่น They will meet you there.  พวกเขาจะพบคุณที่นั่น

คำว่า there ที่แปลว่า ที่นั่น ช่วยเจาะจงรายละเอียดของสถานที่จากคำกิริยาว่า meet (พบ) และเป็นคำตอบของคำถามว่า Where will they meet you?

เราสามารถแบ่งกลุ่มคำวิเศษณ์เกี่ยวกับสถานที่ได้ดังนี้

- ใช้บอกตำแหน่งสถานที่ว่าที่ไหนที่บางคนหรือบางสิ่งอยู่ เช่น

  • He was standing by the table. เขากำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะ
  • You’ll find it in the cupboard. คุณจะพบมันในตู้
  • Sign your name here – at the bottom of the page. เซ็นชื่อของคุณที่นี่ – ที่ท้ายหน้ากระดาษ

- ใช้บอกทิศทางที่บางคนหรือบางสิ่งกำลังเคลื่อนที่ เช่น

  • Walk past the bank and keep going to the end of the street. เดินผ่านธนาคารและไปต่อจนสุดถนน
  • The car door is very small so it’s difficult to get into. ประตูรถมีขนาดเล็กมาก ทำให้ยากที่จะเข้าไปข้างใน

- ใช้ในการแสดงระยะทางว่าสิ่งนั้นไกลเท่าไร เช่น

  • Birmingham is 250 kilometres from London. เบอมิงแฮมอยู่ห่าง 250 กิโลเมตรจากลอนดอน
  • We were in London. Birmingham was 250 kilometres away. เราอยู่ในลอนดอน .เบอมิงแฮมอยู่ห่างออกไป250กิโลเมตร

 

3. Adverb of Manner คำวิเศษณ์เกี่ยวกับอิริยาบท

ตัวอย่างเช่น She works fast. เธอทำงานเร็ว

คำว่า works เป็นกิริยา(verb) ส่วนคำว่า fast ที่แปลว่า เร็ว เป็นคำวิเศษณ์ที่มาขยายความหมายของคำว่า ทำงาน

 

คำวิเศษณ์เกี่ยวกับอิริยาบทที่เกิดขึ้นมักจะมาจากคำคุณศัพท์โดยการเพิ่ม –ly:

เช่น

bad เป็น  badly

quiet เป็น quietly

recent เป็น recently

sudden เป็น suddenly

 

แต่บางคำก็มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในการสะกด เช่น

easy เป็น easily

gentle เป็น gently

 

มีคำวิเศษณ์ไม่กี่คำที่มีรูปแบบเดียวกันเป็นคำคุณศัพท์:

เช่น

They all worked hard.
She usually arrives late.
I hate driving fast.

หมายเหตุ hardly and lately มีความหมายหมายต่างออกไป

He could hardly walk หมายถึง มันเป็นการยากสำหรับเขาในการเดิน

I haven’t seen John lately . หมายถึง ฉันไม่ไเห็นจอห์นเมื่อเร็วๆนี้

 

4. Adverbs of Degree คำวิเศษณ์เกี่ยวกับระดับ

She almost finished the work. เธอเกือบเสร็จงาน

คำว่า เสร็จ (finished) เป็นกริยา ส่วนคำว่า เกือบ (almost) เป็นคุณศัพท์ที่มาขยายความ ประโยคนี้เป็นคำตอบของคำถามว่า

How much of the work did she finish? เธอทำงานเสร็จไปแล้วแค่ไหน

คำวิเศษณ์เกี่ยวกับระดับ จะ แสดงให้เห็นขอบเขต การกระทำหรือสิ่งที่จะทำว่ามากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่างคำอื่น ๆ เช่น Fully, Partially, Altogether เป็นต้น

 

5. Adverbs of Confirmation and Negation คำวิเศษณ์เกี่ยวกับการยืนยันหรือปฏิเสธ

ตัวอย่างเช่น They will certainly like this vase. พวกเขาจะชอบแจกันใบนี้อย่างแน่นอน

คำวิเศษญ์ certainly ที่แปลว่าอย่างแน่นอน ช่วยตอกย้ำคำกิริยา like ที่แปลว่าชอบ

ประโยคข้างต้นเป็นคำตอบของคำถาม Will they like this vase? พวกเขาจะชอบแจกันใบนี้หรือไม่

 

He never leaves his house.เขาไม่เคยไปจากบ้านของเขา

คำวิเศษญ์  never ที่แปลว่าไม่เคย ทำหน้าที่ปฏิเสธกิริยา leave.

 

ตัวอย่างคำวิเศษญ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยืนยัน เช่น  Definitely, Absolutely, Surely เป็นต้น

คำวิเศษญ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิเสธ เช่น No, Don’t, Can’t เป็นต้น

 

6. Adverbs of Comment คำวิเศษณ์เกี่ยวกับความคิดเห็น

คำวิเศษณ์เหล่านี้จะใช้เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นในประโยค ให้เห็นมุมมองของผู้พูดหรือความเห็นเกี่ยวกับประโยค

ตัวอย่างเช่น Luckily, the dog did not bite the children. โชคดี ที่หมาไม่กัดเด็ก

they would win the world cup, obviously. พวกเขาคงจะชนะฟุตบอลโลก อย่างแน่นอน

 

7. Adverbs of Conjunction  คำวิเศษณ์เกี่ยวกับการเชื่อมประโยค

คำวิเศษณ์เหล่านี้จะใช้ในการเชื่อมต่อความคิดหรือประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวโยงต่อกัน ในการเชื่อมประโยคด้วยคำวิเศษณ์นี้จะต้องใช้อัตภาค (เซมิโคลอน ;) มาใช้เชื่อมต่อ

ตัวอย่างเช่น

ข้อความที่ 1: He was going for an important interview. เขากำลังไปงานสัมภาษณ์ที่สำคัญ

ข้อความที่ 2: He made sure he reached on time. เขาทำให้แน่ใจได้ว่าจะไปทันเวลา

 

He was going for an important interview; accordingly, he made sure he reached on time.

เขากำลังไปงานสัมภาษณ์ที่สำคัญ เพราะฉะนั้น เขาทำให้แน่ใจได้ว่าจะไปทันเวลา

จะเห็นได้ว่า accordingly ทำหน้าที่เชื่อมทั้ง 2 ประโยคที่เป็นเหตุผลเกี่ยวโยงกัน

 

ตัวอย่าง คำวิเศษณ์เกี่ยวกับการเชื่อมประโยค เช่น

  • However             -  อย่างไรก็ตาม
  • Consequently   -  ดังนั้น
  • Moreover           – ยิ่งไปกว่านั้น ,นอกเหนือจากนี้
  • Conversely         – โดยตรงกันข้าม

 

และทั้งหมดนี้ก็คือรายละเอียดหลักการใช้ Adverbs ในภาษาอังกฤษ แม้จะมีรายละเอียดที่ซับซ้อนบ้าง แต่เชื่อว่าหากตั้งใจ ท้ายที่สุดการเรียนรู้ของพวกเราทุกคนก็จะประสบความสำเร็จ

คำ Adjectives ภาษาอังกฤษ มีหลักการใช้อย่างไร

adjective หรือที่เรียกในภาษาไทยว่าคำคุณศัพท์ เป็นคำที่ใช้สำหรับขยายคำนามหรือสรรพนาม เพื่อให้เราทราบรายละเอียดที่มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น

He was wearing a blue shirt.  คำว่า blue(สีน้ำเงิน) ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ขยายคำว่า shirt(เสื้อ) ซึ่งเป็นคำนามให้มีความหมายชัดเจนมากขึ้น

There are seven rooms in the house.  จากประโยคที่แปลว่า มีเจ็ดห้องในบ้านหลังนี้ คำว่า seven (เจ็ด) มีหน้าที่ขยายคำนาม ห้อง (room) ให้ทราบรายละเอียดชัดขึ้น

Adjectives ภาษาอังกฤษ

ประเภทของ Adjectives ในภาษาอังกฤษ

คำ adjective แบ่งได้เป็นหลายประเภท ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่ามีลักษณะการขยายคำนามในรูปแบบใด

 

1. Adjectives of Quality เป็นคำคุณศัพท์ที่ทำหน้าที่ขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพ ตัวอย่างเช่น คำว่า Honest(ซื่อสัตย์), Large(ขนาดใหญ่), Beautiful (สวย), Ugly(นาเกลียด) เป็นต้น

Bangkok is a large city with many historical monuments. กรุงเทพเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่เต็มด้วยอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก คำว่าขนาดใหญ่ทำหน้าที่ขยายคำว่าเมือง

Yaya is a beautiful woman. ญาญ่าเป็นผู้หญิงสวย คำว่าสวย ขยายคำว่า ผู้หญิง

 

2. Adjectives of Quantity เป็นคำคุณศัพท์สำหรับบอกปริมาณของคำนามหรือสรรพนาม โดยที่ไม่ได้ระบุจำนวนที่ชัดเจน เช่น

All (ทั้งหมด), Half(ครึ่งหนึ่ง), Many(มาก), Few(เล็กน้อย), Little(น้อย), No(ไม่มี), Enough(เำีพียงพอ)

Many people came to Thailand.  คำว่า มากมาย ขยายคำว่า ผู้คน

 

3. Adjectives of Number เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้แสดงจำนวน แบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ

- Definite Numeral Adjective คำคุณศัพท์ซึ่งเป็นตัวเลขชัดเจน เช่น One, Two, Twenty, Thirty-Three เป็นต้น หรือลำดับเลขเช่น First, Second, Third, Seventh เป้นต้น

- Indefinite Numeral Adjective คำคุณศัพท์ที่บอกจำนวนไม่ชัดเจน เช่น Some, Many, Few, Any, Several, All  เป็นต้น

- Distributive Numeral Adjective คำคุณศัพท์ที่ใช้อ้างถึงการแบ่งหรือรวมกลุ่มของคำนาม เช่น Every,Either, Neither, Each, Another, Other etc.

 

4. Demonstrative Adjectives คือคำคุณศัพท์สำหรับชี้ให้เห็นหรือเจาะจงให้ชัด เช่น This, That, These และ Those.

ตัวอย่างเช่น These flowers are lovely. คำว่า เหล่านี้ ช่วยขยายชี้เฉพาะคำนาม ดอกไม้ เพื่อบอกให้ผู้ฟังทราบว่า ผู้พูดกำลังหมายถึงเฉพาะดอกไม้เหล่านี้เท่านั้น ไม่รวมดอกไม้อื่น ๆ

 

 5. Interrogative Adjectives คือ คำคุณศัพท์ที่ใช้สำหรับตั้งคำถาม ได้แก่ Where, What, Which and Whose.

ตัวอย่างเช่น What book are they reading?

 

หลักการใช้  คำ Adjectives ภาษาอังกฤษ

ในบางกรณีซึ่งเราต้องใช้คำคุณศัพท์มากกว่า 1 คำ ในการขยายคำนาม จะมีการใช้งานอยู่ 2 รูปแบบ แบบแรกจะใช้เครื่องหมายจุลภาค(,)มากั้นคำคุณศัพท์แต่ละคำ แบบที่สองไม่ต้องใช้เครื่องหมายจุลภาคมาช่วย ซึ่งการที่เราจะทราบได้ว่าคำคุณศัพท์ชนิดใดต้องใช้หรือไม่ต้องใช้เครื่องหมายจุลภาค เราต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Coordinate Adjectives และ Non-coordinate Adjectives เสียก่อน

- Coordinate Adjectives 

หมายถึง กลุ่มศัพท์นามที่แม้จะสลับตำแหน่งกันความหมายก็ยังคงเดิม และถ้าเราเติมคำว่า and(และ) กั้นระหว่างคำคุณศัพท์นามเหล่านี้ ความหมายที่ได้ก็ยังคงเดิมเสมอ เช่น

He was a kind, generous, loving human being. เขาเป็นคนใจดี ,มีน้ำใจ ,มีความรัก ต่อเพื่อนมนุษย์

He was a generous, loving, kind human being. เขาเป็นคนมีน้ำใจ มีความรัก ,ใจดี ต่อเพื่อนมนุษย์

He was a loving, kind and generous human being. เขาเป็นคนมีความรัก ,ใจดี ,มีน้ำใจ ต่อเพื่อนมนุษย์

จะเห็นได้ว่าทั้งสามประโยคข้างต้น แม้เราจะสลับตำแหน่งของคำคุณศัพท์ก็ยังถูกต้องตามหลักแกรมม่าในภาษาอังกฤษอยู่ กรณีเช่นนี้เราจะใช้เครื่องหมายจุลภาคในการแบ่งคำ

- Non-coordinate Adjectives

 หมายถึง กลุ่มคำคุณศัพท์ที่ขยายคำนามในประโยค ซึ่งเราไม่สามารถสลับตำแหน่งกันได้ เพราะจะทำให้ความหมายเปลี่ยน และหากเราใส่คำว่า and(และ) กั้นระหว่างคำคุณศัพท์เหล่านั้น ความหมายจะผิดเพี้ยนไป ตัวอย่างเช่น

She has two energetic playful dogs.  เธอมีหมาซุกซนแข็งแรง 2 ตัว

She has playful two energetic dogs.  เธอมีหมาแข็งแรงสองตัวซุกซน

She has energetic and playful and two dogs. เธอมีหมาสองตัวและซุกซนและแข็งแรง

จะเห็นได้ว่าเมื่อเราสลับตำแหน่งคำคุณศัพท์ ความหมายที่ได้จะผิดเพี้ยนไป ไม่ถูกต้องตามหลักแกรมม่า กรณีเราเราจะไม่ใช้เครื่องหมายจุลภาคในการแบ่งคำคุณศัพท์

 

ในการเรียงลำดับกรณีที่มีคำคุณศัพท์หลายคำซึ่งให้ขยายคำนาม เราเรียงลำดับคำคุณศัพท์ที่ขึ้นก่อนดังนี้

1. Determiners เราจะใช้คำเหล่านี้เริ่มต้นก่อนได้แก่ articles (the, a, an), คำชี้เฉพาะ (this, that, these, those), คำแสดงความเป็นเจ้าของ (my, mine, your, yours, -‘s), คำบอกปริมาณ (all, many etc.),  คำบอกจำนวน (one, twenty, thirty-seven etc.) และ คำที่ใช้แบ่งกลุ่ม (each, every, neither, either)

 

2. Observations/Quantity and Opinion คำคุณศัพท์ที่บอกปริมาณ แสดงความเห็น หรือทัศนะ เช่น Few, Most, One, Three/ Beautiful, Ugly, Difficult etc.

ตัวอย่างประโยค The beautiful house.  — house เป็นคำนาม ,The เป็นคุณศัพท์แบบ Determiners และ beautiful เป็นคำคุณศัพท์แสดงความเห็น

 

3. Size คำคุณศัพท์ที่ใช้บอกขนาดของคำที่ขยาย เช่น Huge, Little, Bulky, Thin, Vast, Tiny, Lean เป้นต้น

ตัวอย่างประโยค The beautiful little house.

 

4. Age คำคุณศัพท์บอกอายุ เช่น Young, Old, Teenage, Mature, Recent, Bygone etc.

ตัวอย่างประโยค The beautiful little old house.

 

5. Shape รูปทรงที่ปรากฏ เช่น Circular, Crooked, Triangular, Oval, Wavy, Straights

ตัวอย่างประโยค The beautiful little old square house.

 

6. Colour คำคุณศัพท์ที่ใช้บอกเกี่ยวกับสี เช่น Pastel, Red, Blue, Metallic, Colourless, Translucent เป็นต้น

The beautiful little old square blue house.

 

7. Origin คำคุณศัพท์บอกถิ่นที่มาแหล่งกำเนิด เช่น Southern, Northern, Lunar, Mexican, French เป็นต้น

The beautiful little old square blue Mexican house.

 

8. Material คำคุณศัพท์บอกวัสดุหรือพื้นผิว เช่น Wooden, Plastic, Steely, Metallic, Cottony เป็นต้น

The beautiful Mexican limestone house.

 

9. Qualifier คำคุณศัพท์บอก คำนามรองทำหน้าที่คุณศัพท์ เป็นคำหรือกลุ่มคำที่เพิ่มเข้ามาแล้วจะเปลี่ยนความหมายของคำนาม เช่น

The beautiful Mexican limestone doll house. คำว่า doll mี่แปลว่าตุ๊กตา เมื่อเพิ่มเข้มาทำให้คำว่า บ้าน เปลี่ยนความหมายไปเป็น บ้านตุ๊กตา